close

LifeStyle

บ้านสวนโฮมสเตย์ – ที่พัก คาเฟ่ นครปฐม บรรยากาศสไตล์บ้านๆ แบบติดร่องสวน

BaanSUAN-HOME-STAY

บ้านสวนโฮมสเตย์ – ที่พัก คาเฟ่ นครปฐม บรรยากาศสไตล์บ้านๆ แบบติดร่องสวน

วันนี้จะพาไปพักผ่อนแบบสบายๆ มีวันหยุดสั้นๆก็ไปกันได้ฮะ สำหรับใครที่ชอบที่พักสไตล์บ้านสวน บรรยากาศบ้านๆ สงบๆเน้นความเรียบง่าย ต้องถูกใจสิ่งนี้อย่างแน่นอน! 

บ้านสวนโฮมสเตย์ นครปฐม เป็นที่พักเล็กๆ กำลังน่ารัก สไตล์บ้านสวน ได้ฟิลลิ่งแบบลูกสาวกำนัน คุณพ่อหวงแบบในละครเลย ด้วยรูปทรงบ้านไม้ผสมปูน มีดีเทลความวินเทจกลิ่นอายบ้านเรือนไทยสมัยดั้งเดิม ผสมกับความโมเดิร์นในการตกแต่งต่างๆ มันเลยมีความน่ารักอย่างลงตัว

ที่นี่มีห้องพักรับรองประมาณ 7 ห้องฮะ ค่อนข้างมีความเงียบๆเป็นส่วนตัวมากเลย แต่พื้นที่อ่ะมีเยอะกว่านั้นนะ ถ้าใครอยากจะนอนโถงกลาง หรือ กางเต้นท์ ก็ลองติดต่อทางที่พักมาได้ พื้นที่เหลือเฟือจริงๆ ฮ่าๆ ที่สำคัญคือขับรถไปใกล้มากก อยู่ จ.นครปฐมนี่เองฮะ ขับยังไม่ทันเหนื่อยอ่ะ

ธีมหลักของที่นี่คือเกิดมาเพื่อเป็นบ้านสวนจริงๆฮะ สมชื่อ บ้านสวน โฮมสเตย์ มีท้องร่องพร้อมสวนอยู่มุมนึงและอีกฝั่งจะเป็นโซนบ้านพัก ด้วยความที่บรรยากาศมันดีม๊ากก ที่นี่เลยค่อนข้างโด่งดังในเรื่องของ สถานที่จัดงานแต่งงาน เพราะพอเนรมิตสถานที่ขึ้นมาปุ๊ป ประดับไฟ ชุดไทยและพรมแดง พร้อมฉากด้านหลังเป็นบ้านเรือนไทย คือลงตัวสุดๆอ่ะ

จริงๆก็ไม่ได้รับเฉพาะการจัดงานแต่งเท่านั้นนะฮะ สำหรับใครที่กำลังมองหาที่พักสำหรับกรุ๊ป จัดประชุม สัมมนา งานเลี้ยงในบรรยากาศสไตล์บ้านสวน ค่อนข้างได้ฟิลกลุ่มส่วนตัวดีมาก และยังมีบริการอาหาร จัดเลี้ยง สามารถจัดการได้หายห่วงเลย!

บรรยากาศห้องจัดประชุม Meeting Room อยู่บริเวณชั้นล่างของบ้านพักฮะ ค่อนข้างโล่งโปร่งสบายเลยทีเดียว เหมาะมากเลยสำหรับการออกมาจัดกิจกรรมนอกสถานที่ บรรยากาศดูไม่ตึงเครียดเกินไปสไตล์ห้องประชุมดีฮะ

กลับมาสู่ เรื่องของที่พักกันเถอะ สำหรับบ้านพัก จะแบ่งเป็นหลักๆ 2 โซนด้วยกัน

เรือนหลังใหญ่ : บ้านไม้หลังใหญ่ 2 ชั้น (มีชั้นใต้ดินด้วยรวมเป็น 3) วัสดุทำจากไม้ทั้งหลัง บวกกับการตกแต่งแนวชาวบ้านๆหน่อย ทำให้บรรยากาศมันดูสบายๆ ด้วยการดูแลทำความสะอาดที่ดี บวกกับทางเจ้าของ(คุณแม่) ก็ดูแลทุกอย่างเป็นบ้านของตัวเองอ่ะ มันก็เลยดูค่อนข้างใหม่และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆครบครันเทียบเท่าที่ัพักอื่นๆเลยล่ะฮะ

เรือนหลังเล็ก : ไฮไลท์คือมีบ่อน้ำ ตั้งอยู่ด้านหน้าเลย อารมณ์ถ้าไปทะเลก็คือ Seaview แต่นี่มาบ้านสวนก็เทียบเป็น Garden view ให้ล่ะกันฮะ แต่แถมบ่อน้ำให้ด้วย อิอิ สำหรับเรือนเล็กจะมีห้องพักแค่ 2 ห้องเท่านั้น ใครมีแพลนจะมาพักพร้อมกัน 2 ห้องก็เป็นส่วนตัวดีนะ มีระเบียงให้นั่งชิลล์ริมน้ำด้านหน้าห้องด้วยแหละ

สำหรับห้องพัก ก็ให้ความคลาสสิคดีฮะ เหมือนมานอนบ้านสวนของคุณตาคุณยาย แต่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆก็ครบครันนะ ไม่ได้รู้สึกลำบากหรืออะไรเลย แอร์ ทีวี มีพร้อม!

ช่วงเย็นๆก็ออกมานั่งเล่นนอกห้อง รับลมเย็นๆ กับธรรมชาติ บรรยากาศบ้านสวนแบบนี้ มันดีต่อวันพักผ่อนจริงๆเลยฮะ

บ้านสวนโฮมสเตย์ ถือเป็นโฮมสเตย์เล็กๆแต่บรรยากาศดีชะมัดเลย เหมือนไปเที่ยวต่างจังหวัด นอนบ้้านคุณตางี๊อ่ะ มีที่ให้วิ่งเล่น ให้อาหารปลา และนั่งรับลมอ่านการ์ตูนริมระเบียงด้วย แถมเรื่องอาหารก็ครบครัน มีคาเฟ่อยู่ในที่พักเลย เรียกได้ว่า เป็นที่พักที่ค่อนข้างครบครันมากจริงๆเลยล่ะฮะ


ซึ่งต้องออกตัวไว้ก่อนเลยว่า นครปฐมเนี่ย เป็นอีกจังหวัดที่มีคาเฟ่เปิดใหม่เยอะมากกก เพราะด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ และบรรยากาศที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ ฟีลลิ่งแบบชานเมืองหน่อยๆ แต่ละร้านก็จะมีความน่ารักแบบบ้านๆ ซึ่งเราว่ามันมีเสน่ห์ดีนะ ซึ่งที่บ้านสวนโฮมสเตย์ ก็มีคาเฟ่ด้วยนะฮะ เพิ่งเปิดใหม่ล่าสุดตัดริบบิ้นกันไปไม่นานนี้เอง

Verde Coffee House & Bistro

ร้านนี้จะตั้งอยู่ในรั้วเดียวกับบ้านสวนโฮมสเตย์เลยฮะ ความรู้สึกแรกตั้งแต่เลี้ยวรถเข้ามาคือบรรยากาศที่เป็นกันเอง ร้านสไตล์บ้านๆที่มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างเลยทีเดียว มีทั้งส่วนของห้องแอร์สำหรับใครที่อยากหลบร้อนมาตากแอร์เย็นๆให้ชื่นใจ และโซนด้านนอกที่สามารถนั่งรับลมชมวิวบ่อน้ำสไตล์บ้านสวนชิลล์ๆก็ได้ฟีลไปอีกกกก

การตกแต่งร้านจะดูค่อนข้างโปร่ง ความเก๋ของที่นี่คือเค้าปูพื้นด้วยหญ้าเทียมสีเขียว เวลานั่งบน Bean bag แล้วจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนนั่งอยู่ในสนามหญ้าเลยแฮะ ยังมีโซนโต๊ะเล็กๆ โซนเคาน์เตอร์บาร์และโซฟานุ่มๆเผื่อใครที่มากันเป็นกรุ๊ปใหญ่

มาเริ่มกันที่ของคาวกันก่อนดีกว่า นอกจากที่นี่จะมีเมนูเครื่องดื่มให้เลือกเยอะมากแล้ว ยังมีเมนูอาหารจานเด็ดด้วยฮะ ‘สปาเก็ตตี้ขี้เมาทะเล’ ถ้าใครหิวๆอยากแนะนำว่าให้สั่งเถอะคุณขา… เสิร์ฟมาจานใหญ่คุ้มราคามาก กุ้งเอย ปลาหมึกเอย ให้มาแบบไม่หวง เอาจริงๆจานนี้สามารถแบ่งทานได้ 1-2 คนแบบจุกๆเลยนะ ส่วนรสชาติก็แซ่บถึงเครื่องตามสไตล์บ้านสวนเลยจริงๆ!

ม้วนเส้นซี้ดซ้าดกันไปเบาๆแล้ว ขอดับความร้อนในตัวด้วย Toast กรอบนอกหอมเนย จ้วงทานพร้อมกับไอศครีมเย็นๆและผลไม้ เมนูนี้นอกจากถูกใจสายปังแล้ว น่าจะเป็นเมนูโปรดของเด็กๆด้วยฮะ

ในส่วนของเมนูเครื่องดื่ม ที่นี่ก็มีให้เลือกค่อนข้างหลากหลายฮะ จะสายชา กาแฟ น้ำผลไม้หรือสมูทตี้ก็มีครบ มาเริ่มเอาใจวัยใสด้วย Lychee Rose Italian Soda แก้วนี้ดื่มแล้วรับรองความสดใสซู่ซ่า กลิ่นหอมของลิ้นจี่และความเย็นชื่นใจของโซดา เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ก็ปลื้มมม

ส่วนใครที่เป็นสายหวาน ชอบความนุ่มและหอมต้องสั่ง Iced Chocolate ฟองนมด้านบนกับเกล็ดช็อคโกแลตที่โรยมาด้านบน ทั้งละมุนและเคี้ยวเพลินมาก แต่ถ้าใครชอบแบบเข้มขึ้นอีกนิดต้อง Dark Cocoa เลยฮะ แค่เห็นใจมันก็สั่นนนน หวานน้อยเข้มข้นถูกใจมากจริงๆ

และถ้าใครเป็นสายแฟ นอกจากความหอมและเข้มของกาแฟที่เป็นตัวเบสแล้ว ทีเด็ดคือที่นี่เค้ายังหาวัตถุดิบที่มีในสวนมาผสมเพิ่มคุณค่าและความอร่อย อิอิ Coconut Coffee ใช้น้ำมะพร้าวเฉาะสดจากลูกสู่แก้ว ฟีลลิ่งมันดีมาก 5555 แต่ถ้าชอบให้มีรสหวานหน่อยต้อง Americano Honey Lime หอมน้ำผึ้ง รสหวานอ่อนๆ ดื่มง่าย แก้ง่วงเพลินๆเลยล่ะฮะ

นอกจากอาหารคาว หวานและขนมอร่อยๆ อีกอย่างที่ชอบคือบรรยากาศ ด้วยพื้นที่รอบๆสไตล์บ้านสวนเล็กๆ สามารถยกแก้วออกมานั่งชิลล์ๆชมต้นไม้กับคูน้ำด้านหน้าได้ แถมถ้าใครอยากให้อาหารน้องปลาก็ได้นะฮับ


สำหรับใครที่กำลังมองหาที่พัก หรือ คาเฟ่สำหรับวันพักผ่อนในสไตล์บ้านสวน เราขอแนะนำที่นี่ให้เป็นอีกหนึ่งจุดพักผ่อนน่าสนใจเลยล่ะฮะ ทั้งความครบครันในเรื่องของบ้านพัก เงียบสงบ เป็นส่วนตัว และยังมีอาหารอร่อยๆ เครื่องดื่มดีๆ รวมไปถึงราคาก็ไม่แพงด้วย ถ้าเทียบกับบรรยากาศที่ได้รับคุ้มค่าเกินสิ่งที่จ่ายไปแน่นอน 🙂

Bann Suan Home Stay บ้านสวนโฮมสเตย์
Google Map : https://goo.gl/maps/xaziyQq2ej4H35rH8
Tel : 089-667-7939 , 090-402-4298
Website : https://bannsuanhome-stay.com/


:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

อ่านรีวิวทริปเที่ยวและเดินทางของ 247Journey ต่อได้ที่ >> https://247journey.in.th/

Read More

ออกผจญภัยที่ เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ตามล่าลายแทงขุมทรัพย์ของประเทศมหาอำนาจ

Saint-Petersburg

ออกผจญภัยที่ เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ตามล่าลายแทงขุมทรัพย์ของประเทศมหาอำนาจ

เข้าสู่ช่วงหน้าร้อน พระอาทิตย์​ก็ดูเหมือนจะขยันเร่งแสง ร้อนแรงเสียจนเราแทบจะทนไม่ไหว​ จากที่เคยนัดกับก๊วนเพื่อนสาวว่าจะไปใส่บิกินี่​ท้าลมแดดแบบทุกปีคงต้องขอบาย ขอเปลี่ยนไปเที่ยวที่หนาวๆ พอจะหลบร้อนสักแป๊บนึงละกัน แต่จุดหมายของเราในทริปนี้ไม่ใช่เกาหลี ญี่ปุ่นเหมือน​เคยๆ นะ ครั้งนี้เราจะออกจาก Comfort zone พาเพื่อน​ๆไปผจญภัย​ในประเทศ​มหาอำนา​จ​อย่างรัสเซียกัน พาไปทัวร์ เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก รับรองว่าแต่ละสถานที่ที่เรานำมาเล่าให้ฟังนั้นน่ามหัศจรรย์และมีเสน่ห์​จนเพื่อนๆ ต้องอยากเดินตามลายแทงของเราอย่างแน่นอน

เริ่มต้นการเดินทางกับบัดดี้คู่ใจ

เซนต์​ปีเตอร์​เบิร์ก​ คือจุดหมายปลายทาง​ของเราในทริปนี้ หลังจากที่เสิร์ชหา​ข้อมูล​และสถานที่เที่ยวแล้ว เราก็เริ่มทำการจองตั๋ว​เครื่องบิน เซนต์​ปีเตอร์​เบิร์ก กับ Traveloka เพื่อน​ซี้คู่ใจทันที เพราะ Traveloka​ ชอบมีโปรดีๆ ราคาโดนๆ มาให้เราตลอด คราวนี้ก็เหมือนกัน​ เราได้ตั๋วเครื่องบิน​ Cathay Pacific สายการบิน Full Service ​ระดับโลก​ด้วยราคาเบาๆ เห็น​แค่ไหน จ่ายแค่นั้น ไม่มีบวกเพิ่ม เป็นแบบนี้แล้วจะให้เรานอกใจไปใช้บริการ​ที่ไหนได้ล่ะ จริงมั้ย?

เช็คราคา จองตั๋วเครื่องบินไปรัสเซียกับ Traveloka >> https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-russia


1.Hermitage Museum

ที่เที่ยวแรกที่เรารีบบึ่งไปทันทีหลังจากเครื่องบินแลนด์​ดิ้ง​ก็คือ Hermitage museum หรือพระราชวังฤดูหนาวนั่นเอง Hermitage museum นั้นถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์​ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอัน​ดับ​สามของโลก จนเรียกได้ว่าหากเราจะต้องใช้เวลาชื่นชมสถาปัตยกรรม​และสมบัติ​ล้ำค่าทุกชิ้นด้านใน เราอาจ​จะต้อง​ใช้เวลาถึง 15 ปีเลยก็ว่าได้!

เมื่อเราเดินผ่านรั้วกำแพงสีเขียวสลับขาวสวยงามแปลกตาเข้าไป ก็จะพบกับโถงบันไดที่สลักเสลา​จากหินอ่อนสีขาว ประดับ​ด้วยทองคำอย่างงดงาม อลังการ​ดาวล้านดวง การเยี่ยมชมด้านในตัวพระราชวังนั้นใช่ว่าเราจะเที่ยวเดินดุ่มๆ ไปได้ทุกที่ เพราะภายใน​มีการจัดแบ่งโซนให้เที่ยวชมตามราคาแพคเกจตั๋ว​ที่เราเลือก แน่นอนว่ายิ่งอยากชมของสวยๆ แพงๆ ก็ต้องจ่ายราคาแรงนิดนึง

โดยเราสามารถ​ซื้อตั๋ว​เข้าชมได้ที่เคาน์เตอร์​ด้านหรือว่าจะซื้อ​เป็น​ E-Ticket ผ่านเว็บไซต์​ของพิพิธภัณฑ์​ก็ได้ http://www.hermitagemuseum.org/wps/portal/hermitage?lng=th

  • ที่อยู่ : Palace Square, 2, Sankt-Peterburg, Russia, 190000
  • เวลาเปิด – ปิด : วันอังคาร วันพฤหัสบดี วันเสาร์ และวันอาทิตย์ เปิดตั้งแต่ 10.30 – 18.00 น. / วันพุธและวันศุกร์ เปิดตั้งแต่ 10.30 – 21.00 น. / ปิดวันจันทร์ 
  • ค่าเข้าชม :  300 – 700 RUB ตามแต่แพคเกจที่เราเลือก

2. Savior On The Spilled Blood

อีกหนึ่งแลนด์มาร์ค​ที่ขาดไม่ได้​เมื่อมาเที่ยว เซนต์​ปีเตอร์​เบิร์ก ​ก็คือ โบสถ์แห่งหยดเลือด (Savior on the Spilled Blood) แห่ง​นี้ เห็นรูปลักษณ์​อาคารสวยๆ สีสันสดใสน่าประทับใจ​แบบนี้ แต่จริง​ๆ แล้วโบสถ์​แห่ง​นี้​กลับมีประวัติ​ศาสตร์​ที่น่าสะเทือน​ใจและแสนเศร้านะ เพราะเป็น​สถาน​ที่ลอบปลงพระชนม์​พระเจ้า​อเล็กซ์​ซานเดอร์​ที่ 2 หลังจากที่ท่านประกาศ​เลิกทาส เพื่อให้ประชาชน​ทุกคนที่สิทธิ​เท่าเทียมกัน​ แต่ทุกคน​ไม่เข้าใจ เลยคิดคด​ทรยศ​ลอบปลงพระชนม์ท่าน ต้อง​ใช้เวลา​อยู่​นานกว่าทุกคนจะเข้าใจและสำนึกผิดในสิ่งที่กระทำ เลยตัดสินใจ​สร้างโบสถ์​แห่ง​นี้​เป็น​อนุสรณ์​สถานไว้อาลัยแก่ท่านด้วยความวิจิตร​บรรจง ด้านในโบสถ์​นั้นถูก​สลัก ด้วยมือตั้งแต่​เพดานจรดพื้นทุกตารางเมตร​อย่างน่าทึ่ง แถมยังมีการประดับประดา​ด้วยโมเสกอย่างละเอียดสวยงาม ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์​ของที่นี่ แอบกระซิบ​นิดนึง​ว่าการจะเข้าไปเยี่ยม​ชม​ด้านในนั้นอาจจะ​ต้องใช้ความอดทน​ในการรอสักหน่อย​ แต่ถ้าเพื่อน​ๆ​ ซื้อตั๋ว​ E-ticket จากเว็บไซต์​ก็จะสามารถ​ร่นระยะ​เวลาในการต่อแถว​ได้อีกหน่อยนึง 

  • ที่อยู่ : Griboyedov channel embankment, 2Б, Sankt-Peterburg, Russia 191186
  • เวลาเปิด – ปิด : วันพฤหัสบดี – วันอังคารตั้งแต่ 10.30 – 18.00 น. ปิดวันพุธ  / ในช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม – 30 กันยายนนั้นจะเป็นให้เข้ารอบเย็นอีกหนึ่งรอบตั้งแต่เวลา 18.00 – 22. 30 น. 
  • ค่าเข้าชม :  250 RUB

3. Catherine Palace

เมืองเซนต์ปีเตอร์​เบิร์ก​นี่เป็น​เมือง​ที่มีเสน่ห์​จริงๆ​ นะ ทั้งสวยงามน่าหลงใหล​แถมยัง​เต็ม​ไปด้วยโบราณสถาน​ที่งดงามมากมาย ให้เราเลือกชมได้ตลอดทั่วทั้งเมืองอีกด้วย Catherine​ palace​ ก็เป็​นอีกสถานที่​​ที่ขาดไม่ได้​เมื่อมาเยี่ยมเยียน​เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก พระราชวัง​แห่ง​นี้พระเจ้าปีเตอร์​มหาราช​นั้นสร้างขึ้นเพื่อเอาอกเอาใจพระราชินี​แคทเธอรีนที่ 1 ทำให้พระราชวัง​มีความสวยงาม ลวดลายการแกะสลักอ่อนช้อย​ให้สมกับความงดงามของพระนาง ซึ่งเป็นพระชายาสุดที่รักของพระองค์นั่นเอง ไฮไลท์เด็ดของการเยี่ยมชม Catherine palace ก็คือห้องอำพันที่ถูกออกแบบ​และประดับประดา​ด้วยทองคำจนแสงสีทอง​เรืองรอง​ไปทั่วทั้งห้อง นอกจากนี้​พระราชวัง​แห่ง​นี้​ยังถือเครื่อง​หมายมิตรภาพ​ของราชอาณาจักร​โซเวียตกับประเทศ​เยอรมัน​ ที่ส่งช่างฝีมือดีที่สุด​มาช่วยบูรณะ​หลังจากที่ได้รับผลกระทบ​จากสงคราม​โลกครั้งที่สอง​จนยับเยิน

  • ที่อยู่ : Garden St, 7, Pushkin, Sankt-Peterburg, Russia 196601
  • เวลาเปิด – ปิด :
    • วันพุธ – วันจันทร์ ปิดวันอังคาร และวันจันทร์สุดท้ายของเดือน 
    • เดือนพฤศจิกายน เมษายน เปิดตั้งแต่ 10.00 – 16.45 น. (8 มีนาคม เปิดตั้งแต่ 10.00 – 15.45 น.)
    • เดือนพฤษภาคม – กันยายน เปิดตั้งแต่ 12.00 – 17.45 น.
    • 1 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน เปิดตั้งแต่ 12.00 – 16.45 น.
  • ค่าเข้าชม :  400 RUB

4. Nevsky Prospekt

นอกจาก​พิพิธภัณฑ์​และพระราชวัง​ต่างๆ แล้ว อาคารบ้านเรือน​ของ เซนต์ปีเตอร์​เบิร์ก ​ก็​มีความสวยงาม​ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะที่ถนน Nevsky ​Prospekt​ ที่เป็นถนนเส้นแรกและเส้นหลักที่พระเจ้าปีเตอร์​มหาราช​ได้รับสั่งให้สร้างขึ้นมาเพื่อยกระดับ​วิถีชีวิต​ความเป็นอยู่​ของชาวเมือง ปัจจุบัน​ถนนสายนี้กลายเป็น​แห่งรวมร้านอาหาร​บรรยากาศ​ดีๆ และร้านขายสินค้า​แบรนด์เนม​ชั้นนำมากมาย เราสามารถ​เดินเล่นชื่นชมความสวยงาม​ของอาคารบ้านเรือนเก่าแก่​ที่ยังคงรักษา​สภาพ​ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบตลอดสองฝั่งถนนได้ตลอดทั้งวัน

  • ที่อยู่ : Nevskiy Prospekt, St. Petersburg, Russia
  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 24 ชั่วโมง
  • ค่าเข้าชม :  ฟรี

5. Kazan Cathedral

ถัดจาก​ถนน Nevsky​ Prospekt ​ไปนิดนึง ​เราก็จะพบกับอีกหนึ่​งที่เที่ยว​ที่พลาดไม่ได้​ มหาวิหาร​ Kazan Cathedral นั้นถูกออกแบบ​ตกแต่ง​ด้วยสไตล์​นีโอคลาสสิก​ผสมผสาน​เข้ากับสถาปัตยกรรม​สไตล์​อิตาลี​ได้อย่างลงตัว​ ทำให้กลายเป็น​อีกหนึ่​งสถานที่เที่ยวที่สวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้านหน้าของมหาวิหารมีสวนสาธารณะ​เล็กๆ ที่ชาวเมืองชอบมานั่งเล่น​ พักผ่อน​และทำกิจกรรม​กลางแจ้ง​กันอิสระ​และ​สนุกสนาน ด้านในยังมีการประกอบพิธีทางศาสนา​คริสต์อยู่​นะ ฉะนั้น​หากจะเข้าไปเยี่ยม​ชม​ด้านใน​จะต้องสำรวมกันนิดนึง​

  • ที่อยู่ : Kazanskaya Sq 2 | Metro Nevskiy Prospect, St. Petersburg 191186
  • เวลาเปิด – ปิด : วันจันทร์ – วันศุกร์ 08.30 – 20.00 น. / วันเสาร์ – วันอาทิตย์ 06.30 – 20.00  น. 
  • ค่าเข้าชม :  ฟรี

6. Peterhof Palace

อีกหนึ่งที่เที่ยวไฮไลท์​ที่เราเฝ้ารอก็คือพระราชวัง​ฤดูร้อน​ หรือ Peterhof​ Palace แห่งนี้ ด้วยความที่ตกหลุมรักตั้งแต่เห็น​รูปตามเว็บไซต์​ เราเลยรีบกดซื้อตั๋ว​เข้าชมที่เว็บนี้ http://www.en.peterhof-express.ru ทันทีเพื่อเป็​นการสร้างความมั่นใจ​ว่าเราจะไม่ต้อง​รอต่อคิวนานเหมือน​นักท่องเที่ยว​คนอื่นๆ ที่ไปซื้อบัตรตรงหน้าวัง พระราชวัง​ฤดูร้อน​แห่งนี้ถูกสร้าง​ขึ้น​ใน​รัชสมัย​ของพระเจ้า​ปีเตอร์​มหาราช​ เป็น​พระราชวัง​สวยงามและยิ่งใหญ่​ ใช้เวลา​ในการสร้างกว่าสิบ​ปี​ถึงจะแล้วเสร็จ​  มีการออกแบบ​ตกแต่ง​สไตล์ร่วมสมัย​ ทาพระราชวังทั้งหลัง​ด้วยสีเหลืองไข่ไก่ ​สร้าง​ความรู้สึก​อบอุ่น​สดใส ให้กับผู้มาพบเห็น ไฮไลท์​ของพระราชวัง​ฤดูร้อน​​ก็​คือ​สวนน้ำพุที่สุดแสนจะตระการตา​ จากตัวน้ำพุริมระเบียง​มีสระน้ำทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา​ ราวกับภาพวาดชวนฝันในเทพนิยาย​

  • ที่อยู่ : Razvodnaya St., 2, Peterhof, St. Petersburg 198516
  • เวลาเปิด – ปิด : วันอังคาร – วันอาทิตย์ 10.30 – 18.00 น.  ปิดวันจันทร์
  • ค่าเข้าชม :  1,000 RUB

7. St. Isaac’s Cathedral

St. Isaac’s Cathedral นั้นเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญมากที่สุดของเมือง เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เพราะเคยเป็นที่ประกอบพิธีพระบรมราชาภิเษกสมรสของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชและพระนางแคทเธอรีน ทำให้มีการจัดสร้างวิหารหลังนี้ให้ยิ่งใหญ่อลังการ มีหลังคารูปโดมที่ทำจากทองคำแท้ 100 กิโลกรัม จนเราสามารถมองเห็นความงดงามและมลังเมลืองของมันได้จากที่ไกลๆ ด้านในตัววิหารนั้นถูกประดับตกแต่งสลักเสลาเสาและรูปปั้นแบบนูนต่ำด้วยหินอ่อนและหินแร่ต่างๆ ทำให้เกิดความสวยงามและมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้เรายังสามารถซื้อตั๋ว E- Ticket ของวิหารแห่งนี้ได้ที่ http://eng.cathedral.ru เพื่อความรวดเร็ว ไม่ต้องรอต่อคิวนาน

  • ที่อยู่ : St Isaac’s Square, 4, Sankt-Peterburg, Russia, 190000
  • เวลาเปิด – ปิด : วันพฤหัสบดี  – วันอังคารตั้งแต่  10.30 – 18.00 น.  ปิดวันพุธ
  • ค่าเข้าชม :  250 RUB

8. Peter And Paul Fortress

ที่เที่ยว​แห่งสุดท้ายที่เราอยาก​จะ​แนะนํา​เพื่อนๆ ก็คือ​ Peter and Paul Fortress ป้อมปราการ​ที่มีความสำคัญ​และทรงคุณค่า​ที่สุดของเซนต์​ปีเตอร์​เบิร์ก​ ด้วยความที่่ป้อมปราการ​แห่งนี้ถูก​สร้างขึ้นรัชสมัย​ของ​พระเจ้า​ปีเตอร์​มหาราช​ เพื่อเป็น​อนุสรณ์​สถานแก่บาทหลวง​ปีเตอร์​และ​บาทหลวง​พอลที่ต่อสู้​ยืนยันและเผยแพร่​ศาสนา​คริสต์​อย่างเข้มแข็ง​ไม่หวั่นไหว​กับภัยสงคราม ด้านในถูกออกให้เป็น​อาคารทรงหกเหลี่ยม​ตกแต่ง​ด้วย​ศิลปะ​แบบบารอก ถึงแม้ว่าป้อมปราการ​แห่ง​นี้​จะอยู่ห่างออกมา​จาก​แหล่ง​ท่องเที่ยว​อื่นสักหน่อย​ แต่ความงดงาม​ของมันนั้นคุ้มค่า​และคู่ควร​ที่จะให้อภัย​ได้


และนี่ก็​คือที่เที่ยว​ใน เซนต์​ปีเตอร์​เบิร์ก​ ที่เราอยากจะแนะนำ แต่ละที่ทั้งสวย ทั้งมีเสน่ห์​​ จริงๆ ​แล้วเราว่าประเทศ​รัสเซีย​ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่อีกเพียบ​เลยนะ เสียดายที่เวลาไปน้อย ไว้คราวหน้า​เราจะต้องกลับมาเที่ยวอีกแน่นอน​ ส่วนใครที่อยากไปเที่ยวแบบเรา แนะนำว่าถ้าหากใครอยากจองเส้นทางบินต่างประเทศ แนะนำจองตั๋วเครื่องบินกับ Traveloka ได้เลย เพราะมีให้เลือกหลากหลายเส้นทางบินทั่วโลก ที่สำคัญคือไว้ใจได้แน่นอน เพราะไม่มีตั๋วผีชัวร์ จองกี่ครั้งก็ยังมั่นใจ ชอบสุดๆ คือมีปัญหาอะไร ก็โทรไป Call Center ได้ จะมีคนรอรับสาย 24 ชั่วโมง

เช็คราคา จองตั๋วเครื่องบินไปรัสเซียกับ Traveloka >> https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-russia


:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

อ่านรีวิวทริปเที่ยวและเดินทางของ 247Journey ต่อได้ที่ >> https://247journey.in.th/

Read More

15 คาเฟ่เชียงใหม่ ไปเที่ยวกันได้ทุกฤดู

คาเฟ่เชียงใหม่

15 คาเฟ่เชียงใหม่ ไปเที่ยวกันได้ทุกฤดู

แม้ว่า “เชียงใหม่” จะเป็นจังหวัดที่คนนิยมไปเที่ยวในช่วงปลายปี หรือว่าในช่วงหน้าหนาว แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า จริงๆ แล้วเชียงใหม่เองนั้นก็สามารถเที่ยวกันได้ถูกฤดู ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน ฤดูฝน หรือช่วงปลายฝนต้นหนาว เชียงใหม่เองก็มีเสน่ห์ในแบบที่แตกต่างกันออกไป สำหรับคนที่ไปเที่ยวเชียงใหม่ เชื่อว่าส่วนใหญ่แล้วก็คงเล็งที่เที่ยวเชียงใหม่หลักๆ เลยก็จะมีทั้งที่เที่ยวสายธรรมชาติ ที่เที่ยวเชียงใหม่ใกล้เมือง หรือว่าที่กำลังฮิตสุดๆ ในตอนนี้ก็คือ คาเฟ่เชียงใหม่ ซึ่งถูกอกถูกใจสายชิคแน่ๆ บอกได้คำเดียวว่ามีคาเฟ่ให้เลือกนั่งจิบกาแฟกันทุกตรอกซอกซอยเต็มไปหมด

หากใครที่กำลังสนใจจะไปเที่ยวเชียงใหม่แบบชิคๆ ตามไปเก็บ คาเฟ่เชียงใหม่ ตามวิถี Cafe Hopping อย่ารอช้าไปจองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่กับ Traveloka กันดีกว่า เพราะมีตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่ราคาดีๆ ให้เลือกเพียบ ที่สำคัญนอกเหนือจากการจองง่ายแล้วนั้น จ่ายเงินยังง่ายมากด้วย มีหลายช่องทางให้เลือก และมีโปรโมชั่นให้ได้ใช้กันตลอดๆ

1. Khagee

“Khagee” อ่านว่า ขจี เป็นร้านกาแฟชิคๆ ที่อยู่ในย่านริมแม่น้ำปิง หรือว่าย่านวัดเกตการามที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี ว่าเป็นที่ตั้งของร้านอาหาร และคาเฟ่หลายๆ แห่ง สำหรับร้านนี้ถึงแม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ก็เล็กพริกขี้หนูนะจ๊ะ เนื่องจากว่าได้รับความนิยมมาก ขึ้นชื่อเรื่องเมนูเบเกอรี่ของทางร้าน ที่ใครอยากชิมเบเกอรี่อบใหม่อร่อยๆ หอมกรุ่น ก็ให้รีบมาสักหน่อยนะ เพราะบางเมนูก็หมดตั้งแต่หัววันกันเลยทีเดียว เมนูที่แนะนำเอาเป็นว่าไม่มี เพราะสั่งเลยอร่อยทุกเมนู

Credit: https://www.facebook.com/khageecafe

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: ปิดทุกวันจันทร์ และวันอังคาร 10.00 – 17.00 น.


2. Forest Bake

เป็นร้านคาเฟ่สุดชิคที่ไปกี่ครั้งก็ยังไม่เบื่อจริงๆ กับ “Forest Bake” ที่ล่าสุดก็ได้มีการขยายสาขามาที่กรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับใครที่อยากไปเยือนสาขาที่เป็นออริจินัล ก็ให้ตามไปปักหมุดกันได้ ความโดดเด่นของร้านนี้ คือร้านน่ารักๆ ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวขจี เหมือนเป็นร้านเบเกอรี่เล็กๆ ในป่าใหญ่ โดดเด่นด้วยเมนูเบเกอรี่ที่มีให้เลือกมากมาย หน้าตาน่ารักเหมือนหลุดออกมาจากในนิทาน แนะนำเมนูบราวนี่ที่เป็นซิกเนเจอร์ กินคู่กับไอศกรีมอัญชันมะนาวแสนชื่นใจ

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: ปิดทุกวันพุธ และวันพฤหัสบดี 10.30 – 17.00 น.


3. Woo Cafe-Art Gallery-Lifestyle Shop

“Woo Cafe” ก็เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่สุดชิคที่อยากจะแนะนำ ยิ่งใครที่ได้มีโอกาสไปเดินเล่นแถวย่านวัดเกตแล้วนั้น ก็ควรที่จะแวะไปถ่ายรูปก็ยังดี เพราะร้านวูว์ คาเฟ่ เป็นร้านกาแฟที่ตกแต่งร้านได้สวยมาก มีแต่มุมถ่ายรูปน่ารักๆ อยู่เต็มไปหมด เหมาะกับทั้งมานั่งชิลล์ดื่มกาแฟ หรือจะมานั่งทำงาน รับประทานอาหารก็ได้หมด เป็นคาเฟ่ที่เหมาะกับวันว่างๆ สบายๆ สำหรับใครที่ชอบงานศิลปะก็ไม่ควรพลาด เพราะคาเฟ่แห่งนี้จะเปิดเป็นอาร์ตแกลอรี่ที่ชั้นบนด้วย

Credit: https://www.facebook.com/Woochiangmai/

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: 10.00 – 22.00 น.


4. Magokoro Teahouse (มีใจให้มัทฉะ)

สำหรับคาเฟ่แห่งนี้จะเรียกคาเฟ่ก็ไม่ถูกซะเดียว แต่ถ้าบอกว่าเป็นคาเฟ่ชาเขียวก็น่าจะเหมาะกว่า เพราะว่า “Magokoro Teahouse (มีใจให้มัทฉะ)” เป็นร้านที่ขายเฉพาะแต่เมนูชาเขียวเท่านั้น ซึ่งบอกเลยว่าหายากมากในเชียงใหม่ ที่จะมีร้านที่มีเมนูชาเขียวให้เลือกอย่างหลากหลาย โดยรสชาติชาก็บอกเลยว่ากลมกล่อม เข้มข้น และละมุนลิ้นมาก เพราะใช้ชาคุณภาพดี มีทั้งชาร้อน ชาเย็น หรือว่าขนมญี่ปุ่นที่เอาไว้กินคู่กับชา ก็มีให้เลือกครบ ใครชอบชาเขียวต้องมาลองนะ

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: 10.00 – 18.00 น.


5. GRAPH Cafe

Credit: https://www.facebook.com/graphgroup.co/

หากว่าถามถึงคาเฟ่ที่ทั้งสวยด้วย และอร่อยด้วย ก็อยากจะแนะนำให้มาที่ “GRAPH Cafe” นี่แหละ ตอนนี้กราฟคาเฟ่ ก็จะมีให้เลือกสองสาขาด้วยกัน ก็คือสาขาที่อยู่บริเวณคูเมือง และสาขาที่นิมมานวัน สำหรับใครที่สะดวกสาขาไหน ก็ไปสาขานั้นได้เลย แต่สำหรับคนที่อยากได้ฟีลบรรยากาศร้านกาแฟเล็กๆ เต็มไปด้วยความอบอุ่น และมุมชิคๆ ที่ถึงแม้ร้านจะเล็กไปหน่อย แต่ก็ถ่ายรูปสนุกอยู่ไม่ใช่น้อย เมนูก็มีให้เลือกหลากหลายมากๆ มีทั้งเมนูที่มีคาเฟอีน และเมนูที่ไม่มีคาเฟอีน

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 09.00 – 17.00 น.


6. Gateway Coffee Roasters

Credit: https://www.facebook.com/gatewaycoffeeroasters/

ใครที่ทั้งชอบถ่ายรูปด้วย และดื่มกาแฟด้วย แนะนำว่าไม่ควรพลาดที่จะมาเยือนคาเฟ่ “Gateway Coffee Roasters” กันดูสักครั้ง สำหรับร้านกาแฟนี้ก็จะเป็นเครือเดียวกับกราฟนั่นแหละ แต่เมนูก็จะไม่เหมือนกัน มีความเป็นซิกเนเจอร์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยร้านกาแฟสไตล์ฮิปๆ แบบปูนเปลือย ที่มีอาร์ตแกลอรี่อยู่ด้วย ตั้งอยู่บนถนนท่าแพ ไฮไลท์จะอยู่ที่วิวระเบียงร้านที่สามารถมองออกไปเห็นวิวได้อย่างสวยงาม เหมาะกับสายคาเฟ่ฮอปปิ้งที่ชอบถ่ายรูปเป็นอย่างมาก

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 09.00 – 18.00 น.


7. Transit Number 8

Credit: https://www.facebook.com/transitnumber8/

นับว่าเป็นคาเฟ่ที่เพิ่งเปิดใหม่ แต่ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับ “Transit Number 8” ที่อยู่ใกล้ๆ กับย่านนิมานเหมินห์ และไม่ไกลสนามบินมากนัก โดยคาเฟ่แห่งนี้ก็สวยงาม และน่าถ่ายรูปไปซะทุกมุม สำหรับมุมเด็ด น่าจะเป็นมุมหน้าร้านที่มองเห็นตัวคาเฟ่ที่ออกแบบใหม่ ซะจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม ด้านในจะมีทั้งหมดสองชั้นด้วยกัน สำหรับชั้นสองก็จะมีหลังคาที่ถูกออกแบบใหม่ ให้สามารถมองขึ้นไปเห็นเฆมสีฟ้าสดใสด้วย ใครที่ชอบกินกาแฟ พร้อมกับถ่ายรูปสวยๆ อย่าลืมปักหมุดด่วน

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 08.00 – 18.00 น.


8. Yellow Crafts Cafe

Credit: https://www.facebook.com/YellowCraftsHomeBrewing/

ขอเอาใจคนที่ชอบนั่งคาเฟ่ แต่แพ้นมวัวกันบ้าง สำหรับใครที่ไม่สามารถดื่มนมวัวได้ เราขอเสนอคาเฟ่สุดชิคที่มาในธีมสีเหลือง ที่ขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับถั่วเหลืองเป็นหลัก ถึงแม้จะฟังดูแปลก แต่คาเฟ่แห่งนี้ก็ได้รับความนิยมไม่ใช่น้อย เพราะมีคนจำนวนหนึ่งที่ชอบนมถั่วเหลือง มากกว่านม หรือกาแฟทั่วไป หลักๆ แล้วจะมีขายทั้งนมถั่วเหลือง แบบร้อน แบบเย็น และแบบใส่ขวดกลับบ้าน นอกจากนั้นยังมีคุ้กกี้โฮมเมดรสชาติดี เอาไว้ให้สั่งกินแกล้มกับนมถั่วเหลืองรสชาติแสนละมุน

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 07.00 – 19.00 น.


9. The Baristro x Ping River

มาเชียงใหม่ทั้งที ถ้าหากอยากมีรูปชิคๆ ไปอวดเพื่อนในไอจี ก็ต้องมาที่นี่เลย แนะนำเป็นอย่างมากสำหรับใครชอบถ่ายรูปเป็นพิเศษ หรือมองหาโลเคชั่นสวยๆ ที่ทั้งมีมุมสวยๆ และมีของกินอร่อยๆ กับ “The Baristro x Ping River” คาเฟ่สุดชิคที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง ด้วยวิวอันแสนงดงามที่สามารถมองเห็นแม่น้ำปิงเป็นฉากหลัง และจุดถ่ายรูปที่มีให้ถ่ายแทบจะทุกมุมของร้าน เป็นอีกหนึ่งร้านที่อยากจะแนะนำสำหรับใครไปเที่ยวเชียงใหม่ บอกเลยว่าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 08.00 – 19.00 น.


10. Omnia Cafe & Roastery

Credit: https://www.facebook.com/OmniaCafeChiangmai/

ใครๆ บอกว่ามาเชียงใหม่ทั้งที ถ้าเป็นคนที่ชอบกินกาแฟ ก็ไม่ควรพลาดที่จะมาชิมกาแฟที่ร้านนี้ “Omnia Cafe & Roastery” เพราะร้านนี้เลื่องลือเรื่องรสชาติกาแฟ และคุณภาพของเมล็ดพันธุ์กาแฟเป็นอย่างยิ่ง ความพิเศษคือร้านกาแฟแห่งนี้จะเป็นทั้งโรงคั่วกาแฟ และขายกาแฟไปพร้อมๆ กัน มีเมล็ดกาแฟจากไทย และจากเมืองนอกมาให้คุณได้เลือกสรรกันตลอด ที่สำคัญคือจะมีการชงกาแฟหลายๆ แบบ ทั้งแบบ pour over หรือแบบดริป ที่คุณสามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง เป็นอีกหนึ่งร้านที่คอกาแฟต้องชอบอย่างแน่นอน

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 08.00 – 16.00 น.


11. Looper Co.

Credit: https://www.facebook.com/looperandcompany/

อยากถ่ายรูปสวยๆ มีรูปชิคๆ ไปอวดเพื่อนบนไอจี ด้วยคาเฟ่ที่มีมู้ดแอนด์โทนดี๊ดี ทางเราขอให้คุณปักหมุดไว้ที่ “Looper Co.” ก่อนได้เลย เพราะร้านนี้คุมโทนได้สวยมาก ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟ เฟอร์นิเจอร์ การจัดร้าน หรือว่าแม้แต่องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญก็คือไม่ได้มีแค่เมนูกาแฟ และเครื่องดื่มให้เลือกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และค็อกเทลเมนูต่างๆ ด้วย เพราะว่าตอนกลางคืนสถานที่แห่งนี้จะแปลงร่างจากร้านกาแฟ กลายเป็นบาร์ชิคๆ ขนาดย่อม

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 10.00 – 23.50 น.


12. No.39 Cafe, Chiang Mai

Credit: https://www.facebook.com/no39chiangmai/

เป็นคาเฟ่ที่มีทั้งชิคด้วย แล้วก็ชิลล์ด้วย เพราะว่าคาเฟ่ “No.39 Cafe” เต็มไปด้วยสีเขียวของธรรมชาติ อยู่ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลล์ในย่านวัดอุโมงค์ หากใครที่ชอบคาเฟ่ที่มีความสงบ แต่ก็ยังมีมุมถ่ายรูปสวยๆ บอกเลยว่าไม่ควรพลาด เพราะคาเฟ่แห่งนี้โดดเด่นด้วยสระน้ำขนาดย่อม ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้มากมาย ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในคาเฟ่ตามชนบท แต่แท้จริงแล้วเดินทางมาง่ายมาก เนื่องจากโลเคชั่นตั้งอยู่ในซอยหลังวัดอุโมงค์ เลยจากวัดอุโมงค์เข้ามาประมาณ 300 เมตรเท่านั้น

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: เปิดทุกวัน 09.30 – 19.00 น.


13. A Day In Chiang Mai Coffee Brew

Credit: https://www.facebook.com/adayinchiangmaicoffee/

ใครเป็นสายชิค ต้องห้ามพลาดที่จะมาเยือนร้านนี้เลย เพราะถึงแม้ร้านคาเฟ่ “A Day In Chiang Mai Coffee Brew” เป็นร้านกาแฟที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่การตกแต่งร้าน และมุมถ่ายรูปสวยๆ บอกเลยว่ากินขาด มีมุมเก๋ๆ ให้คุณได้นั่งถ่ายรูป อย่างเช่นมุมข้างหน้าต่างบานใหญ่ หรือจะยืนถ่ายรูปนอกร้าน ให้เห็นตัวร้านก็เก๋อย่าบอกใคร สำหรับเมนูกาแฟ หากใครเป็นคอกาแฟแนะนำให้ลองกินกาแฟดู เพราะทางร้านใช้วัตถุดิบชั้นดี หรือถ้าใครไม่ดื่มคาเฟอีนก็มีเมนูอื่นๆ ให้เลือก รวมไปถึงเมนูเบเกอรี่ด้วยเช่นกัน

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: 10.00 – 17.00 น.


14. Rustic & Blue

Credit: https://www.facebook.com/rusticandbluechiangmai/

หากจะบอกว่า “Rustic & Blue” เป็นหนึ่งคาเฟ่ที่ควรไปเยือน ก็คงไม่ถูกนัก เพราะว่าอันที่จริงแล้วรัสติก แอนด์บลู ก็มีขายทั้งอาหาร และเครื่องดื่ม โดดเด่นด้วยบรรยากาศสุดชิค ที่น่าถ่ายรูปไปซะทุกมุม ตกแต่งร้านด้วยความเป็นลอฟท์เบาๆ ไฮไลท์ของร้านนี้ นอกเหนือจากบรรยากาศที่ดีมากๆ ควรค่าแก่การมาเยือนแล้วนั้น ยังมีเมนูอาหารต่างๆ ที่เน้นการใช้วัถุดิบจากธรรมชาติ เน้นความเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ ใครเป็นสายเฮลท์ตี้ด้วยแล้วนั้น ต้องมาโดนแล้วแหละ

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: 08.30 – 21.30 น.


15. 8 Days a week

Credit: https://www.facebook.com/8daysaweek.cafe/

คาเฟ่น้องใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดไม่นานมานี้ “8 Days a week” เป็นคาเฟ่สุดชิคที่ตั้งอยู่ในซอยนิมมานเหมินห์ซอย 2 เป็นคาเฟ่ที่มีพื้นที่กว้างขวาง เพราะว่าลักษณะของคาเฟ่คือเป็นบ้านทั้งหลัง สำหรับการตกแต่งของคาเฟ่จะออกโทนสีซอฟท์ๆ มีความฮิปสเตอร์ สามารถถ่ายรูปได้ทุกมุม เป็นคาเฟ่ที่มีเมนูเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย สำหรับใครที่อยากลองชิมเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน แนะนำให้สั่ง “8 Days a week” เมนูกาแฟที่มีชื่อเดียวกับร้านเลย

Google Maps

วัน และเวลาเปิดปิด: 08.00 – 20.00 น.


รู้อย่างนี้แล้ว สุดสัปดาห์นี้ก็อย่ารอช้า ไปจองตั๋วเครื่องบินไปเชียงใหม่กับ Traveloka กันดีกว่า แล้วคุณจะรู้ว่าคาเฟ่ที่เชียงใหม่นั้นชิคขนาดไหน แถมยังมีให้เลือกมากมายเต็มไปหมด ถ้าหากอยากมีรูปสวยๆ อวดเพื่อนบนไอจี แนะนำให้ลองแวะไปเที่ยว คาเฟ่เชียงใหม่ ที่สามารถไปเที่ยวได้ในทุกฤดู โดยเลือกจากลิสต์ที่เรามีกันได้เลย

ติดตามอ่าน Cafe Hopping อื่นๆ ต่อได้ทาง >> http://247journey.in.th/ หรือ Follow Facebook Page : 247Journey

Read More

แบกกระเป๋าให้หนักทำไม? มารู้จักกับ AIRPORTELs บริการฝากกระเป๋า & ขนส่งสัมภาระถึงที่

Airportels

แบกกระเป๋าให้หนักทำไม? มารู้จักกับ AIRPORTELs บริการฝากกระเป๋า & ขนส่งสัมภาระถึงที่

จากทริปเที่ยวเชียงใหม่รอบที่ผ่านมา ได้ใช้บริการ AIRPORTELs ให้มารับกระเป๋าเดินทาง ไปส่งโรงแรมที่เชียงใหม่ให้หน่อย และก็ชอบใจกับบริการเจ๋งๆแบบนี้มากเลยฮะ คือมันตอบโจทย์ชีวิตคนทำงาน และ ชอบเที่ยวอย่างเรามากกกก ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับใครๆที่กำลังมองหาความสะดวกสบายแบบนี้เหมือนกัน 🙂

อ่านรีวิว ทริปเชียงใหม่ คลิกที่ภาพได้เลย!
ใช้บริการ AIRPORTELs ส่งกระเป๋าจากบ้าน(BKK) > โรงแรมพาสเทล(CNX)
ส่งก่อน 12.00 ถึงภายใน 21.00 ภายในวันเดียวกันเลยฮะ (Sameday)

ก่อนอื่นจะพาไปรู้จักกับ AIRPORTELs กันก่อนนะฮะ! บริการนี้เหมาะมาก สำหรับคนที่ชอบเที่ยว เดินทาง แต่ก็มีสัมภาระเยอะ เป็นภาระในการเดินทาง 55555

AIRPORTELs ก็เลยมีเป็นบริการรับฝากกระเป๋า รวมไปถึงขนส่งสัมภาระไปยังจุดหมายปลายทางน่ะฮะ ปลอดภัย ไว้ใจได้ ในราคาที่คุ้มค่า สามารถไปเที่ยวตัวปลิวแบบสบายใจได้เลย ไม่ต้องห่วงเรื่องกระเป๋า เพราะเดี๋ยวทางนี้เค้าดูแลให้!

โดยจุดให้บริการ อัพเดท ณ ปัจจุบัน (4/07/2019) มีทั้งหมด 9 โลเคชั่นนะฮะ
ส่วนใหญ่ก็จะเน้นเป็นใจกลางโซนท่องเที่ยว ซึ่งก็จะมีทั้งสาขาที่เปิด 24 ชม. และบางสาขาก็จะไม่ได้เปิดตลอดนะ ยังไงก่อนจอง แนะนำเช็คข้อมูล จุดให้บริการ & เวลาทำการได้ที่ >> คลิกที่นี่ได้เลย

  • สนามบินสุวรรณภูมิ
  • สนามบินดอนเมือง
  • MBK Center
  • Terminal 21 Asok
  • CentralWorld
  • Central Floresta Phuket
  • Terminal 21 Pattaya
  • Central Patong Phuket
  • สนามบินภูเก็ต

บริการหลักๆของ AIRPORTELs จะมีด้วยกันอยู่ 2 แบบนะฮะ

1) บริการขนส่งกระเป๋า / สัมภาระ (Luggage Delivery)
2) บริการรับฝากสัมภาระ (Luggage Storage)

บริการ ขนส่งกระเป๋า /สัมภาระ (Luggage Delivery)

สำหรับบริการนี้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 300 บาทฮะ ขอแบ่งเป็นหมวดย่อยลงมาอีกนิดคือ

  • ส่งภายในจังหวัดเดียวกัน – สามารถเลือกจุด Drop ตามสาขาได้เลยฮะ หรือถ้าไม่สะดวกไปตามสาขา ก็จ่ายเพิ่มมาอีกหน่อย ให้ทางนี้เค้าไปรับถึงที่ แต่ได้ความสะดวกสบายเพิ่มมาเพียบบ!
  • ส่งข้ามจังหวัด – สามารถเลือกจุด Drop ได้เช่นเดียวกันฮะ ตามสาขาที่สะดวกกันเลย หรือถ้าไม่สะดวกก็สามารถนัดมารับได้เช่นเดียวกัน แต่อย่างในส่วนของ เชียงใหม่ ที่เราไปนั้น ยังไม่ได้มีสาขาที่นั่น เลยให้ไปส่งถึงโรงแรมเลยฮะ

สำหรับจุดเด่นของบริการขนส่งกระเป๋า /สัมภาระ (Luggage Delivery) คือไม่จำกัดไซส์ ไม่จำกัดน้ำหนัก นับแค่จำนวนสัมภาระ(ใบ) ซึ่งถ้าหากเทียบกับค่าโหลดกระเป๋าของสายการบิน หรือแบบเวลาลงเครื่องแล้วก็ต้องหาพาหนะที่สามารถขนสัมภาระไปด้วยกันอีก ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่นะ ยกตัวอย่างมาเที่ยวเชียงใหม่งี๊นะฮะ บางคนก็อยากเช่ามอไซค์ หรือ โบกรถแดงไรงี๊ แต่พอมองกระเป๋าตัวเองก็ยอมแพ้ 555555 ก็ต้องไปจ่ายค่าเดินทางที่รองรับสัมภาระได้เพิ่มอีก มันน่าจะดีอยู่นะ ถ้าแบบกระเป๋าวาร์ปมาที่พักได้เลย ฮ่าๆ

และไม่ใช่แค่กระเป๋าเดินทางอย่างเดียว อย่างสัมภาระอื่นๆ ก็ยังสามารถส่งอีกด้วยนะฮะ หรือจะเป็นพวกของฝากก็ได้นะ อย่างเราไปเชียงใหม่ ก็จะต้องแบกน้ำพริกหนุ่ม แคปหมู และของฝากอื่นๆ กลับมาเพียบ ฉะนั้นทางเลือกนี้ถือเป็นตัวช่วยที่ดีมากกกก 5555 ไม่ต้องมาแบกกล่องพัสดุที่ใส่แต่ของกินมา ฮ่าๆ ขนมาโหลดขึ้นเครื่องเองงี๊ แบกกลับบ้านอีก ก็ต้องเรียก Grab กลับอีกเนอะ แต่ถ้าใช้บริการขนส่งกระเป๋าก็คือเดินตัวปลิวกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องรอรับกระเป๋าด้วย นั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านสบายๆ

Tips : สำหรับการใช้บริการขนส่งกระเปา สัมภาระ เราขอแนะนำว่าให้คำนวณวันและเวลาให้ดีนะฮะ ลองเช็คกับทาง Aitportels ดูก่อนได้ ว่าถ้าอยากให้สัมภาระถึงวัน/เวลานี้ ควรจะส่งวันไหนและก่อนเวลาไหน ซึ่งถ้าส่งถึงไวเกินไป มันจะมีค่าบริการฝากสัมภาระเพิ่มขึ้นมา จากตอนแรกมีเป้าหมายจะช่วยเซฟงบ อาจเป็นเพิ่มค่าใช้จ่ายไปอีก ฮ่าๆ หรือถ้าส่งถึงช้าเกินไป อย่างบางทีมีของจำเป็นในกระเป๋าต้องใช้งี๊ กลายเป็นเพิ่มความยากในการดำเนินชีวิตไปกว่าเดิมอีกเนี่ยย แฮ่ๆ


บริการ รับฝากกระเป๋า /สัมภาระ (Luggage Storage)

สำหรับบริการนี้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 69 บาทฮะ

  • มีให้เลือกทั้งแบบระยะยาวเลยนะฮะ ตามความต้องการของลูกค้า ทั้งฝากแบบ 1 วัน / 5-7 วัน / 26-30 วัน ซึ่งราคาไม่แพงเลยแหละ
  • มั่นใจได้ว่าปลอดภัย และไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว เพราะเค้ามีพื้นที่สำหรับจัดเก็บกระเป๋าของทุกคนแน่นอน ที่สำคัญคือมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี พร้อมกล้อง CCTV ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ที่สำคัญคือมีประกันของสูงสุดให้กับสัมภาระแต่ละชิ้นสูงสุดถึง 100,000 บาท จ้าาา

สำหรับจุดเด่นของบริการรับฝากกระเป๋า /สัมภาระ (Luggage Storage) คือไม่จำกัดไซส์ ไม่จำกัดน้ำหนักของสัมภาระฮะ คิดเป็นราคาเหมาเลยทุกใบ บางสาขามีบริการฝากฟรี (2-4 ชั่วโมง) ดีงามมากกกก และที่สำคัญคือยังรับฝากสัมภาระอื่นๆที่ไม่ใช่กระเป๋าเดินทางอีกด้วย ทั้งอุปกรณ์กีฬาต่างๆ รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง Notebook / Laptop ก็สามารถฝากได้


สำหรับวิธีการใช้งาน & ชำระเงิน (ง่ายนิดเดียว)

  • จองผ่านออนไลน์
  • Walk-in ตามสาขา

สำหรับการชำระเงิน มีให้เลือกตามความสะดวกของลูกค้าเลยฮะ สามารถชำระเงินได้ทั้งช่องทางออนไลน์ โดยตัดผ่านบัตรเครดิต / บัตรเดบิต / Alipay หรือหากสะดวกไปที่เคาน์เตอร์สาขาของทาง Aiportels ก็สามารถไปจ่ายที่นั่นก็ได้นะฮะ เรียกได้ว่าตอบโจทย์ลูกค้าทุกแบบเลยจริงๆ

และสำหรับวันนี้เราจะมาแชร์วิธีการใช้งานกันแบบสั้นๆง่ายๆ 4 ขั้นตอนเท่านั้นนน!! ทุกคนก็จะได้ปลดล็อคสัมภาระ และไปเที่ยวกันแบบสบายชิลล์ๆ สบายตัวได้แล้วววว >3

1.เริ่มแรกก็เลือกบริการกันก่อนเลย จะฝากกระเป๋า หรือ จะขนส่งกระเป๋า

2.เลือกสถานที่จุดรับ-ส่ง สัมภาระ (พร้อมระบุวันที่และเวลา)

3.ตรวจเช็คข้อมูลการจองให้ถูกต้อง! (อย่าใส่ผิด เดี๋ยวลำบาก)

4.ชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที!

เป็นไงกันบ้างฮะ ตัวช่วยการท่องเที่ยวของเราครั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าข้อดี คือ สะดวกสบายมากขึ้น ถ้าเทียบราคาถือว่าคุ้มค่าเลย ไม่แพงอย่างที่คิดฮะ และที่สำคัญคือไม่ต้องกังวลเรื่องขนาดไซส์ / น้ำหนักกระเป๋า มีรับประกันของหาย + ระบบติดตาม Tracking สัมภาระ รวมถึง การันตีว่าของจะถึงภายในไม่กี่ชั่วโมงด้วย!

เราหวังว่า Content นี้จะมีประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อยนะฮะ 🙂 ส่วนใครที่อยากลองใช้บริการ AIRPORTELs เห็นว่าช่วงนี้มี Code ส่วนลดกันอยู่ด้วย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่ ได้เลยฮะ

Website : https://th.airportels.asia/

Facebook : https://www.facebook.com/airportels/

Tel : 063-216-6699


24 Hours a day, 7 Days a week for Journey!

Facebook : 247Journey

Twitter : 247Journey

Instagram : 247Journeyy

Read More

15 สิ่งของน่าซื้อ ในช่วง ฮ่องกง ลดทั้งเกาะ (Hongkong Summer Sale)

Hongkong Summer Sale ลดทั้งเกาะฮ่องกง

15 สิ่งของน่าซื้อ ในช่วง ฮ่องกง ลดทั้งเกาะ (Hongkong Summer Sale)

เมื่อพูดถึงเกาะ ฮ่องกง ในช่วงเดือนมิถุนายน ถึง เดือนสิงหาคม คงลืมกันไม่ได้เลยกับเทศกาลฮ่องกงลดทั้งเกาะ! เพราะที่นี่จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและเหล่าบรรดานักช้อปจำนวนมากมายมหาศาลเรียงรายกันอยู่ทั่วทั้งเกาะในทุกซอกทุกมุมตามศูนย์กลางแหล่งช้อปปิ้ง เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางมาช้อปกันอย่างสนุกสนานแบบจัดหนักจัดเต็มแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเลือกซื้อสินค้าในราคาที่ถูกมากกันอีกด้วย และเพื่อให้ทุกคนสามารถช้อปกันได้อย่างจุใจแบบสุดคุ้ม วันนี้เราเลยขออาสามาแนะนำ 15 สิ่งของน่าซื้อกันที่เกาะฮ่องกง ที่จะทำให้คุณไม่พลาดกับของที่ควรซื้อในราคาประหยัดกันได้เลยที่นี่! หากคุณเป็นหนึ่งในเหล่านักช้อปก็รีบจองตั๋วมากันได้เลยที่ Traveloka ที่จะทำให้การจองตั๋วของคุณง่ายกว่าที่คิด

จองตั๋วเครื่องบินไปฮ่องกง ราคาโปรโมชั่น คลิกที่นี่ >> https://www.traveloka.com/th-th/flight/to/Hong-Kong.HKG/1

หรือใครอยากสะดวกมากกว่านั้น พอบินไปถึงฮ่องกงปุ๊ป ให้จองรถรับสนามบินฮ่องกงกันได้เลย เพราะเดี๋ยวนี้ Traveloka มีบริการแล้ว แค่กดจองเท่านั้น! ไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวาย รอรถรับส่งสนามบินไปส่งที่โรงแรม หรือจะเรียกรถจากโรงแรมมาส่งที่สนามบินก็ได้ แต่แนะนำให้จองก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ทางไปจอง >> https://www.traveloka.com/th-th/airport-transfer

พอได้ตั๋วเครื่องบินไปฮ่องกงราคาประหยัดแล้ว ก็ไปช้อปปิ้งให้ทั่วเกาะฮ่องกงกันไปเลย!

1.เสื้อผ้าแฟชั่น

สิ่งแรกที่ไม่ควรพลาดช้อปในช่วงฮ่องกงลดทั้งเกาะเลยนั่นก็คือ เสื้อผ้าแฟชั่นของเหล่าดีไซน์เนอร์ชาวฮ่องกง และเสื้อผ้าตามร้านค้าแบรนด์เนมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Calvin Klein, Timberland, Guess หรือ Bossini ที่เรียกได้ว่าสวยงามเป็นอย่างมาก แถมราคาก็ยังถูกสุดๆ สายแฟชั่นทั้งหลายไม่ควรพลาดเลยกับการมาเดินช้อปปิ้งเสื้อผ้ากันอย่างสนุกสนาน หากใครที่จะเดินทางก็เตรียมกระเป๋ามาไว้ใส่เสื้อผ้าให้ดีๆ เพราะเสื้อผ้าที่นี่ทั้งถูก สวยและคุ้มค่าที่สุดเลย

2.สกินแคร์

มาถึงอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องซื้อเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ สกินแคร์ ที่เรียกได้ว่าถูกมากๆ เพราะที่นี่จะมีการจัดโปรโมชั่นแบบยกเซ็ตที่เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆ ซึ่งบอกได้เลยว่าหากใครเป็นสาวกสกินแคร์แล้วละก็ไม่ควรพลาด เพราะที่นี่มีแบรนด์สกินแคร์ดังๆมากมาย อาทิเช่น  SKII, Estae Lauder, Lancome ให้นักท่องเที่ยวและสายช้อปทั้งหลายได้มาช้อปกันแบบสุดคุ้ม จัดหนักกันไปเลยทีเดียว ที่นี่ไม่ควรพลาด ใครอยากมาช้อปแบบฟินๆเต็มอิ่มแบบจุใจเตรียมกระเป๋าตังมาให้พร้อมที่งานนี้เลย

3.เครื่องสำอาง

เตรียมฟินกันแบบกระหนำจุใจกันได้เลยกันการช้อปปิ้งเครื่องสำอางที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรพลาด เมื่อมาช้อปที่ฮ่องกง เพราะนอกจากจะราคาถูกแล้วยังมีเครื่องสำอางใหม่ๆมากมาย ที่นักท่องเที่ยวและเหล่าบรรดาสายช้อปเครื่องสำอางต้องตื่นตาตื่นใจ กันอย่างแน่นอน หากใครที่จะเดินทางมาช้อปปิ้งเครื่องสำอางเหล่านี้ก็ต้องลิสรายการมาให้ดี เพราะสินค้าที่นี่เค้าเยอะมากๆ แถมเรื่องราคาไม่ต้องพูดถึงยิ่งช่วงเกาะฮ่องกงลดทั้งเกาะขนาดนี้ ราคาดีมากเลยทีเดียว

4.น้ำหอม

มาต่อกันที่น้ำหอม ที่ต้องบอกเลยว่าที่ฮ่องกงแห่งนี้มีน้ำหอมราคาดีมากๆ แถมยังมีน้ำหอมแบรนด์ดังมากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาเลือกช้อปกันแบบที่รับรองได้เลยว่าถูกใจนักท่องเที่ยวและเหล่าบรรดานักช้อปทั้งหลายแน่นอน หากใครที่ชื่นชอบน้ำหอมก็สามารถเลือกซื้อกันได้ที่นี่เลย โดยเฉพาะในช่วงลดทั้งเกาะของที่นี่มีโปรเด็ดๆมากมาย ที่ไม่ควรพลาดสุดๆ แนะนำเลยว่าใครมาควรซื้อน้ำหอมกลับไปฝาก เพื่อน ครอบครัว หรือคนรักได้เลย เพราะคุ้มมากๆเลย

5.สินค้าแบรนด์เนม

เรียกได้ว่าพลาดไม่ได้เลยกับสินค้าแบรนด์เนมต่างๆในช่วง ฮ่องกง ลดทั้งเกาะแบบนี้ เพราะที่นี่มีถนนมากมายที่เต็มไปด้วยแบรนด์เนมชั้นนำต่างๆมากมาย ตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงระดับไฮเอน ที่ขนขบวนมาลดราคากันแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ แบบที่บอกเลยว่าใครที่มาซื้อรับรองว่าคุ้มสุดคุ้มแน่นอน เพราะที่นี่ลดทุกอย่างเลยจริงๆมีตั้งแต่ 30% ไปจนถึง 70%กันเลยทีเดียว สาวกแบรนด์เนมทั้งหลายไม่ควรพลาด เตรียมเงินในกระเป๋ามาช้อปกันให้จุใจไปเลยทีเดียว

6.กระเป๋า

อีกหนึ่งสิ่งของที่ไม่ควรพลาด นั่นก็คือ กระเป๋า ที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องมีกลับไปมากๆ เพราะนอกจากจะราคาดีแล้วนั้น กระเป๋าของที่นี่ยังมีคุณภาพดีสุดๆ แถมดีไซน์ของกระเป๋าแต่ละใบก็ยังออกแบบมาอย่างดี ไม่ว่าจะกระเป๋าจากดีไซน์เนอร์ท้องถิ่นชาวฮ่องกง หรือ กระเป๋าแฟชั่น รวมไปถึงกระเป๋าแบรนด์เนมต่างๆมากมาย ก็เรียกได้ว่าไม่ควรพลาดที่จะมาซื้อสุดๆ เพราะราคาดีขนาดนี้แล้ว แถมคุณภาพและความสวยงามยังมาเต็มที่แบบที่เรียกว่าใครพลาดก็แย่แล้ว

7.นาฬิกา

มาต่อกันที่ นาฬิกา แบรนด์ดังๆมากมายบอกได้เลยว่าไม่ควรพลาดที่สุดๆ เพราะหากใครที่เดินทางมาที่เกาะฮ่องกงแล้วยังนึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไรดีนั้น เราก็ขอแนะนำเลยว่า ควรซื้อนาฬิกาแบรนด์ดีๆไว้สักเรือน เพราะที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้เต็มไปด้วยร้านนาฬิกาแบรนด์ดังๆมากมายและราคาที่นี่ในช่วงลดแบบนี้ก็ถือว่าดีสุดๆ แถมยังได้นาฬิกาสวยๆและยังเป็นแบรนด์ชั้นนำ แบบที่ไม่ควรพลาดเลยเชียว ว่าแล้วใครที่มาช่วงนี้ก็ลิสยี่ห้อนาฬิกามาไว้ได้เลย จะได้ไม่พลาดของดี ในราคาถูกแสนถูกได้เลยที่นี่

8.รองเท้าแฟชั่น

อีกหนึ่งสิ่งที่พลาดไม่ได้เลย นั่นก็คือ รองเท้าแฟชั่น ที่ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลลดทั้งเกาะะหรือไม่ก็ตามนักท่องเที่ยวและเหล่านักช้อปมากมายก็ต่างให้ความสนใจกับการเลือกสรรรองเท้าแฟชั่นที่สวยงามและทันสมัย ได้ที่ฮ่องกงแห่งนี้ ซึ่งจะเต็มไปด้วยรองเท้ามากมายจากบรรดาเหล่าดีไซน์เนอร์ทั้งชาวฮ่องกงและชาวต่างชาติ รวมไปถึงร้านค้าชั้นนำ ไปจนถึงแบรนด์ไฮเอนที่มีให้เลือกซื้อหากันตามความต้องการ ที่นักท่องเที่ยวสามารถมาช้อปกันแบบสนุกสนามเลยทีเดียว

9.อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บนเกาะฮ่องกงแห่งนี้จะเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทันสมัยมากมายไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ กล้อง มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ รวมไปถึงอุปกรณ์เสริมที่มีให้เลือกสรรหลากหลายรูปแบบ โดยจะมีร้าน Fortress และร้าน Broadway ที่มีหลายสาขาด้วยกันในฮ่องกง ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อได้อย่างสนุกสุดฟิน กับการช้อปปิ้งอย่างสนุกสนานแถมยังเลือกซื้อได้ง่ายดาย หากใครที่อยากได้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ และอุปกรณ์เสริมต่างๆก็สามารถมาเลือกซื้อได้เลยที่นี่

10.รองเท้าอุปกรณ์กีฬา

รองเท้าอุปกรณ์กีฬา ที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของเหล่านักช้อปเลยก็ว่าได้ เพราะที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้ จะมีรองเท้ากีฬาและอุปกรณ์การกีฬาใหม่ๆมากมาย ที่ยังไม่มีขายในบ้านเรามาวางขายกันอย่างละลานตา แถมยิ่งในช่วงลดทั้งเกาะแบบนี้ พลาดไม่ได้เลยกับการช้อปปิ้งรองเท้าและอุปกรณ์การกีฬาต่างๆ ที่มาในราคาคุ้มสุดคุ้ม แบบที่เรียกว่าไม่เสียดายเลยที่บินมาไกลถึงนี้ หากใครที่อยากได้คู่ไหนแล้วละก็ สามารถเตรียมตังในกระเป๋าแล้วมาจับจองกันได้เลยที่นี่

11.เครื่องประดับ

มาต่อกันที่สิ่งของน่าช้อปอย่างต่อมานั้นก็คือ เครื่องประดับที่ต้องบอกเลยว่าควรค่าแก่การมาซื้อในช่วงลดกระหน่ำทั้งเกาะแบบสุดๆ เนื่องจากเครื่องประดับที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้มีดีไซน์สวยงามที่มาจากการออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ชาวฮ่องกง รวมไปถึงเครื่องประดับแบรนด์ชั้นนำมากมายที่รับรองได้เลยว่าถูกใจสาวๆอย่างแน่นอน และยิ่งในช่วงลดแบบนี้ บอกเลยว่าราคาดีมากๆ เพราะลดถึง 70% หากใครที่ชื่นชอบเครื่องประดับ ก็สามารถมาเลือกช้อปกันได้เลย

12.ของในดิสนีย์

มาถึงฮ่องกงกันแล้วก็พลาดไม่ได้เลยที่จะเดินทางมาที่ดิสนีย์แลนด์ ที่เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับคุณหนูๆเลยก็ว่าได้ และหากใครที่ชื่นชอบดิสนีย์และเป็นสาวกตัวยงของดิสนียแลนด์นี้แล้วละก็ เตรียมตัวมาช้อปกันได้เลยในช่วงลดทั้งเกาะแบบนี้ เพราะคุณจะได้สิ่งของจากดิสนีย์แลนด์มากมาย ในแบบคุ้มสุดๆ เพราะที่ดิสนีย์แลนด์แห่งนี้ก็ลดกันแบบกะหนำซัมเมอร์เซลส์แบบที่ว่าฟินสุดๆไปเลย ใครที่เป็นสาวกดิสนีย์ฟังขนาดนี้แล้วก็ไม่ควรพลาดเลยที่จะมาช้อปในช่วงนี้

13.โมเดล ของเล่น

สำหรับใครที่ชื่นชอบสะสมเหล่าโมเดล และของเล่นต่างๆมากมาย ที่ต้องบอกเลยว่าที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งที่รองลงมาจากญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยโมเดลและของเล่นต่างๆมากมาย ที่นักท่องเที่ยว และเหล่านักช้อปโมเดลต่างให้ความสนใจเดินทางมาเพื่อเลือกซื้อกันอย่างล้นหลาม โดยที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้จะมีตึก Golden Computer ที่เต็มไปด้วย โมเดล และของเล่นต่างๆมากมาย ที่รับรองว่าใครที่ชื่นชอบสะสมของพวกนี้แล้วละก็มาที่นี่เเล้วเป็นต้องถอนตัวไม่ขึ้นเลยเชียว

14.เครื่องราง

พูดถึงการเดินทางมาที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้ บอกได้เลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด กับการมาซื้อเครื่องรางกังหันลม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเกาะฮ่องกง แถมยังเป็นเครื่องรางที่ช่วยปกปักษ์รักษาคุ้มครอง เพื่อความปลอดภัย และเสริมความเป็นสิริมงคล ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ลดราคาแต่ หากใครเดินทางมาเที่ยวที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้แล้วนั้น ก็ไม่ควรพลาดเลยที่จะซื้อเครื่องรางนี้ เพราะถ้าคุณพลาดแสดงว่าคุณยังมาไม่ถึงฮ่องกงเลยก็ว่าได้ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุ่นใจอย่าลืมมาซื้อพกติดตัวกันไว้นะทุกคน

15.ขนม

ขอขอบคุณรูปจาก pbs.twimg.com

มาถึงสิ่งของสุดท้ายที่หากใครเดินทางมาฮ่องกงก็ไม่พลาดที่จะซื้อไปฝาก เพื่อน และครอบครัว นั้นก็คือ ขนม ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขนมทาร์ตไข่ที่ไม่ว่าใครต่อใครที่เดินทางมาต่างก็ต้องซื้อกับไปเป็นของฝาก นอกจากนี้ยังมีขนมอีกมากมายที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อได้อย่างเต็มที่ ยิ่งในช่วงลดทั้งเกาะแบบนี้ได้ขนมกับไปฝากแบบไม่อั้นแน่นอน ใครอยากเอาขนมใหม่ๆไปฝากเพื่อน ก็สามารถมาเลือกได้เลยที่เกาะฮ่องกงแห่งนี้

หมดไปแล้วกับ 15 สิ่งของน่าซื้อ บนเกาะฮ่องกง ในช่วงลดทั้งเกาะ ที่คุณไม่ควรพลาด และหากคุณเป็นนักช้อปตัวยง หรือมือใหม่หัดช้อปก็ตามกันมาได้เลย เพราะรับรองได้เลยว่า การเดินทางมาที่เกาะฮ่องกงในช่วงลดทั้งเกาะแบบนี้จะทำให้คุณสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับสินค้ามากมายในราคาสุดคุ้ม แบบที่คุณจะต้องไม่เชื่อเลยทีเดียว ว่าแล้วรีบจองตั๋วกันมาได้เลยที่เว็บไซต์ Traveloka เว็บที่จะทำให้คุณจองตั๋วเครื่องบินได้ในราคาสุดคุ้ม แถมยังจองง่ายสะดวกกว่าที่เห็น!


ติดตามอ่าน Travel Guide ต่างประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ :

จีน >> http://247journey.in.th/travel-beijing-china/

ญี่ปุ่น >> http://247journey.in.th/japan-cherry-blossom-sakura/

มาเก๊า >> http://247journey.in.th/travel-macau/

ไต้หวัน >> http://247journey.in.th/taiwanexplorer/

:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

Read More

Springfield@Sea ที่พักชะอำ-หัวหิน ติดทะเล สระว่ายน้ำใหญ่สะใจ เอาใจคนชอบโดดน้ำ

junE-2019

Springfield@Sea ที่พักชะอำ-หัวหิน ติดทะเล สระว่ายน้ำใหญ่สะใจ เอาใจคนชอบโดดน้ำ

ถ้าถามหา ที่พักชะอำ-หัวหิน ติดทะเล มีสระว่ายน้ำใหญ่ให้เล่นแบบสะใจ!

อยากจะขอแนะนำที่นี่เลยฮะ SpringField @ Sea Resort & Spa

เป็นที่พักติดทะเลราคาไม่แพง แต่ครบครันไปด้วยความคุณภาพ

การันตีมาด้วยการเปิดให้บริการมารวมๆ 10 ปีได้แล้วฮะ!

ใครเล่าจะไปรู้ว่า Springfield เค้ามีโรงแรมในเครือทั้งหมด 2 ที่นะฮะ

ตั้งอยู่ที่ชะอำทั้ง 2 ที่เลยย ทีเด็ดคือสระว่ายน้ำใหญ่สะใจเว่อร์! ใครไปก็อย่าสับสนน้าาา

  • Springfield@Sea Resort & Spa- สายชิลล์ริมหาด ติดทะเล จัดที่นี่เลยจ้าา ห่างไม่กี่ก้าวเท่านั้น
  • Springfield Village Golf & Spa – เน้นกิจกรรม มีทั้งกอล์ฟและกิจกรรม Adventure และมี Jacuzzi ทุกห้องพัก

สำหรับรอบนี้เราเลือกพักที่ Springfield@Sea กันฮะ

เหมาะเลยถ้าใครอยากได้ฟิลแบบเดินเล่นริมทะเล พริ้วๆ สวยๆ

บอกเลยว่าด้านหน้าโรงแรมมีชายหาดค่อนข้างเป็นส่วนตัว

ช่วงที่ไปเหมือนมีทะเลแหวกเล็กๆให้แชะภาพกันด้วยยย ฟิลดีมากกกกฮะ

จริงๆเราได้ยินชื่อของ สปริงฟิลด์ มานานแล้วนะฮะ แต่ไม่มีโอกาสได้พักซักที

รอบนี้เห็นว่าทางรีสอร์ทเพิ่งมีการรีโนเวทใหม่ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีเลยนะ

สำหรับสไตล์ของ Springfield @ Sea โฉมใหม่เนี่ยยย

เน้นเป็นแบบ Tropical Modern Style ดูสบายๆ ผ่อนคลายเหมาะกับวันหยุด

บวกกับบรรยากาศกว้างๆ โล่งโปร่ง และมีพื้นที่ให้เราซอกแซกเพียบบ

จริงๆต้องขอชมตรงที่การรีโนเวทครั้งนี้ มันไม่ได้โมเดิร์นจ๋าแบบเข้าไม่ถึง

แต่มันเป็นการปรับรูปแบบให้ดูสมัยใหม่มากขึ้น และใช้สีสันเพิ่มความสดใส

ทั้งนี้ก็ยังดูหรูหราใน น่าประทับใจตามแบบฉบับของ สปริงฟิลด์ ไว้ด้วยนะฮะ

ซึ่งต้องบอกว่าเป็นอีกรีสอร์ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่นะ

เหมือนถูกวาง Position ให้เป็นรีสอร์ตแบบหรูหราท่ามกลางธรรมชาติน่ะ

ในส่วนของห้องพัก ที่นี่มีห้องพักรองรับเยอะเลยฮะ ประมาณ 105 ห้อง

ตัวอาคารวางตัวแนวยาวเลย ฉะนั้นก็จะได้ดื่มด่ำกับวิวทะเลและสระว่ายน้ำด้วยนะ

สำหรับห้องพักที่เราเลือกเป็น GRAND DELUXE ROOM (44 sq.M.)

คือไซส์ห้องที่นี่เริ่มต้นที่ 44 Sq.M.จ้าา มีความร้ายกาจมากก 555555

ใหญ่เว่อร์ๆ มีรีสอร์ตไหนใช้ห้อง Deluxe เป็นห้องเริ่มต้นบ้าง ถามจริงงง!?

ไฮไลท์ของห้องนี้คือจะมีอ่างอาบน้ำและสามารถมองทะลุไปด้านนอกได้เลยฮะ

นอกจากนอนแช่อ่างฟินๆในห้องแล้ว อีกหนึ่งไฮไลท์สำหรับสปริงฟิลด์ที่ไม่อยากให้พลาด

นั่นก็คือ สระว่ายน้ำ ต้องยกให้เค้าเลยจริงๆฮะ เรื่องนี้ !

สระว่ายน้ำ ของ สปริงฟิลด์แอทซี กว้างมากกก กว้างเว่อร์ เลิฟมากก

คือแบบจะแหวกว่ายท่าไหน ไร้กังวล ไม่ต้องกลัวชนคนจ้าา ใหญ่มากจริงๆ

และยังมีโซนเด็ก เอาใจน้องๆหนู มีสไลเดอร์ให้เล่นด้วยฮะ

และอย่างที่บอกก็ แอทซี นี่เนอะ จะพลาดทะเลไปได้ยังไง

เดินไปไม่กี่ก้าวก็มีชายหาดบรรยากาศส่วนตัวอยู่ด้านหน้าที่พักเลย

และด้วยบรรยากาศดีๆติดหาด ทางรีสอร์ทก็เลยทำเป็นโซนนั่งชิลล์ให้กับลูกค้าด้วย


เรียกได้ว่ามีให้เลือกทั้งร้านอาหารและคาเฟ่เลยนะ

บ่ายแก่ๆเราเลยออกมาหาขนมกินที่คาเฟ่ของรีสอร์ทฮะ

ซึ่งบอกเลยว่าอร่อยเกินความคาดหวังไปเยอะมากกกก

ทีเด็ดคือ ช็อคโกแลตลาวา ยอมสยบให้เลยจริงๆ!

และช่วงเย็นถ้าใครไม่อยากออกไปไหน ก็มีโซนร้านอาหารให้นั่งกันยาวๆเลยนะ

สำหรับสายเครื่องดื่ม ก็จะมีบาร์ อยากได้เครื่องดื่มแบบไหน มีให้เลือกเพียบ

เราจัดค็อกเทลมาแบบสวยๆ หันฝั่งนึงเป็นทะเล ฝั่งนึงเป็นวิวสระว่ายน้ำ ดีเว่อร์!

และถ้าใครสายผ่อนคลาย ก็ยังมีโซนสปาให้บริการด้วยฮะ ขับรถมาเมื่อยๆเหนื่อยๆนี่เหมาะเลย

และนอกจากบรรยากาศชวนให้ผ่อนคลายแบบโตๆกันไปแล้ว

ถ้าใครมาเที่ยวกันแนวครอบครัว มีเด็กๆมาด้วย ที่นี่เค้าจัดเต็มสำหรับ Kids Zone จริงๆฮะ

นอกจากจะมี Playground สนามทราย มีสไลเดอร์ ให้เล่นปีนป่าย

ยังมีส่วน Indoor เป็น Kid Room ห้องกระจกอยู่ติดกัน

เปิดแอร์เย็นๆ ด้านในมีของเล่นอีกเพียบ

อยากรู้ว่าเยอะขนาดไหน ต้องพาน้องๆหนูๆมาลองกันเองนะฮะ 😛

รับรองว่า ติดหนึบ อยู่ยาวทั้งวัน 55555555

ปิดท้ายกันด้วยความคุ้มค่า ก่อนเช็คเอ้าท์ออกจากห้องพักฮะ

อาหารเช้าของที่นี่จัดเต็ม ฟูลออฟชั่นมากกกก สเตชั่นนี่เพียบแบบสะใจ

สุกี้ แพนเค้ก ขนมครก ไล่เรียงไปจนถึงชา-กาแฟ โบราณ ชงกันสดใหม่เลยจ่ะ

ที่สำคัญทั้งหมดนี้ เป็นแบบบุฟเฟ่ต์เติมพลังกันได้ไม่อั้นฮะ สุดยอดดด >3

สรุปแล้วส่วนตัวเราว่า Springfield @ Sea เป็นรีสอร์ทน่าพักอีกแห่งโซนชะอำ-หัวหินฮะ

ถ้าใครกำลังมองหาที่พักดีๆติดทะเล ราคาคุ้มค่า เราว่าที่นี่ตอบโจทย์เลยนะ

นอกจากจะได้บรรยากาศริมทะเลแบบส่วนตัว ยังเหมาะกับคนที่ไม่อยากออกไปเที่ยวไหน

เพราะมีทั้งกิจกรรม รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบ

ร้านอาหาร คาเฟ่ รสชาติดีไม่ต้องเสี่ยงดวง

ถือว่าเป็นอีกทริปชะอำ-หัวหิน ที่น่าประทับใจเลยฮะ 🙂

FB : https://www.facebook.com/springfieldgroupresort/

Website : http://www.springfieldresort.com/atsea/

Tel : 032 709 300

Location : ชะอำ จ.เพชรบุรี

GPS : 12.746200, 99.967298


24 Hours a day, 7 Days a week for Journey!

Facebook : 247Journey

Twitter : 247Journey

Instagram : 247Journeyy

Read More

ใครๆ ก็ชอบ ปักกิ่ง (Beijing) ถ่ายรูปสวยจริง วิวสวยอลัง

Beijing

ใครๆ ก็ชอบ ปักกิ่ง (Beijing) ถ่ายรูปสวยจริง วิวสวยอลัง!

ปักกิ่ง เป็นเมืองหลวงของประเทศจีนฮะ และด้วยความยิ่งใหญ่ของปักกิ่ง จึงนำไปสู่สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวสุดอลังการงานสร้างมากมายที่ตั้งอยู่เต็มไปหมด ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมปักกิ่งจึงเป็นเมืองน่าเที่ยวที่เราควรไปเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต! ซึ่งเราเองก็ไม่พลาดเช่นกัน โดยในครั้งนี้เราจองตั๋วเครื่องบินไปจีนกับ Traveloka ด้วยสายการบิน China Eastern Airlines ชั้น Business Class บินตรงไปลงปักกิ่งด้วยที่นั่งสบาย เพราะผังที่นั่งเป็นแบบ 2-2 ที่นั่งสามารถปรับเอนนอนได้ มีปลั๊กด้วย มีอาหารเสิร์ฟ ฯลฯ เรียกว่าคุ้มค่าตั๋วมากเลยล่ะ ส่วนที่เที่ยวในปักกิ่งจะสวยอลังการงานสร้างแค่ไหนก็ตามเรามาดูกันได้เลย! ทางไปจองตั๋วเครื่องบินไปจีนกับ Traveloka > https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-china

อีกหนึ่งความสะดวกสำหรับคนที่ต้องเร่งรีบหารถไปสนามบิน แนะนำให้จองรถรับส่งสนามบินล่วงหน้า แบบจองวัน และเวลาเอาไว้ก่อน นอกจากจะสะดวก และรวดเร็วแล้วนั้น ยังได้ราคาดีๆ อีกด้วย เพราะมีโปรโมชั่นมาให้ได้ลดราคากันตลอด ทางไปจองรถรับส่งสนามบินกับ Traveloka > https://www.traveloka.com/th-th/airport-transfer


สถานที่เที่ยว ถ่ายรูปสวย ในปักกิ่ง

1. กำแพงเมืองจีน  

กำแพงเมืองจีนคือแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจีน ซึ่งแน่นอนว่ามันตั้งอยู่ที่ปักกิ่งนั่นเอง และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO เป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วย ด้วยความยาวกว่า 21,196.18 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 9 มณฑล จึงทำให้เราต้องไปดูความยิ่งใหญ่อลังการนี้ให้เห็นกับตาสักครั้ง! กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแนวบอกชายแดนและป้องกันการบุกรุกของศัตรู โดยใช้มังกรเป็นต้นแบบ เพราะมังกรเป็นสัตว์ที่ปกป้องคุ้มครองตามความเชื่อของชาวจีน โดยกำแพงเมืองจีนถูกสร้างอย่างยาวนานหลายต่อหลายยุค ใช้เวลาในการก่อสร้างเกือบสองพันปีเลยก็ว่าได้ กำแพงเมืองจีนมีหลายด่าน โดยด่านที่นิยมมากที่สุดที่นักท่องเที่ยวไปชมก็คือ ด่านปาต้าหลิง เพราะเป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยและเดินทางสะดวก มีรถรับ – ส่ง มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตด้วย

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/1RN2piSm212By8BT9
  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 06.40 – 18.30 น.
  • ค่าเข้า : เมษายน – ตุลาคม ราคา 45 CNY / พฤศจิกายน – มีนาคม ราคา 40 CNY

2. วัดลามะ

ในอดีตวัดลามะเคยเป็นพระราชวังสุดยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิจีนฮะ แต่ปัจจุบันเป็นวัดพุทธแบบทิเบตขนาดใหญ่ที่เปิดให้เราได้เข้ามากราบไหว้พระขอพร โดยเฉพาะพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยที่เป็นพระพุทธรูปสำคัญของวัดแห่งนี้ นอกจากนี้ภายในวัดยังเต็มไปด้วยตำหนักต่างๆ เนื่องจากในสมัยก่อนที่นี่เป็นที่พำนักของจักรพรรดิจีนนั่นเอง

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/UddkK2VjNcjF6dMs6
  • เวลาเปิด – ปิด : พฤศจิกายน – มีนาคม เวลา 09.00 – 16.00 น. / เมษายน – ตุลาคม 09.00 – 16.30 น.
  • ค่าเข้า : 25 CNY

3. พระราชวังฤดูร้อน

พระราชวังฤดูร้อน พระราชวังสุดยิ่งใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเขาว่านโซวซ่าน ซึ่งเป็นการถมดินสูง 60 เมตรขึ้นมา และถูกโอบล้อมด้วยทะเลสาบคุนหมิง พร้อมสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ สวยงามจนองค์กร UNESCO ยกย่องให้เป็นมรดกโลกที่มีคุณค่าในปี ค.ศ. 1998 นอกจากนี้บริเวณพระราชวังฤดูร้อนยังมีเจดีย์สูงแปดเหลี่ยม โรงงิ้ว ตำหนักต่างๆ นอกจากการชมความงามและศึกษาประวัติอันยาวนานของพระราชวังฤดูร้อนแล้วเรายังสามารถเดินเล่นริมทะเลสาบและล่องเรือชมทะเลสาบได้ด้วย

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/S5cRAgmd395LJdfF9
  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 08.30 – 17.30 น.
  • ค่าเข้า : 20 – 60 CNY แล้วแต่ช่วง

4. หอสักการะฟ้าเทียนถาน

หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีบวงสรวงสวรรค์ ถูกสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ มีตำหนักหลังใหญ่สูง 3 ชั้น บนฐานหินหยกขาว ซึ่งได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกที่มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมการวางผังและด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นสวนสาธารณะที่ใช้ออกกำลังกายและทำกิจกรรมกลางแจ้งกันอีกด้วยฮะ

พิกัด : https://goo.gl/maps/zh3Kq9P5pdjuYmNp9

  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 06.00 – 22.00 น.
  • ค่าเข้า : เมษายน – ตุลาคม บัตรผ่านประตู ราคา 15 CNY / บัตรผ่านประตูพร้อมเข้าชมทุกสถานที่ ราคา 34 CNY
  • พฤศจิกายน – มีนาคม บัตรผ่านประตู ราคา 10 CNY / บัตรผ่านประตูพร้อมเข้าชมทุกสถานที่ ราคา 28 CNY

5. พระราชวังต้องห้าม

อีกหนึ่งในพระราชวังสุดยิ่งใหญ่นั่นก็คือพระราชวังต้องห้ามที่ใหญ่กว่า 720,000 ตารางเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ และยังได้รับการยกย่องจากองค์การ UNESCO ให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย สำหรับเหตุผลที่ชื่อพระราชวังต้องห้ามก็เพราะพระราชวังแห่งนี้เคยเป็นพระราชวังหลวงของฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หมิง 14 พระองค์ และราชวงศ์ชิง 14 พระองค์ ซึ่งห้ามให้สามัญชนเข้านั่นเอง ภายในแบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นใน อาคารมากกว่า 900 หลัง ประกอบไปด้วยห้องต่างๆ รวมถึงพระที่นั่งมากมาย หากเพื่อนๆ อยากชมให้ทั่วเรียกได้ว่าต้องใช้เวลาทั้งวันเลยทีเดียว

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/Hbfc4mdgjAXLSbii6
  • เวลาเปิด – ปิด : เมษายน – ตุลาคม 08.30 – 17.00 น. / พฤศจิกายน – มีนาคม 08.30 – 16.30 น.
  • ค่าเข้า : เมษายน – ตุลาคม 60 CNY / พฤศจิกายน – มีนาคม 40 CNY

6. จัตุรัสเทียนอันเหมิน

จัตุรัสเทียนอันเหมินสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1417 ในสมัยราชวงศ์หมิง มีพื้นที่ประมาณ 440,000 ตารางเมตร เป็นสถานที่สำคัญทางราชการ และเป็นสถานที่แห่งการเฉลิมฉลองของจีน รวมไปถึงการชุมนุมประท้วงอีกด้วย ภายในประกอบด้วยตึกรัฐสภาประชาชน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน อนุสาวรีย์วีรชน ตึกอนุสรณ์สถานประธานเหมา พลับพลาเทียนอันเหมิน ฯลฯ นับว่าเป็นสถานที่สำคัญและทรงคุณค่าของประเทศจีนมากทีเดียว


7. สวนสาธารณะเป๋ยไห่

เรื่องของความยิ่งใหญ่ต้องยกให้พี่จีนเค้าจริงๆ แม้กระทั่งสวนสาธารณะก็ยังอลังการเลย อย่างเช่นที่สวนสาธารณะเป๋ยไห่แห่งนี้ที่ยิ่งใหญ่ไปด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์และสวยงามจนเรียกได้ว่าเป็นปอดของปักกิ่งเลยก็ว่าได้ สวนสาธารณะเป๋ยไห่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังต้องห้าม มีเจดีย์ขาวตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาของสวน นอกจากนี้เพื่อนๆ ยังสามารถเช่าเรือถีบในทะเลสาบชมวิวได้ด้วยนะ ส่วนในฤดูหนาวพื้นที่แห่งนี้ก็จะกลายเป็นลานสเกตเพราะเต็มไปด้วยหิมะนั่นเอง

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/di2cg2yRJzuGZXWKA
  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 06.30 – 21.00 น.
  • ค่าเข้า : 10 – 20 CNY ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ทางการกำหนด

8. ถนนหนานโหลวกู่เซียง

ถนนหนานโหลวกู่เซียงเป็นถนนคนเดินที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระราชวังต้องห้าม ระหว่างทางเดินที่ยาวกว่า 800 เมตรเต็มไปด้วยร้านขายสินค้ามากมาย ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ฯลฯ ซึ่งบรรยากาศของที่นี่ก็จะเป็นอาคารเก่าแก่ของปักกิ่งที่ถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ดังนั้นเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบถ่ายรูปกับกำแพงเก่าๆ บ้านเรือนเก่าๆ สไตล์จีนโบราณที่นี่เหมาะมากจริงๆ


9. ปักกิ่งสเตเดี้ยม

เปลี่ยนฟีลมาที่สถาปัตยกรรมสุดยิ่งใหญ่อันทันสมัยที่ ปักกิ่งสเตเดี้ยม หรือสนามกีฬารังนกที่เคยใช้จัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2008 กันบ้าง ซึ่งที่นี่ถูกออกแบบให้คล้ายรังนก เห็นได้จากโครงเหล็กที่นำมาสานต่อกันเป็นวงกลม 3 รอบ สาเหตุที่สเตเดี้ยมแห่งนี้เป็นรังนกก็เพราะรังนกเป็นอาหารยอดฮิตของคนจีน ที่นี่สามารถจุคนได้มากถึง 91,000 ที่นั่ง นอกจากความยิ่งใหญ่ที่เราสามารถไปถ่ายรูปเล่นในตอนกลางวันแล้ว ตอนกลางคืนที่นี่ก็จะมีการเปิดไฟสีสันสวยงามอีกด้วย

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/yaGJWCyvYp96NJ1b8
  • เวลาเปิด – ปิด : รอบเช้า เวลา 09.00 –  19.00 น. (เข้าชมครั้งสุดท้าย 18.00 น.) / รอบกลางคืน เวลา 18.30 – 21.30 น. (รายการสุดท้าย 20.50 น.)
  • ค่าเข้า : 40 – 80 CNY

10. ชุมชนศิลปะ 798 Art District

ที่ปักกิ่งก็มีสถานที่สุดยิ่งใหญ่แถมชิคๆ เหมาะกับวัยรุ่นอย่างเราให้ได้แวะไปเที่ยวและเก็บภาพสวยๆ ด้วยนะ ซึ่งที่นั่นก็คือชุมชนศิลปะ 798 Art District เพราะเพื่อนๆ จะได้ชมงานศิลปะหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด งานประติมากรรมรูปนั้น ฯลฯ และนอกจากการชมงานของศิลปินแล้วเพื่อนๆ สามารถเรียนรู้เทคนิคการวาดและงานปั้นจากเหล่าศิลปินเจ้าของผลงานได้ด้วย

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/BaBrmsKurrjYbZog9
  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 24 ชม. ส่วนร้านค้าเปิดประมาณ 10.00 – 18.00 น.
  • ค่าเข้า :  ฟรี

การออกแบบและการก่อสร้างของสถาปัตยกรรมต่างๆใน ปักกิ่ง นั้นสวยงามอลังการเหมือนที่เราบอกไปตอนต้นไหมล่ะ และเราเองก็ไม่อยากให้เพื่อนๆ พลาดที่จะไปเห็นกับตาเช่นกัน ดังนั้นจองตั๋วเครื่องบินไปจีนกับ Traveloka ในราคางามๆ กัน ในเว็บเขามีส่วนลด มีการเปรียบเทียบราคา เวลาบินของแต่ละสายการบินให้ด้วยนะ เรียกได้ว่าเที่ยว ปักกิ่ง แบบหายห่วง เพราะบอกรายละเอียดทุกอย่างไวอย่างครบถ้วน เหมือนราคาแรกที่เห็นก็เป็นราคาจริงที่ต้องจ่าย จริงใจกับเราสุดๆ อ่ะ!


247Journey – 24 Hours a day, 7 Days a week. It’s Journey

:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

Read More

ทริปเชียงใหม่ : 10 ที่เที่ยว ที่พัก คาเฟ่ เชียงใหม่ มีเวลาจำกัดก็เที่ยวได้!

Wanderlust-2

ทริปเชียงใหม่ : 10 ที่เที่ยว ที่พัก คาเฟ่ เชียงใหม่ มีเวลาจำกัดก็เที่ยวได้!

ทริปเชียงใหม่ รอบนี้ฉบับรวบรัด เพราะทริปนี้เรามีเวลาสั้นๆ เหมาะสำหรับคนหนีเที่ยว

ทำงานต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน เหนื่อยๆ เลยอยากจะหนีงานไปพักซะหน่อย

จัดแจงทริป 2 วัน 1 คืน หนีไปเที่ยวเชียงใหม่เนี่ยแหละฮะ

ไปแบบไม่บอกใคร กระเป๋าก็ไม่แบกไป ไม่อยากให้ใครรู้ 5555

สมัยนี้นะ หมดยุคแล้ว ชีวิตที่ต้องแบกกระเป๋าเดินทางไปออฟฟิศฮะ

เราเชื่อว่าหลายคนต้องเคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบเราฮะ

คือจะเดินทางด่วนหลังเลิกงาน ก็เลยต้องแบกของขึ้นรถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า

ไหนยังจะต้องต่อมอไซค์มาทำงานอีกงี๊

ก็อยากประหยัดเวลาที่จะได้ไม่ต้องเดินทางกลับไปเอาของที่บ้านอ่ะเนอะ

แต่คือบางทีก็ขี้เกียจตอบคำถาม และก็ไม่อยากให้ใครรู้จริงๆน่ะ ว่าหนีไปเที่ยวไหน 5555

สมัยนี้มีบริการขนส่งสัมภาระ กระเป๋าเดินทางจากบ้านไปถึงโรงแรมเลยนะรู้ยัง ฮ่าๆ

จริงๆก็ไม่รู้หรอกฮะ แต่พอลองเสิจหาก็เลยรู้ว่ามีแล้ว 555555

ทริปนี้เราลองใช้บริการของ Airportels ฮะ

ให้มารับกระเป๋าจากบ้านที่กรุงเทพฯและส่งไปโรงแรมที่เชียงใหม่

ถือเป็นตัวช่วยน่าสนใจสำหรับคนเดินทางแบบเราเลย ขนส่งกระเป๋าไปถึงจุดหมาย

เดินขึ้นเครื่องแบบสวยๆ ตัวปลิว ไม่ต้องแบกของ ที่สำคัญกระเป๋าถึงก่อนเราอีกเน้ออ 😛

จุดที่ปลาบปลื้มมากที่สุดคือ ใช้เวลาเที่ยวได้อย่างคุ้มค่าสุด ไม่ต้องห่วงเรื่องกระเป๋าฮะ

ว่าด้วยเรื่องของเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีความน่าสนใจให้เลือกเที่ยวเสมอ

โดยรอบนี้จะเน้นโลเคชั่นเฉพาะในเมืองนะฮะ

DAY 1

ทริปนี้เราใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด 555555 หาไฟล์ทบินวันศุกร์หลังเลิกงาน

เดินทางถึงเชียงใหม่ช่วงหัวค่ำ จองรถเช่าจากทาง Rentconnected เอาไว้

รอบนี้ได้รถของ BizCar Rental ชอบที่ออฟฟิศใกล้มาก อยู่ติดปั๊ม และใกล้สนามบินมากกก

ขากลับเติมน้ำมันปุ๊บ ส่งรถคืน และก็มีคนมาส่งสนามบินแบบชิลล์ๆ

01 ตลาดช้างเผือก

ค่ำคืนแรก สตาร์ทกันที่ ตลาดช้างเผือก มาแบบหิวโหยยย เลยไปจัดสุกี้ + บัวลอย

ทีเด็ดของตลาดช้างเผือกเค้า ดีงามสมคำร่ำลือจริงๆฮะ

สำหรับทริปนี้เราไปเจอที่พักเปิดใหม่ สไตล์บูธีค ใจกลางเมืองเชียงใหม่ฮะ

ต้องยอมรับเลยว่าที่พักในเมืองเชียงใหม่มีเยอะแยะจริงๆ แต่ด้วยความที่อยากลองของใหม่

รวมทั้งสีสันความน่ารักของที่พัก คิดว่าน่าจะช่วยทำให้วันหยุดเราสดใสมากขึ้นน่ะแหละฮะ

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/Zc39ZB9ej7LSojei6


02 Pastell Oldtown Chiangmai

สำหรับทริปนี้เราไปเจอที่พักเปิดใหม่ สไตล์บูธีค ใจกลางเมืองเชียงใหม่ฮะ

ต้องยอมรับเลยว่าที่พักในเมืองเชียงใหม่มีเยอะแยะจริงๆ แต่ด้วยความที่อยากลองของใหม่

รวมทั้งสีสันความน่ารักของที่พัก คิดว่าน่าจะช่วยทำให้วันหยุดเราสดใสมากขึ้นน่ะแหละฮะ

พาสเทล เชียงใหม่ เป็นที่พักเปิดใหม่ใจกลางเมืองที่มีความละมุนม๊ากกก

ด้วยโทนสีพาสเทลหวานๆนมๆ บวกกับความเก๋าของสไตล์โมเดิร์นล้านนา

ใครที่เห็นบอกเลยว่าจะต้องตกหลุมรักที่นี่ฮะ

สำหรับไฮไลท์ของที่นี่ ขอยกให้เรื่องของสไตล์ของที่พักฮะ

ดีไซน์ดีและโทนสีที่ใช้มีความเฉพาะตัวเว่อร์ ห้องพักก็มีให้เลือกหลายรูปแบบตามใจชอบ

ราคาถือว่าไม่แพงเลย จำนวนห้องพักไม่เยอะมาก ตามสไตล์บูธีคโฮเต็ล

สงบและเป็นส่วนตัวดีฮะ ได้พักผ่อนจริงๆน่ะ และนอกจากเรื่องดีไซน์ที่น่าสนใจแล้ว

ยังประทับใจเกี่ยวกับความละเมียดละไม ในการแทรกดีเทลรอบๆตัวของที่พักฮะ

เค้ามีการหยิบจับเรื่องราวของชุมชนรอบๆ

มาปะติดปะต่อเชื่อมโยงกับโรงแรมได้อย่างน่าสนใจมากๆ

เรียกได้ว่าเป็นอีกที่พักที่ให้ความ Feel Good มากๆเลยย

สำหรับใครที่ชื่นชอบที่พักดีไซน์เก๋ และอยากเพิ่มความละมุนให้ทริปเชียงใหม่รอบหน้า

ลองดูฮะ! ดีไซน์ดี คอนเซปตดี มุมถ่ายรูปแต่ละมุมในโรงแรมก็เจ๋ง

แสงธรรมชาติลงแบบดีงามเพิ่มความละมุนไปอี๊กกกก

พิกัด Google Maps :  https://goo.gl/maps/5y1zGiK9QkzUTGJf9


DAY 2

เช้าวันเสาร์ เราเริ่มจากการไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยกันซักหน่อยฮะ

ในโซนเมืองเชียงใหม่เนี่ย มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์น่าสนใจเยอะแยะเลยล่ะฮะ

03 วัดพวกแต้ม

วัดนี้ถือเป็นศูนย์กลางในชุมชนเลยฮะ

ไฮไลท์ของวัดนี้คือเป็นเส้นทางเดินเที่ยววิถีชุมชนที่น่าสนใจมากๆ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภูมิปัญญาที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น นั่นก็คือ “คัวตอง”

เป็นงานคราฟท์ทำมือ หัตถกรรมเครื่องทองเหลืองฉลุลาย

ที่โดดเด่นสุดจะเป็นเรื่องการทำฉัตร ที่ถือเป็นสัญลักษณ์แทนของสูงของชาวล้านนา

ซึ่งชุมชนพวกแต้มโด่งดังเรื่องนี้มากฮะ

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/j6S1ZLAEUVqEXmyw


04 CLAY STUDIO

คาเฟ่ลับในสวน บรรยากาศสไตล์เขมร

ส่วนใหญ่จะมีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติมานั่งชิลล์กันฮะ เหมือนหลุดเข้ามาอีกบรรยากาศเลย

ใครที่เป็นสาวกแนวประติมากรรมเขมร ปราสาทนครวัด นครธม หินสลักงี๊

บอกเลยว่าให้มาที่นี่ คือ เนรมิตพื้นที่ได้ฟิลล์มากจริงๆ มีน้ำตก มีต้นไม้ มีงานปั้นงี๊

สำหรับเมนูก็มีให้เลือกหลากหลาย แต่ด้วยความที่บังเอิญไปจังหวะชั่วโมงที่ปิดทำการ

เลยยังสั่งเครื่องดื่ม อาหารไม่ได้ 5555555555 ก็เลยได้แค่เข้ามาเก็บภาพนั่นแหละฮะ

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/v41oVHZKiPChymp76


05 ประตูท่าแพ

สัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ที่เป็น Instagram Shot ยอดฮิต

ใครมาเชียงใหม่ ประตูท่าแพเป็นอีกสถานที่ที่ต้องแวะถ่ายรูป!

เวลามีงานประเพณีต่างๆก็มักจะใช้โลเคชั่นนี้จัดงานด้วยน่ะฮะ

ที่มีเหมือนจะเป็นจุดแลนด์มาร์คที่ใครๆก็มา มาถ่ายรูป ให้อาหารนก เดินเล่น

พบเจอนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติเลยล่ะฮะ บรรยากาศค่อนข้างคึกคักเลยทีเดียว

และทุกคืนวันอาทิตย์ บริเวณเส้นนี้ก็จะเป็น Night Market ถนนคนเดินท่าแพ

มีของขายให้เลือก ช้อป ชิม ชิลล์มากมายเลยล่ะฮะ แต่ถ้าใครไม่ชอบวุ่นวายมาก

ก็แนะนำให้มาตอนกลางวัน วันอื่นๆนะฮะ

พิกัด Google Maps :  https://goo.gl/maps/FJVwjC35QXxfZDbH6


ต้องบอกว่าทริปนี้เน้นชิลล์ ถ่ายรูปเก๋ๆ เที่ยวไม่รีบเร่ง เน้นสบายๆฮะ

ได้เวลาช่วงบ่ายแก่ๆ ก็เข้าเช็คอินที่พักกันดีกว่า ไปนอนตากแอร์ ถ่ายรูป สบายใจเฉิบ

06 Archita Hostel เชียงใหม่

บูธีคโฮสเท็ลสไตล์ญี่ปุ่นเล็กๆที่น่ารักมากกก ซ่อนตัวอยู่ในโซนเมืองเก่าที่เชียงใหม่

มีห้องพักรองรับเพียง 4 ห้องเท่านั้น แถมจองผ่านทางที่พักโดยตรงเท่านั้นฮะ

ความน่าสนใจของ อาชิตะ โฮสเทล คือสไตล์ญี่ปุ่นที่โดดเด่นของที่พักฮะ

เพราะบรรยากาศเหมือนยกที่พักที่ญี่ปุ่นมาไว้ที่เชียงใหม่อย่างแน่แท้

ทั้งรูปแบบสไตล์เรียวกัง คือ เป็นโรงแรมขนาดเล็กในญี่ปุ่นสมัยก่อน

จะเป็นการปูเสื่อทาคามิ ใช้ประตูบานเลื่อน ที่นอนเป็นฟูกฟูตอง

ให้ฟีลแบบย้อนอดีตญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมผสมผสานกับความน่าอยู่ของเชียงใหม่คือลงตัว!

สำหรับใครที่ชอบที่พักสไตล์นี้ แนะนำอ่านรีวิวฉบับเต็มต่อได้ที่

>> http://bit.ly/architahostelcnx


DAY 3

วันสุดท้ายของการมาเยือนเชียงใหม่ แพลนทริปวันนี้ขอเป็นคาเฟ่เดย์ล่ะกันฮะ

จัดกันไปซัก 3 คาเฟ่ล่ะกัน บวกกับแวะไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล

หลังจากนั้นเดินทางกลับบ้านกันแบบสวยๆเตรียมพร้อมกลับไปทำงาน เอ้าา..ลุย!

07 Magokoro Japanese Teahouse – มีใจให้มัทฉะ

เชียงใหม่รอบหน้า คนรักชาเขียวห้ามพลาดร้านนี้นะฮะ บอกไว้ก่อนเลยยย!

สำหรับใครที่มีใจให้มัทฉะต้องไปร้าน Magokoro Japanese Teahouse เลยฮะ

บรรยากาศร้านสไตล์ญี่ปุ่น ร่มรื่น น่ารักทุกมุมเลยล่ะฮะ

สำหรับเมนูที่นี่มีให้เลือกหลากหลายมาก ชาแต่ละเมนูก็มีข้อมูลอธิบายอย่างดี

ถึงส่วนผสม รสชาติและความเข้มข้น ชาแบบไหนเหมาะกับใครไม่เหมาะกับใคร

มีแคลอรี่โดยประมาน และที่สำคัญคือรสชาติหอมดีมากกกก บรรยากาศร้านน่ารักสุดๆไปเลย

เราลองสั่งมาทั้งหมด 3 เมนูฮะ ให้สามผ่านทุกเมนู

Signature Matcha roll / Umami Latte / Matsukaze Ceremonial Set

ยิ่ง Umami Latte ยังจำความรู้สึกแรกที่ชิมได้เลยยย 😳

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/NGmdEdYAFH6WvK6M9


08 วัดพระสิงห์

วัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งในเชียงใหม่เลยฮะ

วัดพระสิงห์ถือเป็น Destination ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว

ไฮไลท์คือมีพระพุทธรูปสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่

และยังมีวิหารลายคำที่มีจิตรกรรมฝาผนังที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิตแบบล้านนนา

เรียกได้ว่าทรงคุณค่าทางงานศิลปกรรมและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาจากพุทธศาสนิกชน

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/sGErrUwU4fFwhz2g8


09 Gateway Coffee Roasters

เต็มอิ่มกับบรรยากาศแบบญี่ปุ่นกันไปเยอะแล้ว ขอวาร์ปมาที่คาเฟ่คูลๆกันบ้างล่ะกัน

ร้านคาเฟ่ที่ตั้งอยู่บนชั้น 2 ริมถนนท่าแพ มีโต๊ะให้เลือกนั่งได้สบายๆ

การตกแต่งสไตล์ไม้ๆที่ผสมกับบรรยากาศตึกแถวเก่าๆอย่างลงตัว

เป็นร้านที่รู้สึกว่าจะถ่ายรูปมุมไหนก็คูลไปซะหมด XD

และสำหรับเมนูก็ค่อนข้างมีสไตล์และมีความ Creative เจ๋งๆไม่เหมือนใคร

ที่สำคัญคือความเข้มข้น รสชาติ กลิ่นของกาแฟที่ผสมผสานออกมาได้อย่างลงตัวเลยล่ะ

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/aZYXrQnyFNq


10 The Baristro x Ping River

จุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ เราเลือกคาเฟ่ The Baristro at Pingriver่

คาเฟ่สุดมินิมอลริมแม่น้ำปิง เพื่อทิ้งความเหนื่อยล้าลงแม่น้ำ 55555 (หยอกๆ)

จริงๆแล้วมาช่วงเย็นๆคือน่าจะเหมาะสุดฮะ เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่มุมถ่ายรูปเยอะมาก!

โซนน่าสนใจจริงๆคือทั้งร้านน่ะแหละฮะ 555555 พูดจริงๆ ทั้ง Indoor และ Outdoor

คือนั่งมุมไหนก็มีรูปปังๆลงไอจี ที่สำคัญเมนูก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยฮะ

เป็นอีกร้านที่มีทั้งเครื่องดื่มและขนมให้เลือกเยอะแยะ

มาช่วงเย็นๆได้สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำปิง ละมุนแบบสุดไปเล๊ยยย!

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/q9i6m2xfLks5F1DQA


เนี่ยแหละฮะ แพลนทริปเชียงใหม่ของเรารอบนี้ เวลาน้อย ก็เที่ยวในตัวเมืองไปแบบเต็มอิ่ม

ได้ฟิลของเชียงใหม่ไปอีกแบบ ชาร์จแบตอย่างเต็มอิ่ม แล้วกลับไปลุยงานที่รักกันต่อ 😛


:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

Read More

15 จุดถ่ายรูปซากุระบานยอดฮิต วันหยุดนี้ไปตามล่าหาซากุระกันเถอะ!

cover01

15 จุดถ่ายรูปซากุระบานยอดฮิต วันหยุดนี้ไปตามล่าหาซากุระกันเถอะ!

ช่วงนี้…ฤดูไม้ผลิกลับมาเยือนอีกแล้วนะฮะ และทั้งญี่ปุ่นกำลังถูกย้อมสีให้กลายเป็นสีชมพู ด้วยดอกไม้เล็กๆ กลีบบาง กิ่งก้านอ่อนช้อย ใช่แล้วฮะ เรากำลังพูดถึง ‘ซากุระ’ นั่นเองงง!

ทริปท่องญี่ปุ่นชมซากุระบานเป็นโปรแกรมในฝันของใครหลายคนแน่นอนนฮะ และบอกเลยว่าอย่ารอช้า ถ้าอยากไปต้องได้ไป 5555 เพราะเดี๋ยวซากุระโรยเสียก่อนจะเสียใจ รอไปอีกทีปีหน้าโน่นนน เราเลยรวบรวมข้อมูลเด็ดๆเผื่อเป็นไอเดียให้ใครที่กำลังตัดสินใจเอาไว้ เช็กตารางพยากรณ์ซากุระ 2019 และจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกับ Traveloka (ทางไปจอง >> https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-japan) ด้วยวิธีการง่ายๆ จองปุ๊ปบินปั๊บและไม่ต้องกลัวแพง เพราะมีตัวช่วยหาตั๋วเครื่องบินให้เราได้ไปชมซากุระกันในราคาที่คุ้มค่าที่สุด!! ถ้าเตรียมวันลาพร้อม จองตั๋วเครื่องบินพร้อมแล้วก็เตรียมตัวให้ดี ไปตะลอนเก็บรูปสวยๆ มาอวดเพื่อนๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงทริปอันแสนโรแมนติก 15 จุด แชะรูปต่อไปนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้นแน่นอนน 🙂

1. ปราสาทนาคิจิน (Nakijin Castle)

“ปราสาทนาคิจิน” สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระราชาแห่งโฮคุซัน ผู้ปกครองดินแดนทางตอนเหนือของเกาะโอกินาวาเมื่อสมัยศตวรรษที่ 14 ก่อนเกิดอาณาจักรริวกิว ต่อมากลายเป็นปูชนียสถาน เพื่อประกอบพิธีสักการะเทพเจ้า “คุโบว อุตาคิ” ที่รู้จักกันในนาม “ปราสาทของเทพเจ้า” สร้างบนเนินเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 90-100 เมตร ด้วยแผนผังที่มีรูปเหมือนหัวมังกร และกำแพงหินที่มีความสูง 3 – 8 เมตร ทอดตัวต่อเนื่องเป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร คดเคี้ยวไปตามสันเขา ดูไปดูมาก็คล้ายกับมังกรเลยฮะ

และเพราะเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นก่อนสมัยอาณาจักรริวกิว บวกกับเคยเป็นเมืองหลวงของโฮคุซัน จึงเป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดากุสุกุ หรือปราสาทที่ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกของโอกินาวา และมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ต่างออกไปการก่อหินของที่นี่จะมีลักษณะใช้หินก่อตามรูปทรงธรรมชาติ ต่างกับลักษณะการก่อหินในช่วงหลังที่จะตัดหินก่อกำแพงอย่างเป็นระเบียบ ที่โอกินาวา ซากุระบานเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น กลางเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ คือช่วงที่เหมาะที่สุดแก่การชมอุโมงค์ดอกไม้ ที่เต็มไปด้วยต้นคันฮิซากุระ หรือซากุระพันธุ์ไต้หวันกลีบดอกมีสีชมพูเข้ม ต่างจากพันธุ์โซเมอิโยชิโนะที่พบเห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น อ้อ! มีการเปิดไฟไลท์อัพให้ผู้มาเยือนได้ชมอุโมงค์ซากุระในยามค่ำคืนอีกด้วยนะฮะ

2. สะพานคินไต (Kintai Bridge)

“สะพานคินไต” สะพานไม้ห้าโค้งที่ติดอันดับ 1 ใน 3 สะพานไม้ประวัติศาสตร์ที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นแล้วด้วยฮะ และที่นี่ยังขึ้นชื่อในเรื่องทิวทัศน์ของดอกซากุระมากกก ที่สำคัญยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน “สถานที่ชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียง 100 แห่งของประเทศญี่ปุ่น” อีกด้วย! สะพานคินไต ตั้งอยู่ในเมืองอิวาคุนิ จังหวัดยามากุจิ สร้างโดย “คิคคาวะ ฮิโรโยชิ” เจ้าเมืองแห่งแคว้นคิคคาวะ รุ่นที่3 ในยุคเอ็นโป ปี 1673 เป็นสะพานที่มีความยาวถึง 193.3 เมตร แต่ละโค้งกว้าง 5 เมตร และวงโค้งสูงสุดจากแม่น้ำประมาณ 12 เมตร ข้ามผ่านแม่น้ำนิชิกิ และพุ่งตรงไปยังปราสาทอิวาคูนิ ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาโยโกยาม่า ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ

ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นสวนสาธารณะคิกโค สะพานแห่งนี้ยังมีความโดดเด่นอีกหนึ่งอย่างคือ ตัวสะพานนี้ใช้วิธีแบบดั้งเดิมสร้างจากภูมิปัญญาช่างไม้ญี่ปุ่นผู้มีฝีมือ ไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว   สะพานถูกดัดให้โค้งด้วย “Makikin” หรือสายรัดเหล็ก มีการใช้เทคนิคการประกอบไม้ที่ตรงปลายใช้ตะปู 2 อันในการยึดติดกันเรียกว่า “คะซุไง” คือตะปูปลายแหลม 2 ด้านรูปตัวยู สำหรับตอกเชื่อมไม้สองชั้น เป็นเทคนิคการประกอบไม้ระดับสูง สะพานนี้เมื่อได้รับแรงกดทับจากด้านบนมากเท่าใดก็จะยิ่งทำให้สะพานมีความแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นซากุระหลายพันต้นบริเวณรอบสะพาน ซึ่งรวมถึงต้นซากุระในสวนสาธารณะคิกโคจะออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทุกพื้นที่ งดงามตระการตาแบบสุดๆไปเลย

3. ภูเขาโยชิโนะ(Mt. Yoshino)

“ภูเขาโยชิโนะ” ที่เมืองนาราเป็นจุดชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ครั้งโบราณเลยล่ะ มีซากุระมากถึง 200 สายพันธุ์ กว่า 30,000 ต้น เรียกได้ว่ามากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้! ในฤดูใบไม้ผลิเลยแน่นไปด้วยต้นซากุระที่บานสะพรั่งสวยงามไปทั่วทั้งภูเขา ซึ่งจะบานไม่พร้อมกันนะฮะ เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเรื่อยไปจนถึงเกือบปลายเดือน โดยบานไล่กันไปตามส่วนต่างๆ ของภูเขา เรียกว่าชมซากุระได้ทั้งเดือนเลยทีเดียว พื้นที่บนเขาจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนเริ่มจากด้านล่าง “ชิโมะเซมบง” – “นากะเซมบง” – “คามิเซมบง” และ “โอคุเซมบง” (มีความไล่ระดับไปอีก 5555)

โดยซากุระจะเริ่มบานจากชิโมะเซมบง แล้วค่อยๆไล่ขึ้นไปสู่บนยอดเขาอย่างสวยงาม โดยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ “ยามาซาคุระ” ที่เห็นได้ตามป่าเขาหรือบนภูเขาในญี่ปุ่น ลักษณะเด่นๆ คือ มี 5 กลีบเหมือนกับสายพันธุ์ “โซเมอิโยชิโนะ” สีมีหลายเฉดตั้งแต่อ่อนๆไปจนถึงเข้มๆ นอกจากนี้ภูเขาโยชิโนะยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมสามารถเที่ยวชมศาลเจ้าและวัดมรดกโลกพร้อมชมธรรมชาติอันงดงามได้ทั้ง 4 ฤดูกาล อย่าลืมเลือกซื้อขนมและของฝากที่ทำมาจากซากุระติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยนะ

4. ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

“ปราสาทโอซาก้า” สัญลักษณ์ของเมืองโอซาก้า สร้างขึ้นประมาณปี 1583 โดย “โทโยมิ ฮิเดโยชิ” ไดเมียวคนสำคัญผู้รวมญี่ปุ่นเป็นหนึ่งเดียว หลังจากนั้นปราสาทแห่งนี้ก็ถูกครอบครองโดยตระกูล “โทกุงะวะ”  โชกุนแห่งเอโดะ  โดยมีพื้นที่ถึง 60,000 ตารางเมตร ตัวปราสาทมีทั้งหมด 5 ชั้น และมีชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น กาลเวลาที่ล่วงเลยมา ปราสาทได้ถูกโจมตีและทำลายลงเมื่อปี 1620 ต่อมาได้ถูกฟ้าผ่าและไฟไหม้ในปี 1665 ได้มีการบูรณะปราสาทโอซาก้าขึ้นมาอีกครั้งในปี 1995  โดยติดตั้งลิฟท์ไว้เพื่อความสะดวกในการขึ้นลงของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมปราสาท ที่หลังคาสีเขียวกับรูปแกะสลักรูปเสือและปลาโลมาที่ถูกชุบด้วยทองคำ

บริเวณรอบๆ ตัวปราสาทถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงหินสูงและคูน้ำ  ไฮไลท์ของที่นี่คือ “สวนนิชิโนมารุ” สวนที่มีต้นซากุระอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งอยู่ทางป้อมตะวักตก และในช่วงเดือนเมษายนของทุกๆ ปี ที่บริเวณสวนนิชิโนะมารุจะจัดงาน Osaka Castle Hanami – Night Sakura Illuminage ซึ่งเป็นงานชมซากุระในตอนกลางคืนพร้อมกับมีไฟประดับไว้อย่างสวยงามเลย

5. โรงกษาปณ์ญี่ปุ่น (Japan Mint)

“โรงกษาปณ์ญี่ปุ่น” สาขาใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอยู่ที่เมืองโอซาก้า ผู้คนจึงเรียกกันติดปากว่า “โรงกษาปณ์โอซาก้า” เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเหรียญตราและวัตถุล้ำค่าที่เกี่ยวข้องกับการเงินในอดีตมาตั้งแต่ปีค.ศ.1971เดิมอาคารโรงกษาปณ์เป็นหอพักของกระทรวงการคลัง ในสมัยนั้นใช้แก๊สในการถลุงโลหะ เจ้าหน้าที่ได้ใช้ถังแก๊สที่เหลือจุดโคมรอบๆโรงงานและด้านนอกของอาคาร ผู้คนจึงนิยมมาชื่นชมความงามยามค่ำคืน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิประมาณกลางเดือนเมษายนจะมีงาน “ซากุระโนะโทรินุเคะ”  เทศกาลชมอุโมงค์ดอกซากุระทั้งในยามกลางวันและยามค่ำคืน แต่จะเปิดให้ชมเพียง 7 วันในหนึ่งปีเท่านั้น โดยจะจัดขึ้นบริเวณสวนริมแม่น้ำของโรงกษาปณ์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ชมดอกซากุระที่งดงามที่สุดในใจกลางเมืองโอซาก้ามาตั้งแต่สมัยเอโดะ โดยเปิดเป็นเส้นทางวันเวย์ให้เดินเข้าจากทางประตูทิศใต้ของโรงกษาปณ์ และไปออกทางประตูทิศเหนือ

ตลอดเส้นทางริมแม่น้ำโยดะรวมระยะทาง 560 เมตร เรียงรายด้วยต้นซากุระ 350 ต้น รวม 134 สายพันธุ์   เช่น พันธุ์ฟูเกนโซ พันธุ์โชเกทซึ และพันธุ์ชิบายาม่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซากุระกลีบซ้อน ดอกใหญ่กว่าและบานช้ากว่าดอกซากุระทั่วไป และบางพันธุ์ยังเป็นพันธุ์ที่หาดูที่อื่นไม่ได้ อย่างเช่นพันธุ์“มัตสึเมะ โกโตอิโตะ” ที่เคยถูกคัดเลือกให้เป็น “Blossom of the year”ในปี 2014 เป็นพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นจากซากุระบ้านในฮอกไกโด มี 40-45 กลีบ แรกบานเป็นสีขาวและจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีชมพูเมื่อบานเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีการออกร้านขายของต่างๆสไตล์พื้นเมืองญี่ปุ่น ให้เลือกซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย

6. ถนนสายนักปราชญ์ (Philosopher’s Path)

“ถนนสายนักปราชญ์” ได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดชมซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต ถนนคนเดินเลียบคลองบิวาโกะระยะทางยาว 2 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบริเวณหน้าวัดกินคะคุจิไปจนสุดทางที่วัดนันเซ็นจิ ในช่วงศตวรรษที่ 20 มีนักปราชญ์นาม “คิมาโร่ นิชิดะ” เดินสงบจิตใจเพื่อให้เกิดสมาธิที่นี่ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ถนนสายนักปราชญ์” ในช่วงเดือนเมษายน ซากุระกว่า 500 ต้นเบ่งบานเต็มที่

ถนนสายนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่พากันมาชมถนนสายสีชมพู ที่กลายเป็นอุโมงค์ซากุระแสนงดงามถนนสายนี้คือ 1 ใน ถนน 100 สายของญี่ปุ่น ที่สามารถชื่นความงดงามได้ในทุกฤดูกาล ตลอดสองข้างทางเดินยังเต็มไปด้วยร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ร้านน้ำชา และร้านขายของแฮนเมดให้ได้แวะชมแวะดูกันเพลินๆ บางครั้งก็จะมีศิลปินท้องถิ่นมานั่งวาดภาพให้เก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่งได้มาเยือนถนนสายที่เรียกกันว่า “คันเซทสึซากุระ” สายนี้

7.  ทางลาดเคอาเกะ (Keage Incline)

“เนินเคอาเกะ” ตั้งอยู่บนเนินเขาด้านหลังวัดนันเซ็นจิซึ่งอยู่ปลายสุดของคลองบิวะ ใกล้ๆ ถนนสายนักปราชญ์เป็นส่วนหนึ่งของคลองที่เชื่อมต่อทะเลสาบบิวะของเกียวโตกับภูเขาอีกด้านหนึ่งเป็นเส้นทางรถรางระยะสั้นๆ  เพื่อเป็นเส้นทางขนย้ายเรือตรงช่วงที่มีระดับน้ำแตกต่างกันระหว่างเมืองโอสึ จังหวัดชิกะกับเกียวโต จนถึงปี 1948 บริเวณที่มีรางจะเป็นทางลาดเส้นตรงยาว 580 เมตร ตรงกลางของทางลาดและปลายทางจะมีรถรางที่ใช้บรรทุกเรือจอดอยู่ให้ดูด้วยปัจจุบันเลิกใช้งานไปแล้ว และได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นแฝงกลิ่นอายแห่งอดีต และเป็นจุดชมซากุระที่ขึ้นชื่อ

สามารถเดินชมซากุระที่เรียงรายอยู่สองฟากฝั่งของเส้นทางรถไฟสายเก่านี้ได้ตั้งแต่บริเวณซุ้มประตูโทริอิขนาดใหญ่ของศาลเจ้าเฮฮัน ที่ตั้งอยู่ริมคลอง เดินเลียบคลองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 450 เมตร จนถึงพิพิธภัณฑ์ประวัติคลองบิวาโกะแวะชมประวัติศาสตร์ความเป็นมาของคลองและทางรถไฟสายนี้ ที่เปิดให้ชมฟรีทางด้านหลังอาคารอิฐสีแดง บอกได้เลยว่า ถนนสายนี้มีบรรยากาศให้ถ่ายรูปได้อย่างแสนเพลิดเพลิน เพราะมีสาวๆ ญี่ปุ่นใส่ชุดยูคาตะเป็นจุดดึงดูดสายตา…ดีงามสุดๆ

8. วัดคิโยมิสึ (Kiyomizudera)

“วัดคิโยมิสึ” ที่แปลเป็นไทยว่า “วัดน้ำใส” วัดเก่าแก่อายุกว่าพันปีบนเนินเขา อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเกียวโต สร้างขึ้นในสมัยช่วงต้นของยุคเฮอัน โดยตระกูล “โตกุกาวา” เป็นผู้สร้างขึ้นเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงามจนได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกให้เป็น 1 ใน 21 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ชื่อวัดน้ำใสมาจากน้ำตกโอโตวะที่เกิดจากสายน้ำใสสะอาด 3 สายที่ไหลลงมาภายในบริเวณวัด ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า หากผู้ใดได้ดื่มน้ำใสที่วัดคิโยมิสึเดระจะสมปรารถนาในสิ่งที่หวังไว้ จุดเด่นของวัดนี้คือ “วิหารใหญ่” อาคารไม้หลังใหญ่ตั้งอยู่บนไหล่เขา มีเฉลียงไม้ยื่นออกไปเหนือหุบเหว โดยใช้เสาต้นซุงหลายร้อยต้นรองรับ ที่น่าทึ่งคือ การก่อสร้างไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว แต่ใช้วิธีการเข้าลิ่มด้วยภูมิปัญญาชาวญี่ปุ่นโบราณ เฉลียงไม้คือจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเกียวโตได้สุดลูกหูลูกตา

จุดดึงดูดที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ธรรมชาติอันงดงามในทั้ง 4 ฤดูกาล โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ ต้นซากุระสายพันธุ์โยชิโนะ และต้นซากุระภูเขาประมาณ 1,000 ต้น จะแต่งเติมความสวยงามอ่อนหวานให้กับพื้นที่บริเวณวัด ในยามค่ำคืนวิบวับด้วยประกายแห่งแสงไฟ งดงามจับใจยิ่งนัก

9. ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

 “ปราสาทฮิเมจิ” ปราสาทสีขาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น ได้รับการขนานนามว่า “ปราสาทนกกระสาขาว” ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ เป็นปราสาทเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่ไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเป็นสถานที่แรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของญี่ปุ่นอีกด้วย และยังเป็นปราสาทที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย พื้นที่รอบปราสาทมีต้นซากุระหลากพันธุ์ เช่น พันธุ์โซเมโยชิโนะ และพันธุ์ชิดาเระซากุระ รวมกว่า 1,000 ต้นออกดอกสีชมพูแต่งแต้มปราสาทให้โดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิม จนได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 สถานที่ชมซากุระทั่วญี่ปุ่น

ในช่วงเดือนเมษายนของทุกๆ ปีจะมีเทศกาลชมดอกซากุระ และการแสดงดนตรีโบราณในสวนซากุระ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลนี้ นอกจากกิจกรรมต่างๆ ในช่วงกลางวัน ยามค่ำคืนยังประดับไฟสวยงาม สามารถเยี่ยมชมได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำเลยทีเดียว

10. เจดีย์ชูเรโตะ(Chureito Pagoda)

“เจดีย์ชูเรโตะ” เจดีย์แดง 5 ชั้นบนเนินเขา แห่งเมืองฟูจิโยชิดะ จังหวัดยามานาชิ ตั้งอยู่ในตอนกลางระหว่างภูเขาอาราคุระยามะ บริเวณโดยรอบคือสวนอาราคุระยามะเซ็นเก็น อยู่ใกล้กับทะเลสาบ “ยามานากะโกะ” และทะเลสาบ “คาวากุจิโกะ” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณทะเลสาบทั้ง 5 รอบๆ ภูเขาไฟฟูจิ เจดีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ในศาลเจ้าอาราคุระเซนเกน สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสันติภาพ เมื่อปี 1963 จากตัวอาคารหลักของศาลเจ้าต้องขึ้นบันไดไปเกือบ 400 ขั้น เพื่อชมทัศนียภาพอันสวยงามของเจดีย์ 5 ชั้นโดยมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง

ความสวยงามของบรรยากาศรอบๆ เจดีย์เปลี่ยนไปตามฤดูทั้ง 4 ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิดอกซากุระบานประมาณกลางเดือนเมษายน และฤดูใบไม้ร่วงประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน จะเป็นจุดชมธรรมชาติที่หนาแน่นไปด้วยแขกผู้มาเยือนจากทั่วโลกเคล็ดลับแชะภาพสวย ควรไปช่วงก่อนเที่ยง ภาพจะได้ไม่ย้อนแสง เพิ่มความมั่นใจด้วยการตรวจสภาพอากาศก่อนไป เพราะทางขึ้นลงค่อนข้างแคบต้องใช้ความระมัดระวังสูง

11. ปราสาททาคาโตะ(Takato Castle)

“ปราสาททาคาโตะ” โบราณสถานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 700 ปีตั้งอยู่บนหน้าผาที่มีแม่น้ำมิบุ กับแม่น้ำยามามุระ มาบรรจบกัน และมีเทือกเขาจูโอเป็นฉากหลัง ณ เมืองอินะ จังหวัดนากาโนะปัจจุบันตัวปราสาทไม่เหลือซากให้เห็น มีเหลือเพียงหินฐานรากและโครงสร้าง และสวนสาธารณะที่มีภาพของยุคเก่าที่เกี่ยวกับระบบศักดินา อีกทั้งยังมี “ทาคาโตคากุ” อาคารที่ใหญ่ที่สุดในสวนสาธารณะที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1930 และยังมี “ทาอิโกะยากุระ” หอกลองเก่าแก่สวยคลาสสิก ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของสวนสาธารณะ

ในใจกลางของสวนมี “อุนเคียว”สะพานโค้ง หนึ่งในจุดที่ชมดอกซากุระของสวนแห่งนี้ในเดือนเมษายน คือช่วงที่ซากุระพันธุ์ “ทาคาโตะโคหิคัง” ซึ่งมีกลีบดอกสีชมพูออกแดง จำนวน 1,500 ต้น  ที่ปลูกตั้งแต่สมัยเมจิ บานสะพรั่งอดความงดงามไปทั่วบริเวณสวนของปราสาท กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของปราสาทแห่งนี้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของจุดชมซากุระที่สวยติดอัน 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น (อีก 2 ที่คือปราสาทฮิโรซากิและเนินเขาโยชิโน) ยามค่ำมีการประดับไฟตามแนวต้นซากุระด้วย ทั้งยังสามารถชมความงดงามของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นได้อีกด้วย

12. แม่น้ำเมงุโระงาวา (Megurogawa River)

“แม่น้ำเมะงุโระงาวา”แม่น้ำสายสำคัญของกรุงโตเกียว ไหลผ่านเขตเมะงุโระลงสู่อ่าวโตเกียว มีความยาวราว 8 กิโลเมตร  ถนนเลียบแม่น้ำเรียงรายไปด้วยต้นซากุระทั้งสองข้างทาง ความยาวเกือบ 4 กิโลเมตร ต้นซากุระกว่า 800 ต้น ผลิบานอวดโฉมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ถนนสายนี้จะกลายเป็นอุโมงค์ซากุระที่งดงามสีชมพูปกคลุมไปทั้งพื้นที่ เป็นถนนสายโรแมนติกที่เหล่าคู่รักควงคู่เกี่ยวก้อยกันเดินชมความงาม เพลิดเพลินกับดอกไม้กลีบสวยบอบบางได้ตั้งแต่กลางวันยันกลางคืน ที่จะมีการประดับไฟ มีการออกร้านรวงริมทางให้ช้อปให้ชิมละลานตา โรแมนติกอย่าบอกใครเชียว

13. สวนโมริ (Mori Garden)

“สวนโมริ” สวนญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้ารปปงหงิฮิลส์ ย่านที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งและแหล่งบันเทิง ตั้งอยู่ในเขตมินาโตะของกรุงโตเกียว มีต้นกำเนิดเก่าแก่นับตั้งแต่สมัยเอโดะ ในปี1650 พื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ของ “โมริ ทสึนาโมโตะ” ผู้ครองแคว้นโชฟุ เรือนหลักของตระกูลโมริได้ถูกสร้างขึ้น พร้อมกับสวน หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเจ้าของบ้านไปหลายต่อหลายคน จนสุดท้ายมีการแต่งตั้งสวนโมริแห่งนี้ขึ้นในปี 2003 ที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางถึง 4,300 ตารางเมตร จุดเด่นคือ บ่อน้ำ น้ำตก และน้ำไหล รวมทั้งต้นไม้เรียงรายอยู่ล้อมรอบ อีกทั้งยังปลูกต้นไม้ไว้มากมาย ทั้งต้นซากุระและต้นแปะก๊วยรอบๆ บ่อน้ำ

สามารถชมความงดงามของธรรมชาติได้ทั้ง 4 ฤดู โดยเฉพาะซากุระในฤดูใบไม้ผลิยังโด่งดังดึงดูดผู้คนทั่วโลกให้มาเยือน ภายในสวนโมริมีต้นซากุระสายพันธุ์โซเมโยชิโนะ 8 ต้นที่ปลูกไว้รอบๆ ริมบ่อน้ำรูปน้ำเต้า ชมซากุระสะท้อนบนผิวน้ำ งดงามเกินคำบรรยาย ในละแวกใกล้ๆ สวนโมริ ที่ถนนซากุระซากะ จะมีต้นซากุระพันธุ์โซเมโยชิโนะ จำนวน 74 ต้นเรียงรายตามสองฝั่งถนนร่วม 400 เมตร จุดเด่นซากุระพันธุ์โซเมโยชิโนะคือ มีสีแดงเข้มตอนเป็นดอกตูม เมื่อบานจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนจนเกือบขาว ในช่วงซากุระบานจะแสงสีไฟจัดเต็ม นับจุดชมซากุระยอดนิยมในโตเกียวด้วย

 14. ป้อมโงเรียวกาคุ (Goryokaku Tower)

“ป้อมโงเรียวกาคุ” จุดชมซากุระที่สวยเป็นอันดับต้นๆ ของฮอกไกโด เป็นป้อมรูปดาวห้าแฉกแห่งเดียวในญี่ปุ่น หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองฮาโกดาเตะ สร้างขึ้นในปีสุดท้ายของสมัยเอโดะ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการวางปืนใหญ่ ป้องกันเมืองจากการรุกรานจากมหาอำนาจตะวันตก ใจกลางพื้นที่รูปดาวเคยเป็นที่ทำการรัฐบาลของฝ่ายสาธารณรัฐ ของเจ้าหน้าที่ผู้สำเร็จราชการบริหารฮอกไกโด นับเป็นศูนย์กลางการปกครองภาคเหนือในสมัยของรัฐบาลโชกุน

ต่อมาในช่วงปี 1910 ถูกดัดแปลงเป็นสวนสาธารณะ ปลูกต้นซากุระกว่า 100 ต้นตามแนวคูน้ำ เป็นจุดชมดอกซากุระในช่วงฤดูใบไม้ผลิตต้นเดือนพฤษภาคม จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาชมดอกซากุระและธรรมชาติบน “หอคอยโงเรียวกาคุ” จุดชมวิวแบบ 360 องศา เป็นหอคอยเก่าที่สร้างตั้งแต่ปี 1964 ในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี ปราสาทโงเรียวกาคุ สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบสวนสาธารณะโกเรียวคาคุทั้งหมดได้ คุณไม่เพียงแต่จะเห็นป้อมรูปดาวอันสวยงามเท่านั้น แต่ยังเห็นภูเขาฮาโกดาเตะ ช่องแคบทสึการุ และเทือกเขาโยโคทสึอีกด้วย ส่วนชั้นล่างสุดที่ฐานหอคอยเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และลานจัดนิทรรศการ

15. ศาลเจ้าฮอกไกโด (Hokkaido Shrine)

“ศาลเจ้าฮอกไกโด” เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตและเป็นจุดชมซากุระที่ขึ้นชื่อเดิมชื่อ “ศาลเจ้าซัปโปโร” นับเป็นศาลเจ้าประจำเกาะฮอกไกโด ตามความเชื่อของศาสนาชินโต ว่ามีเทพผู้พิทักษ์คอยปกปักษ์รักษาให้ชาวเกาะฮอกไกโดมีความสงบสุข ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะมารุยามะ บนพื้นที่กว่า 180,000 ตารางเมตร  สร้างขึ้นในปี 1871 ยุคเริ่มพัฒนาเกาะ ได้อัญเชิญเทพมาประทับทั้งหมด 4 องค์ จากศาลเจ้ามีพื้นที่เชื่อมต่อกับสวนมารุยามะ จึงเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ได้กว้างไกล โดยเฉพาะในช่วงฤดูไม้ใบผลิดอกซากุระบาน จุดเด่นของที่นี่คือ บริเวณโดยรอบศาลเจ้าประกอบไปด้วยต้นซากุระหลากสายพันธุ์กว่า 1,400 ต้น และต้นดอกบ๊วยสีชมพูสดสวยงามกว่า 250 ต้นเลยทีเดียว   สามารถชมได้ทั้งดอกซากุระและดอกบ๊วยในช่วงเวลาเดียวกันและในช่วงฤดูร้อน ประมาณวันที่ 14-16 มิถุนายนของทุกปี ร่วมงานเทศกาล Sapporo Matsuriซึ่งจะมีขบวนแห่ไปตามถนนหนทาง มีการออกร้านค้าแผงลอย มีร้านค้า ร้านอาหารให้เลือกชิมอย่างสนุกสนาน อารมณ์ประมาณงานวัดบ้านเรา

จุดชมซากุระถ่ายรูปสวยๆ ในญี่ปุ่นนั้นมีเยอะจริงๆฮะ เยอะจนอาจจะทำให้กลายเป็นคนหลายใจจนตัดสินใจไม่ถูก ฉะนั้นแนะนำว่าอย่าคิดนาน เพราะช่วงเวลาซากุระบาน…ไม่นานนัก 😎

:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

Read More

ถ้าเธอเหนื่อยล้า เดินเข้ามาที่ Makkha Health & Spa กัน!

Makkha (1)

ถ้าเธอเหนื่อยล้า เดินเข้ามาที่ Makkha Health & Spa สปาดีๆที่เชียงใหม่กัน!

ชีวิตยุค 4.0 ไหนจะต้อง ทำงานหน้าคอม เล่นโซเชียล ดูไลฟ์คนดัง

ยังไม่รวมเวลานั่งช็อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งถ้าลองนับดูดีๆ ก็แทบจะทั้งวันแล้วนะ XD

แล้วพอเราอยู่ท่าเดิมนานๆ มันก็มีอาการปวดเมื่อยเป็นธรรมดาอ่ะเนอะ

วันนี้เราเลยอยากมาชวนขยับแข้งขยับขา
แล้วออกไปเที่ยวพักผ่อนรักษากาย(และใจ)กันนะฮะ

รอบนี้ขอเอาใจคนติดนวดด้วยน้าาา ^^

วันนี้เราจะไปลุยกันที่จังหวัดที่เป็น Top destination ของทั้งคนไทยและต่างชาติฮะ

นั่นก็คื้ออออ เชียงใหม่ ไอ่ ไอ่ ไอ่ (เพิ่มเอคโค่ให้ดูอลัง ฮ่าๆ)

ถ้าพูดถึงเชียงใหม่ เชื่อว่าเกินครึ่งจะต้องคิดถึงร้านคาเฟ่ชิคๆ (ซึ่งก็จริงนะ เยอะสุด 555)

แต่รู้มั้ยว่า เชียงใหม่ ยังเป็นเมืองที่มีร้านนวดและสปาเด็ดๆด้วยนะเออ!

Makkha Health & Spa – เชียงใหม่

นอกจากความเหนื่อยล้าจากการเรียนหรือการทำงานที่พกมาเต็มกระเป๋า

เวลาขับรถหรือเดินทางนานๆ ความเมื่อยและตะคริวอาจจะมาถามหาได้ ><

การนวด เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยบรรเทาได้ดีเลยล่ะฮะ

อย่างที่บอก เชียงใหม่เนี่ยมีร้านนวดและสปาค่อนข้างเยอะเลยล่ะ

เคยมีบางคนบอกเราว่า นวดไปเถอะ นวดที่ไหนก็ได้ เหมือนกันทั้งนั้น

แต่เรากลับไม่คิดอย่างนั้นนะ จะจ่ายเงินไปนวดทั้งทีต้องขอให้ฉันสบายหน่อยเถอะ
จริงมั้ย ^^

ที่ Makkha Health and Spa เค้าแบ่งเป็น 2 สาขาฮะ

แต่อยู่ในละแวกเดียวกันสามารถเดินถึงกันได้

ซึ่งความแตกต่างอย่างเดียวของทั้งสองที่คือ บรรยากาศ!

ถ้าใครชอบบรรยากาศแบบไทยๆ (Ancient House) แนะนำให้ไปสาขาแรกฮะ

บ้านไม้โบราณ 2 ชั้นที่ดูเรียบง่ายแต่มีเรื่องราว

แสงแดดอุ่นๆลอดผ่านลายไม้ แค่ก้าวเข้ามาก็รู้สึกผ่อนคลายละฮะ

ที่นี่เค้าก็มีแพ็คเกจและบริการนวดให้เลือกหลากหลายดีฮะ

จะนวดไทย นวดน้ำมัน นวดเฉพาะจุด(ศรีษะ/ไหล่/มือ/เท้า) นวดประคบสมุนไพร
หรือแม้แต่นวดประคบด้วยหิน

เยอะจนเลือกไม่ถูกจริงๆนะ เพราะทุกอย่างดูสบายไปซะหมด XD

ข้าวแต๋น ขนมโบราณของทางภาคเหนือถูกเสิร์ฟมาคู่กับน้ำมะตูมอุ่นๆหอมๆ

เป็นการต้อนรับที่อร่อยมากเลยฮะ XD

ก่อนจะเริ่มนวด จะมีการล้างเท้าก่อนฮะ น้ำอุ่นๆแค่จุ่มก็สบายยย

เสร็จแล้วก็จะเดินไปที่ห้องนวดฮะ

ซึ่งแต่ละแพ็คเกจ/โปรแกรมก็จะแยกห้องกันไป

ถ้าใครพอมีประสบการณ์ด้านการนวด ก็สามารถเลือกแพ็คเกจนวดแบบที่ชอบได้เลยฮะ

แต่ถ้าใครยังไม่มีไอเดีย ลองเริ่มด้วย Aroma Oil Massage หรือการนวดน้ำมัน ดูได้น้า

ที่นี่เค้าใช้น้ำมันสกัดจากธรรมชาติ ใครที่ผิวแพ้ง่ายก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้

ข้อดีอย่างนึงของการนวดน้ำมันคือจะไม่ได้เน้นการกดจุดหรือรีดเส้นไรพวกนั้นฮะ

จะเป็นการนวดแบบสบายๆ เน้นให้เรารู้สึกผ่อนคลาย เหมาะสำหรับมือใหม่หัดนวดเลยล่ะ

การนวดแบบนี้น่าจะถูกใจสาวๆที่เน้นงานผิวเป็นพิเศษด้วยฮะ

เพราะน้ำมันจะซึมเข้าผิว ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม น่าโดนสัมผัส โดน touch เป็นที่สุด XD

WAN WAAN Aroma Oils

แต่เรื่องความสวยความงาม งานโชว์ผิวยังไม่จบแค่นี้ฮะ

Body Salt Scrub เป็นอีกแพ็คเกจที่อยากให้ลองเลย

ไม่รู้ใครเคยเป็นเหมือนกันมั้ย อยากสวยเลยซื้อสครับมาขัดผิวเองที่บ้าน

แต่พอล้างตัวออกมาเท่านั้นแหระ ทั้งแสบทั้งแดงไปหมด >//<

แต่สครับที่นี่ไม่ต้องกลัวว่าจะเจ็บเลยนะ เพราะเนื้อสครับที่ใช้ละเอียดมากกกก

อย่างที่รู้กันฮะว่าการขัดผิวคือการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออกไป

พูดง่ายๆคือไล่น้องขี้ไคลและเจ้าสิ่งสกปรกต่างๆ ทำให้ผิวสะอาดขึ้น

นอกจากตัวสครับแล้ว น้ำหนักมือของ therapist ก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรหนักหรือเบาเกินไป

ซึ่งที่นี่โอเคเลยฮะ ไม่ทำให้รู้สึกระคายเคืองเลย

พอขัดผิวเสร็จก็ต่อด้วยการ mask ผิวต่อฮะ

พอผิวเราสะอาดไม่มีน้องไคลมาบดบัง พวกครีมต่างๆก็จะซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายและลึกขึ้น

จบโปรแกรมออกมา รู้สึกตัวเบาเลยล่ะฮะ สงสัยขี้ไคลหายไปหลายกิโล >//<

ส่วนใครที่ชอบความโมเดิร์น ชอบบรรยากาศเรียบหรู ดูทันสมัย

ที่ Makkha Health & Spa เค้าก็มีสาขา 2 ไว้รับรองนะฮะ

บรรยากาศนี่พูดได้ว่าฉีกออกไปอีกฟีลเลยล่ะ

สาขานี้จะเน้นโทนสีขาว-เขียวแบบ Colonial Gardens ฮะ หลังคาสูงโปร่งยิ่งช่วยให้ดูกว้าง

แผงต้นไม้สีเขียวและบ่อน้ำตรงกลาง ยิ่งทำให้รู้สึกสดชื่นและสบายตาทุกครั้งที่มอง

เอาเป็นว่าจะมองไปทางไหนก็ดีไปหมด <3

ความแกรนด์ของที่นี่คือเค้ามีอ่าง Jacuzzi ในห้องสปาด้วยนะเออ!

เอาใจสาวๆที่ชอบอาบน้ำแร่แช่น้ำนมไปเลยเต็มๆ

ปิดท้ายด้วย ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นของว่างหลังการนวด

ไม่ได้สวยแค่รูปนะฮะ มะม่วงสุกรสหวานฉ่ำทานกับข้าวเหนียวอัญชัญอร่อยสุดๆ

เราเชื่อว่าวิธีการพักผ่อนของหลายคนมีความแตกต่างกันไป

ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาว วัยรุ่น วัยทำงาน หรือผู้ใหญ่ มีความชอบที่ไม่เหมือนกัน

ที่นี่เป็นอีกที่ที่เราคิดว่าน่าจะถูกใจคนแทบทุกกลุ่มฮะ

เพราะนอกจากจะมีบริการให้เลือกหลายหลาย เพื่อให้คนที่เข้ามาได้รับความสบายที่สุด

บรรยากาศ ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่เป็นสิ่งช่วยบำบัดความเหนื่อยล้า

ที่สำคัญคือมาตรฐาน Therapist ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ

และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ไม่เป็นอันตรายต่อผิวทุกคน

จริงๆชีวิตคนเราก็เหมือนเส้นนั่นแหระฮะ เดี๋ยวตึงเดี๋ยวหย่อน

วันไหนตึงมากไปก็แค่หาเวลาพักผ่อน หาจุดศูนย์กลางให้มันพอดี

ไม่ต้องเดินเข้าป่า แต่เดินเข้าสปาดีๆแบบ Makkha Health & Spa ดูซักที

ตัวเบาเลยยยย <3


Makkha Health & Spa

Service Hour:
Mon – Suday 10.00-22.00
(Last booking 21.00)

Website : www.makkhahealthandspa.com
E-Mail : makkhaspa@gmail.com
Facebook Page: https://www.facebook.com/makkhaspa/

Makkha Heatlh & Spa (Ancient House)
Address : 38/1 Soi Ratchamanka 8 Phra Sing Amphoe Mueang, Chiang Mai 50200, Thailand
Telephone : +66 (0) 53271423 , 098-239-9088
Location : https://goo.gl/maps/Q4bxj92K3ix

Makkha Health & Spa (Colonial Gardens)
Address : 4 Sam Lan 2 Alley, Phra Sing, Mueang, Chiang Mai 50200, Thailand
Telephone : +66 (0) 53279324 , 065-478-5358
Location : https://goo.gl/maps/JmrRF34iAwv


Read More