close

LifeStyle

โค้ดส่วนลด ท่องเที่ยว ทุกเว็บไซต์ ใช้ได้ทันที ปี 2020 Klook/ KKday/ Trip.com/ Agoda/ Booking

โค้ดส่วนลด โปรโมชั่น

ปี 2020 นี้ พวกเราทีมงาน 247Journey ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชม อ่านและติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวผ่านทุกช่องทางทั้งทาง Facebook / Instagram / Twitter และทาง Website นี้ด้วยฮะ

และก็คิดว่าการขอบคุณที่ดีที่สุดคือให้ทุกคนได้ไปท่องเที่ยวด้วยกัน โอกาสพิเศษปีนี้เราเลยพยายามรวบรวมโปรโมชั่น โค้ดส่วนลดพิเศษ ทุกกิจกรรมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น ตั๋วรถไฟ บัตรเข้าชม Universal ส่วนลดสายการบิน ส่วนลดที่พัก เอาเป็นว่าทุกการจองผ่านทางเว็บไซต์ด้านการท่องเที่ยวชื่อดังที่ทุกคนที่ชอบเที่ยวต้องรู้จักอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น Klook, KKDay, Trip.com, Agoda, Booking และอื่นๆอีกมากมาย!

แนะนำให้เข้ามาดู เข้ามาเช็คกันทุกเดือนนะฮะ มีดีลเด็ดๆ โค้ดส่วนลดพิเศษ ใช้ได้ทันที จะมาอัพเดทกันตลอดทั้งปีเลย 🙂


โค้ดส่วนลด KLOOK ใช้ได้ทันที

Klook เว็บไซต์ท่องเที่ยว กิจกรรม มาแรงแซงทุกทางโค้ง ที่จะทำให้คนรักการท่องเที่ยว เที่ยวได้แบบอุ่นใจ กว้างไกลและครอบคลุมทั่วโลก และยังมี Partner ด้านการท่องเที่ยวเพียบ ไม่ว่าจะเป็น สายการบิน สวนสนุก ซึ่งแน่นอนทุกดีลและกิจกรรมเป็นราคาที่ดีที่สุดจะรวบรวมไว้บนเว็บ Klook อยู่แล้ว

เราเลยขออาสารวบรวมโปรโมชั่น โค้ดส่วนลด KLOOK มาให้ทุกคน! โดยสามารถกดเข้ามาชม มาใช้ส่วนลดในการจองทุกกิจกรรมของทาง Klook ได้ทุกเดือนเลย

สำหรับเดือนสีชมพูแบบนี้ กับเทศกาลซากุระในเดือนแห่งความรัก ออกไปเที่ยวแบบคุ้ม ๆ กับคนที่รู้ใจ! ด้วยโค้ดส่วนลด 120 บาท เมื่อจองกิจกรรมครบ 1,500 บาทขึ้นไป

วันนี้ – 29 ก.พ. 2563 เท่านั้น

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด
  • ไม่สามารถใช้ส่วนลดได้กับกิจกรรม Universal Studios Japan , JR Pass เเละ Swiss Pass

และใครที่มีแพลนจองขั้นต่ำ 3,500 บาทขึ้นไป ได้ส่วนลด 420 บาท ใช้โค้ดตามด้านล่างนี้ได้เลย

วันนี้ – 29 ก.พ. 2563 เท่านั้น

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด
  • ไม่สามารถใช้ส่วนลดได้กับกิจกรรม Universal Studios Japan , JR Pass เเละ Swiss Pass

โค้ดส่วนลด KKDay ใช้ได้ทันที

KKDay เว็บไซต์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ เว็บดีลท่องเที่ยวอันดับ 1 ในเอเชีย และไม่ใช่ว่าจะมีแต่กิจกรรมการท่องเที่ยว ยังรวบรวม Local Tour รวมถึง บัตรเข้าชม ตั๋วโดยสาร SimCard เรียกได้ว่าครบ จบ ในที่เดียว

เราเลยขออาสารวบรวมโปรโมชั่น โค้ดส่วนลด KKDay มาให้ทุกคน! โดยสามารถกดเข้ามาชม มาใช้ส่วนลดในการจองทุกกิจกรรมของทาง KKDay ได้ทุกเดือนเลย

สำหรับเดือนนี้เน้นไปที่แพ็คเก็จท่องเที่ยวภายในประเทศ ใครมีแพลนเดินทางเที่ยวไทย หรือหากิจกรรมอะไรสนุกๆอยู่ แนะนำเลยฮะ

รับไปเลยส่วนลด 10% เพียงใส่โค้ดส่วนลด  สำหรับแพ็คเกจท่องเที่ยวภายในประเทศที่ร่วมรายการ

  • ระยะเวลาโปรโมชั่น วันนี้ – 31 มี.ค. 2563
  • ระยะเวลาเดินทาง วันนี้ – 31 ส.ค. 2563
  • หมายเหตุ: ส่วนลดมีจำนวนจำกัดสำหรับ 100 คนแรกเท่านั้น 
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ต้นปีนี้แพลนจะไปเที่ยวไหน แค่ใส่โปรโมชั่น โค้ด ของ KKday ก็รับไปเลยส่วนลดพิเศษ!

จองแพคเกจท่องเที่ยวใดก็ได้ตั้งแต่ 4,670 บาทขึ้นไป รับทันทีส่วนลด 623 บาท หรือ จองแพคเกจท่องเที่ยวใดก็ได้ตั้งแต่ 3,114 บาทขึ้นไป รับทันทีส่วนลด 312 บาท เพียงใส่โค้ดส่วนลด

  • ส่วนลดไม่รวม Universal Studio Japan, JR pass, Kansai Thru Pass & Osaka Amazing Pass
  • ราคาอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับค่าเงิน ณ ขณะจอง
  • ระยะเวลาการจอง: 7 ก.พ. – 31 มี.ค.2563
  • ระยะเวลาการเดินทาง: 7 ก.พ. – 30 มิ.ย.2563

และหากใครกำลังหาแพลนเที่ยวอยู่ ยังไม่รู้จะไปไหน สามารถติดตามทริปท่องเที่ยวอื่นๆของเราได้ทาง >> https://247journey.in.th เลยฮะ

Read More

Wellnex Clinic คลินิกกายภาพบำบัด มิติใหม่ของการรักษาออฟฟิศซินโดรม

Wellnex

Wellnex Clinic คลินิกกายภาพบำบัด มิติใหม่ของการรักษาออฟฟิศซินโดรม

หลังจากทำงานอย่างหนักมาทั้งปี มาเริ่มต้นปี 2020 ด้วยสิ่งดีๆ ตอบแทนร่างกายของเรากันดีกว่าฮะ โดยเฉพาะหนุ่มสาวยุคใหม่หรือใครที่มีอาการเจ็บปวดหัวใจ เอ้ย!หัวไหล่ 55555

วันนี้เราอยากชวนมาทำความรู้จักวิธีการรักษาออฟฟิศซินโดรม โรคฮิตของกลุ่มคนทำงานที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมนานๆๆๆแบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาว Travel Blogger อย่างเราฮะ เวลาไปทริปต้องแบกของหนักๆ กลับมาทำ Content นั่งหน้าคอมยาวๆไป สุดท้ายก็มีอาการปวดและตึงแบบเรื้อรังเลยล่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณจุดเดียวกัน แถวๆคอ บ่า ไหล่ ซึ่งถ้าเป็นหนักเนี่ยมันอาจจะลามไปที่แขน หรือ ร้าวไปถึงศีรษะ และถ้าทิ้งเอาไว้นานและไม่ได้รับการรักษามันมีโอกาสจะลุกลามไปอาการอื่นๆได้ด้วยล่ะ สุดท้ายจากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่เฉยยย!


WELLNEX CLINIC

WELLNEX คลินิกกายภาพบำบัด ที่บรรยากาศอาจจะดูไม่ซีเรียสเหมือนคลินิกกายภาพเท่าไหร่ ฟิลลิ่งแบบ Luxury Health Spa ที่หรูหราแต่ก็ดูผ่อนคลายไปในตัวมากกว่าฮะ จุดเด่นของที่นี่คือนอกจากบรรยากาศของคลินิกที่ดูดีมากๆแล้ว ยังสามารถช่วยเหลือทุกคนได้ในเรื่องอาการปวดเมื่อย แก้อาการ รักษาออฟฟิศซินโดรม รวมไปถึงอาการอื่นๆอย่างพวกรองช้ำแบบนี้ด้วยนะ อุปกรณ์ก็ทันสมัยสุด นวัตกรรมใหม่ๆนำเข้ามาจากยุโรป นักกายภาพก็มีความเชี่ยวชาญ วิเคราะห์การรักษาได้อย่างตรงจุด กับราคาที่คุ้มค่า เอาเป็นว่าถ้าใครมีปัญหาเรื่องปวดเมื่อยนึกถึงที่นี่ ตอบโจทย์สุดฮะ!

ส่วนโลเคชั่นเดินทางง่าย ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่เลย เส้นเลียบด่วน-รามอินทราฮะ คลินิกตกแต่งด้วยลายหินอ่อนสีขาว ดูสะอาด โล่งโปร่งสบายตา แค่เดินเข้ามาก็ได้รับการต้อนรับจากพี่ๆพนักงานอย่างดี ได้ฟีลเหมือนได้อยู่ในสปาเลยล่ะฮะ คิดว่าน่าจะถูกใจสาวเล็กสาวใหญ่ทีเดียว

ปกติเวลาปวดเมื่อย เราก็นึกถึงร้านนวดแผนไทยอะไรแบบนี้ใช่ไหมฮะ ซึ่งเวลาไปนวดเนี่ยก็จะมีอาการระบมและบางทีมันเข้าไม่ถึงจุด หรือกล้ามเนื้อชั้นในที่เป็นต้นเหตุของอาการ แต่ถ้ามารับการรักษากับนักกายภาพบำบัดมันก็จะตรงจุดมากกว่า เหมือนมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษารวมถึงรักษาอาการให้ด้วย

ซึ่งการรักษาของที่นี่ก็จะมีหลายระดับแล้วแต่อาการฮะ เริ่มตั้งแต่การยืดกล้ามเนื้อด้วยตัวเอง รู้จักเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ออกกำลังกาย หรือพยายามปรับเปลี่ยนท่านั่งเวลาทำงาน แต่สำหรับใครที่มีอาการปวดมาก ไม่อยากทนเจ็บทนปวดเป็นเวลานานๆ อีกหนึ่งวิธีที่เป็นเหมือนทางลัด คือการปรึกษานักกายภาพบำบัดฮะ ซึ่งการรักษาที่นี่ช่วยบรรเทาอาการอย่างตรงจุด โดยนักกายภาพผู้เชี่ยวชาญที่มั่นใจได้ว่าปลอดภัยแน่นอน

หลังจากสอบถามข้อมูล ตรวจวัดความดันและอุณหภูมิร่างกาย การรักษาของที่นี่จะเริ่มจากการตรวจอาการฮะ เพราะแต่ละคนจะมีบริเวณและระดับอาการเจ็บที่ไม่เหมือนกัน นักกายภาพจะประเมินอาการและวิธีการที่จะใช้รักษา ซึ่งครั้งนี้ปัญหาของเราก็คือโรคออฟฟิศซินโดรมนี่แหละฮะ เรามีอาการปวดบริเวณต้นคอไปจนถึงบ่า เนื่องจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน รวมถึงการแบกกระเป๋าหนักหลังจากที่ไปออกทริปมานั่นเอง >//<

สำหรับการรักษาใช้ระยะเวลาคร่าวๆประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ข้อดีของที่นี่คือการรักษาทุกเคสจะเป็นห้องเดี่ยวทั้งหมดฮะ มีความเป็นส่วนตัวมาก โดยเริ่มจากนักกายภาพฯ จะทำการพูดคุยและสอบถามเกี่ยวกับอาการปวดก่อนฮะ วิถีชีวิตประจำวันต่างๆที่น่าจะเกี่ยวข้องกับอาการปวด เพื่อที่จะรักษาให้ตรงจุดมากที่สุด

หลังจากนั้นก็จะเริ่มลงมือล่ะฮะ เริ่มจากการนวดเพื่อผ่อนคลาย เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับการนวดมาบ้าง แต่การนวดของที่นี่จะเป็นการนวดเฉพาะจุดตรงที่เรามีปัญหาฮะ คือถ้าเรามีอาการปวดหลายจุด ทางคลินิกจะรักษาบริเวณที่มีอาการมากที่สุดก่อน เพื่อจะได้ใช้เวลาการรักษาได้อย่างเต็มที่

หลังจากการนวดด้วยมือแล้ว จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Shock Wave หรือคลื่นกระแทกฮะ เครื่องนี้จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนไปยังเนื้อเยื่อบริเวณที่มีการอักเสบหรือบาดเจ็บกระตุ้นให้เนื้อเยื่อให้หลั่งสารลดการอักเสบ ลดอาการปวดและฟื้นฟูเนื้อเยื่อจุดนั้นโดยไม่ต้องใช้ยา สารเคมีหรือการผ่าตัดให้วุ่นวาย ในขั้นตอนนี้อาจจะเจ็บซักหน่อยในช่วงแรก แต่รู้สึกได้ว่ามันโดนและตรงจุดมากกกก จนเรารู้สึกชอบความเจ็บปวดนี้ไปเลยล่ะ ฮ่าๆๆ

ต่อด้วยการ Ultrasound หรือ High Power Laser ต่อเลยฮะ โดยทั้งสองอย่างเป็นคลื่นที่ให้ความร้อนเหมือนกัน ทางนักกายภาพจึงจะประเมินอาการและ เลือกใช้วิธีการใดวิธีหนึ่งเท่านั้นล่ะฮะ ขั้นตอนนี้จะช่วยลดอาการบาดเจ็บและระบมของเนื้อเยื่อลง และต่อด้วยการนวดกดคลายและยืดกล้ามเนื้ออีกครั้ง เพื่อช่วยคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อล่ะฮะ

สุดท้ายก็จะจบด้วยการประคบร้อนประมาณ 10-15 นาทีฮะ แผ่นเจลอุ่นๆจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น ความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยลดอาการบาดเจ็บ ปวดเกร็งและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ ในช่วงนี้เราจะได้นอนหลับตาสบายๆ กับเสียงเพลงเบาๆในห้อง ยิ่งช่วยให้รู้สึก relax มากขึ้นจริงๆฮะ

นอกจากโรคออฟฟิศซินโดรมที่กำลังฮ็อตฮิตอยู่นี้ อาการเจ็บปวดบริเวณอื่นๆ เช่น โรครองช้ำ เอ็นอักเสบ รวมถึงการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ก็สามารถมาปรึกษาที่นี่ได้เช่นกันฮะ

หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะสงสัยกัน ทำไมในห้องต้องเป็นแสงสีฟ้าๆด้วย ใช้ไฟสีขาวธรรมดาไม่ได้หรอ? บอกเลยฮะว่านี่เป็นอีกไฮไลท์ของที่นี่ เพราะเค้าบอกว่า แสงสีฟ้านี้ที่มีติดตั้งแต่ทางเดินและภายในห้อง จะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นอีกด้วยฮะ

สรุปนะฮะ โดยส่วนตัวจากที่เข้าไปใช้บริการกับทาง WELLNEX CLINIC นอกจากบรรยากาศที่ดูโมเดิร์นและสวยงามมากกว่าคลินิกทั่วไป ห้องที่ใช้ทำการรักษาจัดแบ่งเป็นสัดส่วน มีนักกายภาพมืออาชีพคอยดูแล สามารถตรวจรักษาได้อย่างตรงจุด เราก็มั่นใจไม่กังวล และยังมีอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้การรักษาอาการปวดรอบนี้ ไม่ต้องทนเจ็บ ไม่มีอาการระบม คือพอทำเสร็จแล้วไปใช้ชีวิตปกติได้ชิลล์ๆ และการบริการ ดูแลที่เกินการเป็นคลินิก แต่สุดท้ายแล้วนะฮะ ก็ต้องควบคู่กับการปรับพฤติกรรมของเราเองด้วย ทั้งการกลับไปยืดกล้ามเนื้อ ออกกำลังกาย และอื่นๆที่จะทำให้อาการปวดมันค่อยๆจางไป ไม่ต้องกวนใจอีกน่ะฮะ

สำหรับราคา เห็นว่าทางร้านมีจัดเป็นแพ็คเก็จโปรโมชั่นอยู่หลากหลาย ใครมีอาการปวดเมื่อยแนะนำว่าอย่าปล่อยไว้ อย่างน้อยลองทักไปปรึกษาดูก่อนก็ได้ฮะ 🙂

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/WellnexThailand/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : 082-497-9696


หากใครกำลังมองหาที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก ทริปเดินทาง สามารถติดตามพวกเรา 247Journey ได้ทาง >> https://247journey.in.th หรือ Facebook : https://www.facebook.com/247journeyy เลยฮะ

Read More

แพลนเที่ยว โตเกียว 3 วัน : Tokyo City Guide เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกด้วยตัวเอง

Tokyo-เที่ยวโตเกียว

แพลนเที่ยว โตเกียว 3 วัน : Tokyo City Guide เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกด้วยตัวเอง

โอฮาโย โกไซมัส! วันนี้ขอทักทายกันแบบสไตล์ญี่ปุ่นหน่อยฮะ พอดีช่วงต้นเดือนธค. ที่ผ่านมา เป็นทริปญี่ปุ่นครั้งแรกด้วยตัวเองของเราฮะ ก็จะตื่นเต้นหน่อยๆ มีคนบิ๊วเยอะ ว่าญี่ปุ่นเนี่ยเป็นประเทศที่ใครไปแล้วก็อยากกลับไปอีก ไปแล้วต้องไปซ้ำแน่ๆ อ่ะก็ว่ากันไป ก็เลยอยากไปลองกับตัวเองดูหน่อย เลยคิดว่าเก็บโซน โตเกียว ก่อนเลย น่าจะง่ายสุด ล่ะพอกลับมาแล้ว เอ้ออออ ขอตั๋วเครื่องบินหน่อยได้ไหม อยากกลับไปเดี๋ยวนี้เลย 555555 เอาเป็นว่าเกริ่นมากันเยอะแล้ว ญี่ปุ่นครั้งแรกของเราเป็นยังไงไปชมพร้อมๆกันเลยฮะ

ทริปนี้บินกับการบินไทย สายการบินแห่งชาติ และเพื่อให้ทริปของเราสะดวกกว่าที่เคย ไม่ต้องไปนั่งหน้างอ รอนานที่สนามบิน นอกจากจะจองตั๋วไปญี่ปุ่นผ่าน Traveloka แล้ว รู้ยังว่าตอนนี้สามารถเช็คอินออนไลน์ผ่าน Traveloka ได้แล้วนะฮะ คือปกติจองตั๋วเครื่องบินผ่านแอพ แต่เวลาอยากจะเช็คอินออนไลน์ต้องไปนั่งเปิดเว็บสายการบิน ซับซ้อนไปอีกกก แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้วจ่ะ! ดีมากก เลิฟมากก ที่เช็คอินออนไลน์ได้ง่ายๆแล้วเน้ออ ยิ่งถ้าทริปไหนไม่ต้องโหลดกระเป๋า โอยยย สะดวกสุด โดยสามารถเช็คอินออนไลน์กับ Traveloka ผ่านแอพลิเคชั่น หรือหน้าเว็บได้เลย เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ > https://www.traveloka.com/th-th/checkin 

สำหรับรีวิวนี้เราตัดตอนมาเฉพาะ โตเกียว (Tokyo) เท่านั้นนะฮะ ซึ่งก็แนะนำให้เที่ยวตามโซนตามภูมิภาคที่เค้าแบ่งกันไว้น่ะ มันประหยัดและก็ดีแบบที่ญี่ปุ่นเค้าแพลนไว้จริงๆ เราก็จะตะลอนในเมืองแค่ประมาณ 3 วัน สัมผัสความเป็นโตเกียว เต็มไปด้วยย่านชอปปิ้ง ของอร่อย กันให้แน่นๆไปเลย!

ส่วนเรื่องพาสการเดินทางใน โตเกียว ทริปนี้แนะนำเป็น 72 hour Tokyo metro pass ราคา 1,500 Yen/คน จะนั่งไปไหนมาไหนก็สะดวกสุดๆ (ส่วนใครชื่นชอบธรรมชาติ รอติดตามกันอีกนิด เดี๋ยวมีแพลนนอกเมืองมาให้ด้วยฮะ อิอิ)

Day 01

เริ่มต้นกันที่ Ueno ย่านขึ้นชื่อที่ใครๆก็ไปพัก เพราะว่าเป็นแหล่งใจกลางมีทั้งสถานี JR / Metro / Skyliner สามารถเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก และยังมีแหล่งชอปปิ้ง กิน เที่ยว เรียกได้ว่าครบในย่านเดียว

เป้าหมายแรกของเราวันนี้ก็คือ สวนอูเอโนะ (Ueno Park) สวนสาธารณะเก่าแก่ใจกลางเมืองฮะ การเดินทางก็ง่ายๆ ลง JR Ueno Station ได้เลย พอออกจากสถานีมา ฝั่งตรงข้ามจะเจอกับตลาดอะเมโยโกะ (Ameyoko shopping Street) ซึ่งเป็นถนนคนเดินสุดฮอต เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร บรรยากาศจะคึกคักตั้งแต่ช่วงเย็นๆจนไปถึงประมาณสามทุ่มฮะ แต่วันนี้เราออกกันแต่เช้า เลยเดินผ่านไปก่อน 555555

ซึ่งพอข้ามฝั่งมา สวนอุเอโนะ ก็จะอยู่ทางขวามือฮะ ก็เดินลัดเลาะเข้าไป ตอนแรกก็คิดว่าเป็นสวนเล็กๆธรรมดา แต่จริงๆที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องอุโมงค์ซากุระอยู่นะ หากใครมาช่วงเทศกาลซากุระ ต้องตระการตามากๆแน่ เพราะว่าเค้ามีต้นซากุระมากกว่า 1,000 ต้นเลยนะฮะ

และนอกจากจะเป็นสวนสาธารณะขึ้นชื่อแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่บริเวณนี้ด้วยนะ ทั้งสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ให้เลือกเที่ยวชม และสำหรับใครที่ชอบจิบกาแฟชิวๆ ยังมี Starbucks ภายในสวนอุเอโนะด้วยนะ บรรยากาศและดีไซน์ดูเรียบง่ายสบายๆ มีความเป็นญี่ปุ่น (ก็อยู่ญี่ปุ่นมั้ยอ่า 5555) มีพื้นที่ทั้ง Indoor / Outdoor นั่งมองกลุ่มเด็กนักเรียนเดินผ่านไปมา ใครชอบบรรยากาศฟีลร่มรื่นๆ แนะนำเลย

Ueno Park (สวนอุเอโนะ)

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/vn4ha2ZPQrmhZd1C8
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟ JR สาย Yamanote Line มาลงสถานี Ueno
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Ginza Line หรือ Hibiya Line มาลงที่สถานี Ueno

หลังจากเดินเล่นถ่ายรูปกันไปเรียบร้อยแล้ว เป้าหมายต่อไปของเราคือ ไปเดินเล่นชอปปิ้งที่ Shibuya แต่ระหว่างที่เดินลัดเลาะไปย่านชิคๆอย่าง Omotesando อยากแนะนำให้แวะร้านแซนวิสเล็กๆร้านนึงก่อนฮะ Sandwich & Coffee Ampere サンドイッチとコーヒー アンペア เราปักหมุดร้านนี้ไว้ และก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยล่ะ

ร้านแซนวิชเล็กๆใต้หอพัก เมนูหลักของที่นี่เลยก็คือแซนวิชนี่แหละฮะ มีทั้งแบบอุ่นร้อนประมาณ 6-7 ไส้ให้เลือก กับแบบพร้อมทานที่วางเรียงไว้ให้เลือกในตู้กระจก ส่วนเมนูเครื่องดื่ม ชา กาแฟ น้ำผลไม้ก็มีแบบง่ายๆ ไม่กี่เมนูฮะ มีนมถั่วเหลืองเป็นออฟชั่นเสริมเผื่อใครไม่ทานหรือแพ้นมวัวด้วยนะ

โดยที่ร้านเค้าก็จะมีแพ็คคู่ของเค้าด้วยนะ ถ้าซื้อแซนวิสคู่กาแฟจะได้รับส่วนลดบลาๆ เราเลือกลองไส้แฮมชีสฮะ ขนมปังแผ่นไม่หนามาก ประกบแฮมกับชีสแล้วปิ้งมาแบบกรอบมากกกก ชีสยืดดดเยิ้ม กัดไปเค็มๆนัวๆ กระดกกาแฟตามไปด้วยฟินสุด! เป็นเมนูธรรมดาๆที่อร่อยแบบไม่ธรรมดาเลย

Sandwich & Coffee Ampere サンドイッチとコーヒー アンペア

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/1TR7PZfqDsoNWEFz9
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟ JR สาย Yamanote Line มาลงสถานี Shibuya
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Ginza Line หรือ Hanzomon Line หรือ Fukutoshin Line มาลงที่สถานี Shibuya

หลังจากเติมพลังกันแล้ว แพลนของเราวันนี้ ก็เดินลัดเลาะกันไปเรื่อยๆ Shibuya-Harajuku-Omotesando ซึ่งเรียกว่าเป็นย่านฮิตที่ใครไป โตเกียว ก็จะต้องแวะไปล่ะฮะ จริงๆแล้วทั้งสามย่านนี้ไม่ไกลกันมาก สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านแบรนด์เนมหรู ร้านแฟชั่นแบร์นญี่ปุ่นเก๋ๆ และคาเฟ่น่ารักๆอีกเพียบ พูดได้ว่าแค่เดินก็เพลินมาก จนลืมเรื่องระยะทางไปเลย 55555

มาแวะกันที่ร้าน Luke’s Lobster กันหน่อยฮะ ร้านซีฟู้ดชื่อดังจากฝั่งอเมริกา ถ้าจะเรียกว่าแซนวิสไส้ทะลักก็คงไม่ผิด อย่างที่รู้กันคือความพรีเมี่ยมของไส้ ล็อบสเตอร์เนื้อเด้ง คลุกเคล้ากับซอสมายองเนส แต่ที่เด็ดความอร่อยของชิ้นนี้ต้องยกให้ขนมปังฮะ เนื้อปังดีมาก เข้ากันแบบไม่มีเงื่อนไข ถ้าไม่นับเรื่องราคา 5555

นอกจากล็อบสเตอร์ที่เป็นตัวท็อปฮิตแล้ว ยังมีไส้ปูอลาสก้ากับกุ้งด้วยนะ ตอนนี้ในญี่ปุ่นเองก็มีหลายสาขา สาขาที่เราไปนี้อยู่ที่ย่าน Omotesando ฮับ ไม่ต้องต่อคิวนาน เดี๋ยวไปร้านอื่นไม่ทัน XD

สำหรับย่าน Omotesando เราขอแนะนำสถานที่ถ่ายรูปยอดฮิต 2 ที่ฮะ จะอยู่บริเวณ ห้างโตคิว พลาซ่า โอโมเตซันโดะ ฮาราจูกุ (Tokyu Plaza Omotesando Harajuku) ตรงแยกเลย มุมแรกจะเป็นบริเวณทางบันไดเลื่อนทางเข้าห้าง เหมือนถ้ำกระจก สะท้อนไปมาแบบมีมิติ ดูแปลกตาดีฮะ เป็นมุมถ่ายรูปที่ถ่ายออกมายังไงก็สวย ถ่ายย้อนแสงยังสวย!

ส่วนด้านบนดาดฟ้าของห้างโตคิว พลาซ่า มี Starbucks Coffee ที่เป็นอีกร้านสตาบัคที่มีทีเด็ดเป็นวิวมุมสูง น่าไปถ่ายรูปสุดๆ บรรยากาศด้านบน Rooftop เนรมิตเป็นสวนลอยฟ้า มีที่นั่งให้เลือกเยอะแยะมาก แล้วแต่มุมที่ชอบเลย ซึ่งมุมด้านบนเนี่ย มันสามารถมองเห็นสี่แยก Jingumae ใครที่ชอบถ่ายภาพแนว Street บอกเลยว่าถูกใจ จะได้เห็นความเป็นโตเกียว ผู้คนพลุกพล่าน ใครที่เดินชอปปิ้งมาเหนื่อยๆ แวะมาพักจิบกาแฟกันบนนี้ บอกเลยว่ามีแรงเดินลุยต่อแน่นอนฮะ

Tokyu Plaza Omotesando Harajuku

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/C6jkFGdz6yLGXe2s5
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟ JR สาย Yamanote Line มาลงสถานี Harajuku
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Chiyoda Line หรือ Fukutoshin Line มาลงที่สถานี Meiji-jingumae <Harajuku>

หลังจากถ่ายรูปกันพอประมาณ เราก็จะเดินไปเที่ยว อีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของ โตเกียว ที่คนไปเช็คอินกันเยอะ ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Shrine) เป็นศาลเจ้าชื่อดังที่ไม่ควรพลาด ถ้ามาเที่ยวโตเกียวฮะ ลองไปขอพรกันได้ เห็นว่าดังเรื่องความรักด้วยแหละฮะ และนอกจากจะมีความโด่งดังเป็นศาลเจ้าที่ใครๆก็หลงรักแล้ว ต้องบอกว่าที่นี่มีทัศนียภาพ บรรยากาศที่ร่มรื่นมากกกกก ชอบมากกก ทางเดินเข้านี่คือไม่ต้องกลัวแดด บรรยากาศเป็นต้นไม้ใหญ่ยักษ์ ยิ่งตอนเดินออกเราทะลุมาอีกทาง คือป่ากลางโตเกียว ดีๆเองนี่แหละฮะ 55555

ปิดท้ายวันกันด้วยของอร่อยกันดีกว่าฮะ เรามูฟไปที่ย่าน Akihabara สายโอตะ สายเกมส์ สายของเล่น เป็นย่านที่หนุ่มๆค่อนข้างเลิฟกันมาก ความตลกของเราก็คือ จริงๆร้านอาหารที่เราจะไปกันนี้มีที่สาขา Harajuku ด้วยนะ แต่ก็กลัวคนเยอะ กับอีกอย่างคืออยากไปเดินเล่นสัมผัสบรรยากาศย่านนี้ด้วย เลยลองมาที่นี่ดูดีกว่า

Roast Beef Ohno ข้าวหน้าเนื้อย่างชื่อดัง ราคาเป็นมิตร เมนูแนะนำ Black Wagyu Roasted Beef Rice เนื้อวากิว A4 สไลด์แผ่นใหญ่ๆ ย่างมานิดๆแบบไม่สุกมาก ทาด้วยซอสของทางร้าน ด้านบนมีไข่แดงตรงกลาง ทางร้านแนะนำให้ชิมเนื้อเปล่าๆก่อนคำแรกให้ได้รสเนื้อแบบเต็มที่ฮะ

หลังจากนั้นก็ทำการเจาะน้องไข่ ทานกับข้าวญี่ปุ่นละอ่ะหืมมมม ละมุนมาก มีผักกะหล่ำปลีหมักรสเปรี้ยวมาแก้เลี่ยน และมี mountain wasabi กับครีมชีสมาให้ด้วย ตบท้ายด้วยซุปหางวัวใสรสอูมามิ จบจานนี้ไขมันเราก็เพียงพอสำหรับต่อสู้กับความหนาวแล้ว ฟินนนพริ้มสุดๆสำหรับค่ำคืนนี้ไปเลย >3

Roast Beef Ōno Akihabara

  • Google Maps : https://g.page/roastbeefohno_akihabara?share
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟ JR สาย Yamanote Line มาลงสถานี Akihabara
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Hibiya Line มาลงที่สถานี Akihabara

DAY 02

Day 2 : ด้วยความที่หลงรักขนมปังมาก ร้านนี้เป็นอีกร้านที่เราปักหมุดไว้เช้านี้เลยล่ะฮะ Centre The Bakery มีเป็นโซน Restaurant ไว้สำหรับนั่งทานเมนูอื่นๆได้ด้วย ไฮไลท์คือมีให้ปิ้งขนมปังด้วยตัวเอง การตกแต่งร้านที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นยุโรปนิดๆ กับความน่ารักแบบมีกิมมิคที่ทางร้านจะให้คนที่ไปทานมีส่วนร่วมในความอร่อยไปด้วย และขนมปังเค้าเด็ดจริงๆเลยได้รับความนิยมมากๆเลยล่ะ

เมนูคลาสสิคของที่นี่คือขนมปังปิ้ง ใช่ฮะ อ่านไม่ผิด 555 ขนมปังปิ้งธรรมดาเนี่ยแหละ แต่ที่ร้านจะมีขนมปังพื้นฐานให้เลือก 3 แบบฮะ แบบแรกเป็นขนมปังสไตล์ญี่ปุ่น ทางร้านแนะนำให้กินแบบไม่ต้องปิ้ง กินแบบเปล่าๆเนี่ยแหละฮะ เพื่อให้ได้สัมผัส Texture และรสชาติของขนมปังมากสุด ส่วนตัวว่าเนื้อขนมปังนุ่มออกไปทางเหนียว เคี้ยวมันส์เลย หลังจากนั้นก็จัดแผ่นที่สองกันต่อ 55555 สำหรับแผ่นนี้จะเป็นขนมปังสไตล์อเมริกัน ปิ้งแล้วจะกรอบนอกนุ่มใน คือดี! ส่วนแบบสุดท้ายคือขนมปังสไตล์บริติชฮะ เอาใจคนที่ชอบขนมปังแบบกรอบๆ ซึ่งเราก็คือหนึ่งในนั้น โอยยยย ประทับใจ >3

ความครีเอทของคือทางร้าน จะให้เราไปหยิบเครื่องปิ้งขนมปังมาทำการปิ้งเอง มีความน่ารักอ่ะ เลือกเครื่องปิ้งขนมปังตามแบบที่ชอบ แต่ละเครื่องที่บอกเลยว่าสีสัน ดีไซน์น่ารักมากๆ อยากหิ้วกลับบ้าน ฮ่าๆ โดยระยะเวลาที่แนะนำคือ 2 นาทีฮะ อาจจะมากหรือน้อยกว่าก็ตามแต่เราชอบ จะมีให้เลือกด้วยว่าจะรับเป็นเซ็ตคู่เนยกับแยมด้วยมั๊ย และในเซ็ตจะมีนมหรือชาหอมๆไว้ให้ฟรีแก้วนึงด้วยฮะ

Centre The Bakery

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/vX827qLAb3i5ZXNd8
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟ JR สาย Yamanote Line มาลงสถานี Yurakucho
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Yurakucho Line มาลงที่สถานี Ginza-itchome

สำหรับแพลนวันนี้ตั้งใจไปเดินเล่นย่านฮิปๆ Naka-Meguro และ Daikanyama ซึ่งส่วนตัวค่อนข้างชอบฟีลสองย่านนี้มาก เป็นอารมณ์แบบฮิปๆสโลว์ไลฟ์ คนไม่พลุกพล่านวุ่นวาย สามารถเดินเล่นเพลินๆได้ตลอดวัน เรามาเริ่มกันที่ Naka-Meguro กันก่อนฮะ สำหรับย่านนี้ไฮไลท์คือจะเป็นทางเดินริมแม่น้ำ Meguro อยากให้ทุกคนสลัดภาพแม่น้ำลำคลองบ้านเราในหัวออกให้หมด เพราะญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่นจริงๆ!

สะอาดสะอ้านมากกกกเกินเบอร์ นี่คือถ้าต้องเดินไปทำงานทุกวัน ก็จะเดินอ่ะ ฮ่าๆ สำหรับย่านนี้แล้ว จริงๆนางเป็นย่านสุดฮอตช่วงเทศกาลซากุระนะ ลองจินตนาการจากใบสีเหลืองๆเป็นสีชมพูดิ งามขน๊าดแน่นอน! แต่ก็นั่นแหละด้วยทางเดินที่ค่อนข้างร่มรื่น วิวคลองสวยๆ แบรนด์สโตร์ ร้านมือสอง คาเฟ่ ร้านอาหารให้เลือกแวะ และที่สำคัญผู้คน ไม่ได้พลุกพล่านเหมือนย่านอื่น เราว่ามันเป็นเสน่ห์ของย่านนี้ ที่ไม่ว่าเทศกาลไหนก็สามารถมาเที่ยวเล่นได้ตลอดเลย

เดินเล่นกันไปเรื่อยๆ ก็เดินต่อกันไปถึงอีกย่านฮิปๆอีกที่นึงได้เลยฮะ นั่นคือย่าน Daikanyama นั่นเอง ซึ่งเป้าหมายของเราวันนี้คือ Daikanyama T-Site เค้าว่าเป็น Community ที่ค่อนข้างฮิตของวัยรุ่น มีร้านหนังสือ Tsutaya Books มีร้านเครื่องเขียน / Music Store / Gadget / ร้านอาหาร และก็เจอ Starbucks อีกแล้วจ้าาา ต้องบอกว่าสตาบัคในญี่ปุ่นแต่ละที่มีความ Unique มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมากในแต่ละสาขา สำหรับสาขานี้ด้านในก็จัดเป็นมุมโต๊ะหันหน้าออกทางกระจกเพื่อให้เห็นวิวสวนย่อมๆ ส่วนด้านนอกก็เป็นโต๊ะ นั่งอ่านหนังสือ ทำงานกันเพลินๆกลางบรรยากาศดีๆ

ด้วยดีไซน์ทันสมัยเป็นเอกลักษณ์ของย่านนี้ เราว่ามันดูเป็นฟิลแบบเต็มไปด้วยความ Creative ดีแหละ เป็นอีกย่านในโตเกียวที่เราอยากให้ลองเดินเล่นกันนะฮะ

Daikanyama T-Site


หลังจากเดินเหนื่อยเตร็ดเตร่กันมาทั้งวัน มื้อบ่าย+เย็นของเราวันนี้ ขอรวบตึง จะไปหาซูชิอร่อยๆกินกันฮะ มาถึงญี่ปุ่นทั้งที ไม่กินซูชิได้ไงเล่าาา และจะพลาดร้านนี้ไปไม่ได้เลย Sushi No Midori ร้านซูชิคุณภาพดี ที่การันตีว่าราคาน่าคบหา ร้านนี้เป็นร้านขึ้นชื่ออยู่แล้วฮะ หลายๆคนอาจได้ยินกันมาบ้าง จริงๆแล้วร้านนี้มีหลายสาขาเลยนะ แต่สำหรับสาขาที่จะแนะนำคือ สาขา Akasaka Biz Tower นี้ฮะ คาดว่าน่าจะคนน้อยสุดแล้ว 55555

แต่ก่อนจะทำทุกอย่าง สิ่งแรกที่ต้องทำคือเข้าไปกดคิวที่ตู้หน้าร้านกันก่อนเลย จองคิวเสร็จจะไปเดินเล่น เข้าห้องน้ำรอก็ตามสบายเลย เพราะเห็นคนน้อยๆแบบนี้ เรารอไปประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงเลยจ่ะพี่จ๋า 55555 อีกเหตุผลที่ทำให้ร้านนี้ค่อนข้างดังในหมู่นักท่องเที่ยวก็คือเมนูเค้ามีภาษาอังกฤษและรูปให้ดูฮะ เค้าจะจัดเซ็ตซูชิต่างๆให้เราเลือกตามชอบเลย ส่วนเราเลือกเซ็ตรวม(เกือบใหญ่สุด)ไป มีทั้งหมด 10 คำ ฟังเหมือนน้อยแต่พอยกมาเสิร์ฟทำเอาตาโตเลยนะ โอ้วว!

ข้าวปั้นหน้าปลาดิบต่างๆ ปลาสดอร่อย ไม่คาว ข้าวเปรี้ยวนิดๆ มีวาซาบิใส่มาให้เบาๆ (ตอนเราสั่งออเดอร์ พนักงานจะถามว่าสามารถทานวาซาบิด้วยมั้ย ถ้าใครไม่ชอบหรือไม่ทานเผ็ดก็สามารถบอกได้ฮะ) ปลาไหลนุ่มมมหวานมาก ชิ้นใหญ่แทบคีบไม่ขึ้น ส่วนท่ากินไม่ต้องคิดถึง ต้องอ้าปากกว้างเบอร์ไหนถึงจะงับหมด XD อ้อ..เซ็ตนี้เค้าจะมีไข่ตุ๋นกับสลัดมันปูเสิร์ฟมาให้ด้วยนะฮะ ราคารวมอยู่ที่ 2,000 เยนเท่านั้นเองง่ะ ผู้หญิงตัวเล็กๆของเราอิ่มแบบตาจะปิด อิอิ

แต่ถ้าใครไม่อยากทานเป็นเซ็ต สามารถสั่งเป็นคำๆได้เหมือนกันฮะ ปลาชิ้นใหญ่เต็มคำเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือใหญ่เท่าไอโฟนเลย เย้! <3

Sushi No Midori

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/5X9NxbXGzPaH1Vjf7
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Chiyoda Line มาลงที่สถานี Akasaka

แพลนกลางคืนวันนี้ เราตั้งใจจะไปดูงานไฟกันซักหน่อยฮะ เลยตัดสินใจเลือกไปย่าน Roppongi เห็นว่ามีงานไฟจัดอยู่เกือบทุกปี โดยเป้าหมายคืนนี้จะอยู่ที่ Tokyo Midtown ฮะ ซึ่งก่อนที่จะไปดูไฟค่ำคืนนี้ เราขอไปแวะ National Art Center ของที่นี่กันซะหน่อย เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเลยฮะ และที่นี่จะเน้นเป็นนิทรรศการหมุนเวียน มีงานนิทรรศการน่าสนใจๆให้ชมกันอยู่เสมอ

ดีไซน์อาคารมีความสวยมาก ทำเป็นกระจกรอบตัวอาคาร ด้านในนอกจากจะเป็นสถานที่ใช้จัดแสดงงานศิลป์แล้ว ยังมีพื้นที่ร้านคาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก ร้านดีไซน์เก๋ๆอีกด้วยฮะ แต่สิ่งที่เราชอบคือนอกจากโซนเหล่านี้แล้ว มันจะมีพื้นที่นั่งภายใน แค่มานั่งพักผ่อนหย่อนใจด้านในก็ชื่นใจแล้วอ่ะ

The National Art Center, Tokyo 国立新美術館

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/wiY24HvTY3GJnTMY6
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Chiyoda Line มาลงที่สถานี Nogizaka

ไปลุยต่อกับเทศกาลงานประดับไฟสวยๆส่งท้ายค่ำคืน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำหรับการมาเที่ยวฤดูหนาวของญี่ปุ่นฮะ ซึ่งงาน Winter Illuminations นี้จะจัดขึ้นหลายๆพื้นที่เลยนะ แต่ละพื้นที่จะมีธีมที่ต่างกันไป เราเลือกมาชมที่ Tokyo Midtown สถานี Roppongi มีจัดแสดงงาน MIDTOWN CHRISTMAS 2019 ซึ่งงานนี้จัดมาติดต่อกันถึง 13 ปีแล้วนะฮะ โซนการจัดแสดงเค้าอลังการสุดๆเลย ซึ่งก็จะอยู่โซนไม่ไกลกันมาก ไล่เข้ามาแบบเบาๆก่อน ในห้าง ตามถนน และมาถึงโซนนี้ที่จัดแสดงในธีม Space Phenomenon เจ๋งเว่อร์!

Tokyo Midtown 東京ミッドタウン

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/TzF1SF94YNvY5J8MA
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Oedo Line หรือ Hibiya Line มาลงที่สถานี Roppongi

DAY 03

วันสุดท้ายในโตเกียว มีแพลนไปตามกินร้านเด็ดติดดาว มิชลินสตาร์ สองร้านฮะ เลยแพลนเวลาค่อนข้างหลวมหน่อย เผื่อเวลาต่อคิว เริ่มต้นกันที่ Tsuta Japanese Soba Noodle ร้านราเมน ร้านแรกที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ (ปี2015) บางคนอาจเคยไปทานร้านนี้ตอนอยู่ที่ Sugamo แต่เราขอมาอัพเดตหน่อยนะฮะ ตอนนี้ร้าน Tsuta ย้ายมาอยู่ที่ย่าน Shibuya แล้วเน้ออ ซึ่งบังเอิญมากกก เรามีโอกาสไปทันวันเปิดร้าน Soft Opening วันแรกเลยล่ะฮะ อิอิ

ชาวบ้านที่อยู่ละแวกข้างๆก็คงจะตื่นเต้นกับแถวคิวที่ยาวเหมือนเรานี่ล่ะ ร้านนี้เปิดตั้งแต่เวลา 11.00 น. ไม่ต้องไปรอจองรับ Ticket แล้วกลับไปกินตามเวลาแบบแต่ก่อนแล้ว แต่ใช้วิธีใครมาก่อนก็ต่อคิวก่อน แล้วเราก็ต่อแถวรอคิวกันไปประทานเกือบ 2 ชั่วโมงเช่นเดิม 55555

ร้านราเมนชั้นใต้ดินเล็กๆ มีโต๊ะและที่นั่งตรงเคาน์เตอร์รวมประมาน 20 ที่ กับเมนูราเมนที่มีน้ำซุปให้เลือก 3 แบบหลักๆ คือ Shoyu sauce (soy sauce), Shio (salt) และ Miso โดยเส้นที่นี่เค้าจะใช้เส้นโซบะล่ะฮะ ราคาเริ่มต้นชามละ 1,300 เยน แต่ถ้าใครอยากเพิ่มความหอมฟิน แนะนำให้ใส่ black truffle เพิ่มไปก็จะตกอยู่ที่ชามละ 2,900 เยนฮับ

ร้านนี้เค้าจะเน้นในเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ เส้นโซบะทำสดใหม่ texture จะไม่ได้นุ่มแต่ก็ไม่ได้แข็งจนเกินไป มันเป็นเนื้อสัมผัสที่ฟินมากเวลาที่คีบเส้นเข้าปากแล้วซูดดดด ความพีคที่มากกว่าคือน้ำซุปเค้าล่ะฮะ เราสั่งทั้ง Shoyu และ Shio ทั้งสองอย่างคือกลมกล่อมลงตัว เป็นน้ำซุปแบบใส ทำให้รู้สึกทานง่าย ซดหมดถ้วยก็ไม่เลี่ยน รสน้ำซุปไม่จัดแต่ให้สัมผัสที่ครบในเรื่องของความอร่อย

Tsuta Japanese Soba Noodles蔦

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/i2W5QfAkXPePJ8Wy5
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Chiyoda Line มาลงที่สถานี Yoyogi-Uehara

อย่างที่บอกจริงๆแล้วตอนแรกเข้าใจว่า Tsuta ร้านราเมนมิชลินตั้งอยู่ที่ Sugamo ก็เลยตั้งใจไปพักแถวนั้น (มีความตั้งใจกับการกินสุดๆ) และคิดว่าจะหาสถานที่เที่ยวที่ย่านนั้นไปบ้าง แต่พอไปถึงแล้วบังเอิญไปอีกว่าร้านย้ายไปแล้ว 5555 นั่นแหละเป็นความโชคดีที่ทำให้เราไปรู้จักกับ Sugamo Jizo-dori ถนนคนเดินอีกที่ที่น่าสนใจใน โตเกียว ตั้งอยู่ที่ย่านซูกาโม่ (Sugamo) ไม่ไกลจาก JR และ Tokyo Metro เลยฮะ

ความน่าสนใจคือที่นี่เป็นอีกย่านที่ค่อนข้างมีความน่ารัก หากใครอยากสัมผัสอีกบรรยากาศของ โตเกียว มีความ local ไม่วุ่นวายมากเกิน ที่นี่ได้รับฉายาว่า ฮารุจุกุคุณยาย เป็นเหมือนศูนย์รวมคนสูงวัย ซึ่งหากไปช่วงวันที่ 4/14/24 จะมีงานเทศกาลวัด Koganji ซึ่งอยู่ในถนนนี้แหละ จะมีร้านขายของเต็มสองข้างทางเลย ตอนแรกคิดว่าถนนคนเดินทั่วไป มีผู้สูงอายุมาบ้าง แต่พอไปจริงๆ สูงอายุแบบสูงงงงงงงจริ๊งงง ตื่นตาตื่นใจดีฮะ มีความน่ารักในแบบของคุณตาคุณยายอ่ะ

การันตีว่ามีความน่าเดินเลยแหละ แล้วก็มีของกินน่ากินตลอดทางเต็มไปหมด! เรียกได้ว่าชิมกันจนสนุก ร้านไหนคนต่อคิวเยอะ ไม่พลาดที่จะแวะเข้าไปลอง 5555

ส่วนนี่เป็น 4 อย่างที่เราขอ Recommend ถ้าใครมาแวะเที่ยวถนนคนเดินที่นี่ฮะ อันแรกเป็นลูกชิ้นทอดอะไรซักอย่างคนต่อคิวเยอะมากกกก ทอดมาร้อนๆอร่อยเว่อร์! ส่วนอันที่สองเป็นที่ฮอตฮิตของผู้สูงวัยเลย หน้าตาคล้าย ดังโงะ ต้มร้อนๆ กลิ่นเหมือนปลาหมึก Texture เหมือนบุก แต่อร่อยเฉยย 5555 และอันต่อมาเป็น ไอติมงาดำ ร้าน GOMA FUKUDO งาแน่นๆอร่อย

ส่วนไฮไลท์อย่างสุดท้าย เซมเบ้ ร้านนี้อยู่ต้นซอยเลยฮะ อร่อยไม่ไหวแล้ววว มีเซมเบ้หลายแบบให้เลือกซื้อฮะ แต่ถ้าอยากกินเดี๋ยวนั้นเลย แนะนำตู้นี้อยู่ด้านหน้า ชิมได้เลยฮะ ว่าชอบแบบไหน รสชาติโชยุเข้มข้นที่เคลือบเซมเบ้คือดีมากกกก ส่วนถ้าใครชอบกลิ่นไหม้ๆเข้มๆหน่อยให้ดูสีเลือกแบบเข้มๆไปเลย

Sugamo Jizodori Shopping Street

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/pSgKCbLUCXPZ9gA78
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟ JR สาย Yamanote Line มาลงสถานี Sugamo
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Toei Mita Line มาลงที่สถานี Sugamo

และอีกหนึ่งย่านที่พลาดไม่ได้ เมื่อไปเยือนโตเกียว นั่นก็คือ ย่าน Asakusa ฮะ เหมือนเป็นแลนด์มาร์คในการแวะไปเยือนไปแล้ว เพราะมีวัดชื่อดังอย่าง Sensoji Temple ที่มีซิกเนเจอร์เป็นโคมแดงอันใหญ่ๆ อยู่ด้านหน้าประตู และที่สำคัญด้านหน้าถนนมองเห็น Tokyo Skytree ซึ่งเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น สวยงามอลังการมาก ขนาดแค่มองเห็นไกลๆนะฮะ

พอเดินเข้าประตูโคมแดงมา ก็จะเจอกับ Nakamise Shopping Street ถนนคนเดินสายสั้นๆแต่เต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คนเต็มพื้นที่เลยล่ะฮะ จังหวะที่เราไปคนค่อนข้างแน่นเลยล่ะ เราเลยมุ่งหน้าไปหาร้านไอศกรีมชาเขียว 7 ระดับที่ปักหมุดมาตั้งแต่เมืองไทยกันก่อนล่ะกัน ค่อยแวะกลับมาถ่ายรูปตอนมืดๆเลย ก็จะได้ฟิลแบบสองบรรยากาศฮะ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปขอพรน่ะฮะ ซึ่งถ้าใครจะไปเที่ยววัดในญี่ปุ่น เราแนะนำว่าลองหารีวิวอ่านก่อนไปแต่ละที่นะฮะ จะได้รู้ว่าจะต้องเตรียมตัว / มีขั้นตอนอะไรบ้าง 🙂

Sensoji Temple

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/vybLzK58BWcGizq8A
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Ginza Line มาลงที่สถานี Asakusa

มุ่งหน้ากันต่อไปที่ Suzukien Asakusa Honten สายชาเขียวต้องไม่พลาดร้านนี้ เพราะร้านนี้ได้ชื่อว่าเป็น ร้านไอศกรีมเจลาโตชาเขียวมัทฉะที่รสชาติเข้มข้นที่สุดในโลก ร้านเล็กๆริมถนนในย่านอาซากุสะ ที่มีทีเด็ดเรื่องความเข้มข้นของไอศกรีม ระดับชาเขียวให้เลือกตั้งแต่ระดับ 1-7 มีทั้งแบบใส่โคนและใส่ถ้วย เราลองระดับ 7 เลยฮะ รสชาติไม่ได้ขมอย่างที่คิด อร่อยทานเพลิน ความหอมให้เต็มสิบ จริงๆไม่ใช่แค่ไอศกรีมชาเขียวที่เข้มข้นนะฮะ ที่ร้านยังมีรสอื่นๆด้วยฮะ โฮจิฉะ หรือ เราลองงาดำไปด้วย คือหอมมากกกแต่แอบหวานไปนิด แต่รวมๆแล้วชอบมากฮับ

Suzukien Asakusa 壽々喜園

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/q8ES6R5myKCoQdpp8
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Ginza Line มาลงที่สถานี Asakusa

ปิดท้ายด้วย Onigiri Asakusa Yadoroku อีกหนึ่งร้านที่ได้รับรางวัลมิชลิน bib gourmand ร้านข้าวปั้นที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในโตเกียว ร้านนี้แบ่งเวลาเปิดเป็น 2 ช่วงฮะ โดยจะเปิดช่วง 11.30-15.00 น. และช่วง 18.00-21.00 น. ซึ่งเราไปทานตอนช่วงเย็นตั้งแต่ร้านเปิดเลยฮะ ร้านเล็กๆที่ดูอบอุ่นตั้งแต่ก้าวเข้ามา เพราะนอกจากพื้นที่ในร้านจะไม่ได้กว้างมาก ที่นั่งต่างๆก็ค่อนข้างใกล้กัน รวมถึงเคาน์เตอร์บาร์บริเวณที่เชฟทำข้าวปั้น จะกั้นด้วยตู้กระจกใสที่ใส่ไส้ต่างๆแค่นั้นเอง

เราสั่งแบบเซ็ต 2 ชิ้น ความน่ารักคือเชฟที่ทำข้าวปั้นให้เราทานในวันนั้นเป็นคุณป้าผู้มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา คุณป้าทำข้าวปั้นเสิร์ฟมาให้เราทีละชิ้น ข้าวอุ่นๆที่เหมือนเพิ่งตักขึ้นมาจากหม้อ ห่อด้วยไส้ต่างๆที่มีทั้งรสคาวหวาน โดยที่นี่เค้าจะพับสาหร่ายแล้วเหลือปลายไว้ข้างนึง กัดไปคำแรกมันอร่อยมาก มันได้ฟีลเหมือนเรากลับบ้านแล้วคุณแม่ทำของอร่อยให้ทานแบบนั้นเลย พอเราทานชิ้นแรกหมด คุณป้าก็จะทำชิ้นที่สองมาให้ เราก็จะได้ทานแบบร้อนๆซึ่งมันโคตรฟิน

Onigiri Asakusa Yadoroku おにぎり 浅草 宿六

  • Google Maps : https://goo.gl/maps/TU6FMBe9wfbmbdRPA
  • การเดินทาง :
    • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tokyo Metro Ginza Line มาลงที่สถานี Asakusa

ก็เป็นอันจบทริปโตเกียว 3 วัน อัดแน่นไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ เน้นกินซะส่วนใหญ่ สัมผัสบรรยากาศในเมืองอย่างจุกๆ ถือว่าประทับใจมากเลยล่ะฮะ สำหรับทริปเที่ยวโตเกียวครั้งแรกด้วยตัวเอง และก็เข้าใจอย่างสุดซึ้งจริงๆที่ใครเค้าบอกว่า ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่อยากจะกลับไปหลายๆครั้ง ทั้งสถานที่ ผู้คน บรรยากาศมันเรียกร้องให้กลับไปจริงๆน่ะแหละ

สุดท้ายนี้ลาไปด้วยบรรยากาศในเมืองโตเกียว ที่ไม่ว่าจะหมุนกล้องไปทางไหน ภาพก็สวย ถนนทางยาวสุดสายตา บ้านเมืองสะอาด อากาศดี เดินเรื่อยได้ทั้งวัน มีทั้งความทันสมัย แต่บางมุมก็ยังมีความคลาสสิคดั้งเดิมแบบเป็นตัวของตัวเองอยู่ เอาเป็นว่าหลงรักที่นี่อย่างจริงจัง และหวังว่าจะได้ไปหาอีกนะ โตเกียว 🙂


และหากใครกำลังหาแพลนเที่ยวอยู่ ยังไม่รู้จะไปไหน สามารถติดตามทริปท่องเที่ยวอื่นๆของเราได้ทาง >> https://247journey.in.th เลยฮะ

Read More

บ้านพระยาจ่าแสน : โรงแรม&คาเฟ่ ดีไซน์เท่ กับบรรยากาศถ่ายรูปสุดฮิป ย่านเจริญกรุง

บ้านพระยาจ่าแสน เจริญกรุง

บ้านพระยาจ่าแสน (House of Phraya Jasaen) โรงแรม&คาเฟ่ ดีไซน์เท่ กับบรรยากาศถ่ายรูปสุดฮิป ย่านเจริญกรุง

ถ้าพูดถึงกรุงเทพฯ นอกจากจะเป็นเมืองที่ทันสมัย สะดวกสบาย เป็นศูนย์กลางความเจริญแบบที่ใครๆก็รู้กัน แต่ก็ยังมีอีกหลายมุมที่ยังคงกลิ่นอายของยุคก่อนๆ เสน่ห์ของความเก่าและความอาร์ท มันได้ฟีลอีกแบบเลยล่ะฮะ และวันนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสบรรยากาศความคลาสสิคแต่แฝงความฮิปไว้ในกรุงเทพฯ เผื่อใครมีเวลาว่างๆสั้นๆอยากจะพักผ่อนเหมาะเลยแหละ เพราะที่นี่ได้รับฉายาว่า เป็นสถานที่ Home Away From Home ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ถ้าพร้อมแล้วววว ลุย!

บ้านพระยาจ่าแสน เป็นโรงแรมดีไซน์เก๋ที่ค่อนข้างเซอร์ไพร์สเรามาก ใครจะไปคิดว่าจะไปเจอโรงแรมเจ๋งๆแอบซ่อนอยู่ใจกลางย่านกรุงเก่าอย่างเจริญกรุง ไซส์ของโรงแรมขนาดไม่ใหญ่เลยฮะ มีความสูง 4 ชั้น ดูภายนอกก็อาจจะคิดว่าเป็นที่พักทั่วๆไป แต่พอก้าวเข้ามา กลับทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่อีกที่นึงไปเลยล่ะฮะ ด้วยดีไซน์ที่ถูกออกแบบอย่างใส่ใจ ดีเทลแต่ละส่วน แต่ละห้องเต็มไปด้วยเรื่องราว ความหลงใหล ทั้งของสะสม ธีมห้องพัก มันถูกสื่อสารออกมาได้จับใจลูกค้าที่ชอบ Boutique Hotel อย่างเราที่สุดเลย

ในเรื่องของโลเคชั่น บ้านพระยาจ่าแสน ตั้งอยู่ในซอยเจริญกรุง 57 ถ้านึกไม่ออกว่าใจกลางเมืองขนาดไหน จากที่นี่สามารถนั่งพี่วินมอไซด์ออกไปถนนจันทน์และย่านสาทรโดยใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีเลยล่ะ แถมยังเดินทางสะดวกด้วย BTS สะพานตากสิน หรือ ทางเรือ ลงท่าเรือสาทร ก็ได้ฮะ สถานที่เที่ยวใกล้ๆน่าสนใจและเดินทางสะดวก ก็จะมี Asiatique / ICONSIAM / เยาวราช / ท่ามหาราช แต่ละที่นี่บอกเลยว่าเหมาะเลยถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เผื่อใครอยากมา Countdown ปีใหม่ ฉลองคริสต์มาสไรงี๊ ก็แวะมาพักที่นี่กันได้เลย

สำหรับไฮไลท์เด็ดที่อยากจะนำเสนอเนี่ย เป็นเรื่องดีไซน์ของโรงแรมนี้ฮะ เอาจริงๆใครจะคิดว่าตึกทาวน์เฮ้าส์เดิมๆจะถูกดีไซน์ให้กลายเป็น Boutique Hotel ย่อมๆ ที่จะทำให้คนที่มาพักสนุกสนานกับบรรยากาศและการตกแต่งที่คูลสุดๆได้ขนาดนี้ ความเจ๋งอีกอย่างของที่นี่คือพื้นที่ที่มีไม่ได้เยอะมาก แต่เค้าสามารถใช้สเปซ จัดวางทุกอย่างได้อย่างน่าสนใจ เหมือนกำลังชมพิพิธภัณฑ์ของสะสมแบบย่อมๆเลยล่ะ

จริงๆความสนุกเนี่ย เริ่มตั้งแต่การเลือกห้องเลยล่ะฮะ เพราะที่นี่เค้ามีห้องให้เลือกมากมายหลายแบบมากก มีห้องพักที่สามารถเข้าพักได้ตั้งแต่ 1-4 คน ซึ่งดีมากเลยฮะ ใครอยากจะมาเที่ยวคนเดียวไม่ต้องกลัวโหวงเหวงอ่ะ ไม่ว่าจะมาเดี่ยว มาคู่ หรือมาเป็นกลุ่มเล็กๆ ก็ตอบโจทย์ที่สำคัญคือแต่ละห้องก็จะมีสไตล์และตกแต่ง ไม่เหมือนกัน เรียกว่าไม่ว่าจะกลับมาพักกี่ครั้ง ก็จะได้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันเลยล่ะฮะ สำหรับห้องพักมีให้เลือกทั้งแบบ เตียงเดี่ยว เตียงคู่ เตียงสองชั้น หรือถ้าอยากจะพักแบบ Hostel สไตล์แบ็คแพ็กเกอร์ก็มี Dorm และห้องน้ำรวมให้เลือกพักกันด้วยนะ

และสำหรับส่วนของห้องพัก ที่นี่จะเน้นเป็นธีมห้องแตกต่างกันไปในแต่ละห้องเลยฮะ อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่าแต่ละห้องไม่มีความซ้ำกันมันก็เลยสนุกมากๆเวลาเปิดห้องเข้าไปและได้ลุ้นกับบรรยากาศตรงหน้าน่ะฮะ ความสนุกคือทางที่พักเค้าหยิบไอเดียที่น่าสนใจและอยากจะเสนอออกมาและทำได้เท่มากๆแถมยังอยู่ในสเปซที่จำกัดด้วยนะ แค่เราถ่ายรูปแต่ละห้องยังยากเลย 555555

เราจะขอยกตัวอย่างบางห้องมาให้ชมกันนะฮะ ‘ห้องคุก’ (Jail Cell) อย่างห้องนี้นอนได้คนเดียวฮะ มาแนวแบบธีมคุก จำลองบรรยากาศภายในห้องขังมาได้อย่างเท่ๆ มีลูกกรง โซ่ ห้องน้ำในตัว ตกแต่งแบบดิบๆหน่อย แนะนำเลยสำหรับใครที่ต้องการมาสัมผัสความแปลกใหม่ในการพักผ่อน ห้ามพลาด ห้องนี้โลดด!

หรือจะฉีกมาเป็นอีกแนว ก็จะตกแต่งเป็นพวกของสะสม รองเท้า เสื้อกีฬา หรือบางห้องมาแนวแบบ Colorful หน่อย มีสาดสี (Jackson Pollock) อาร์ตสุดๆ

หรือจะเป็นแนวคุมโทน สำหรับสายฮิปก็มีเหมือนกัน!

หรือถ้าใครเบื่อๆกับห้องพักดีไซน์แบบเดิมๆ ยังมีอีกดีไซน์ด้วยนะ สำหรับใครที่อยากสนุกกับการพักผ่อนมาขึ้น ขอแนะนำ ‘ห้องวงกลม’ ที่จะทำให้ทุกคนเพลิดเพลินไปกับการตกแต่งด้วยดีไซน์ทรงกลมทั้งหมด และแม้แต่เตียงนอนก็ยังเป็นทรงกลมด้วยนะฮะ

หรือจะมาแบบเป็นกลุ่มเพื่อน ก็มีห้องสำหรับ 4 คนด้วยนะ เหมาห้องไปเลยยย

พาไปชมความน่ารักของที่พักกันแล้ว หลังจากทิ้งตัวลงนอน ตื่นมาอีกทีเย็นๆ ได้เวลาออกไปหาอะไรกินกันเถอะ! ข้างๆที่พักติดกับ 7-11 เลยฮะ ด้านหน้าก็มี Street Food เล็กๆขาย เรียกว่าไม่เงียบเหงากันตลอดคืน แต่ก็นะ มาเยือนย่านเจริญกรุงทั้งที จะกินแบบธรรมดาๆได้ไง เราขออาสาพาไปชิม ร้านเฮียหวานข้าวต้มปลา ที่ติดอันดับมิชลินไกด์ด้วยล่ะฮะ

ไม่เสียชื่อรางวัลที่ได้รับมาจริงๆ การันตีเลยว่า ซีฟู้ดร้านนี้ดีจริง ทั้งปลา กุ้ง หอย สารพัด เมนูเด็ดที่อยากแนะนำ ยำรวมมิตร รสชาติยำดีมากกกก ข้าวต้มปลา ก็เด็ดเลย ปลาชิ้นใหญ่ๆ เนื้อแน่น จิ้มน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวสูตรเฉพาะของทางร้าน บวกกับน้ำซุปร้อนๆ ลงตัวมากกกฮะ ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงได้รางวัลมิชลินไกด์ เรียกได้ว่าเป็นร้านเด็ดที่เราไม่อยากให้ทุกคนพลาดเลยนะ ถ้ามาเที่ยวเจริญกรุงน่ะ สำหรับการเดินทางก็ง่ายๆ นั่งมอไซค์จากที่พักไปประมาณ 30 บาทเท่านั้นเองฮะ ส่วนขากลับเราก็เดินลัดเลาะไป แล้วก็แวะร้านปังปิ้งแถวนั้น แล้วค่อยโบกรถไปที่พัก สะดวกสุดๆเลย

ตัดภาพมาช่วงเช้า สำหรับอาหารเช้าจะเสิร์ฟบริเวณโซนห้องอาหารหลักของโรงแรมฮะ เมนูอาหารเช้าจะเสิร์ฟแบบเป็นเซ็ทเมนู ทางโรงแรมจะให้เลือกไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนเข้าเช็คอินเลยฮะ สำหรับเมนูก็จะมีให้เลือกหลายแบบ ทั้ง American Breakfast / ไข่กระทะ / โจ๊ก/ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ซึ่งแต่ละเซทก็จัดมาให้แบบจุกๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่อิ่มกันเลย ของเราเลือกเป็น American Breakfast แต่เอาเป็นวาฟเฟิลแทนขนมปังฮะ ถ้าใครมาก็แนะนำเมนูนี้เลย วาฟเฟิลทำสดใหม่ แป้งสูตรเด็ดของทางโรงแรม อร่อยไม่ซ้ำใคร ส่วนอีกเมนู เป็นโจ๊กร้อนๆ รสชาติเข้มข้นฮะ

และถ้าใครติดใจบรรยากาศที่นี่ หลังจาก Check-Out เนี่ย แนะนำอย่าเพิ่งกลับบ้าน ให้นั่งเล่นต่อกันที่บ้านพระยาจ่าแสนเนี่ยแหละ เพราะที่นี่เค้ามี Cafe ด้วยนะฮะ มีทั้งเมนูคาวหวาน เครื่องดื่มร้อนเย็น ให้เลือกทานกัน นั่งเล่นนอนเล่นและจิบเครื่องดื่มเพลินๆกับบรรยากาศคูลๆแบบนี้

สรุปนะฮะ เราว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งที่พักที่ให้ความรู้สึก Feel @ Home ตามที่ได้รับฉายานั่นแหละ ด้วยสไตล์อบอุ่นๆ ทำให้รู้สึกว่ามันเข้าถึงง่าย พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเอง และห้องพักเองก็มีให้เลือกทั้งแบบห้องเดี่ยว พักคนเดียว มาเป็นคู่ หรือมากับกลุ่มเพื่อน เรียกได้ว่ารองรับลูกค้าได้อย่างหลากหลาย สิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบ ไม่แพ้โรงแรมใหญ่ ซึ่งถ้ามีโอกาสมาพักแถวเจริญกรุงอีก ที่นี่คงจะเป็นอีกตัวเลือกนึงที่อยู่อันดับต้นๆในใจเลยล่ะฮะ

เนี่ยแหละฮะ ทริปสั้นๆง่ายๆเหมาะกับการพักผ่อนแบบชิลล์ๆของเรา ไม่ต้องเดินทางไกล เลิกงานปุ๊ปก็นั่ง BTS ต่อรถมาที่นี่ได้เลย มาเอ็นจอยกับบรรยากาศเท่ๆฮิปๆของที่นี่ โลเคชั่นดีๆใจกลางเจริญกรุง ถ้ามีแรงเหลือก็สามารถเดินเล่น 1 Day Trip ย่านนี้ได้ แต่สำหรับใครอยากชิลล์ๆแบบเรา ก็ฝากตัวไว้กับที่นี่เลย มีทั้งที่พักและคาเฟ่ให้ได้ชิลล์กันยาวๆ อิอิ

ข้อมูลเพิ่มเติม & ติดต่อจองห้องพัก :

Facebook >> https://web.facebook.com/houseofphrayajasaen/

Website >> https://www.phrayajasaenbangkok.com/

Tel >> 02-6759198


หากใครกำลังมองหาที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก ทริปเดินทาง สามารถติดตามพวกเรา 247Journey ได้ทาง >> https://247journey.in.th หรือ Facebook :  https://www.facebook.com/247journeyy เลยฮะ

Read More

เสวย(Savoey) ร้านอาหารซีฟู้ดระดับตำนาน สด ใหญ่ ใจกลางเมือง

Savoey-ร้านเสวย-อาหารไทย-ซีฟู้ด

เสวย(Savoey) ร้านอาหารซีฟู้ดระดับตำนาน สด ใหญ่ ใจกลางเมือง

เมืองไทยเรานี้ แสนดีหนักหนา
ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว
ในใจกลางกรุง(เทพฯ) มีร้านอาหารไทยซีฟู้ดคุณภาพ ด้วยเอย

ก็แค่อยากเปิดด้วยกลอนสวยๆให้เข้ากับธีมร้านวันนี้ซักหน่อย อิอิ

‘เสวย’ ร้านอาหารซีฟู้ดระดับตำนาน สด ใหญ่ ใจกลางเมือง

เสวย ชื่อสั้นๆ จำง่าย ได้ใจความ ถ้าพูดถึงชื่อนี้เราเชื่อว่าไม่มีใครไม่เคยได้ยินหรือไม่รู้จัก เพราะเค้าเปิดมานานเกือบครึ่งร้อยปี (ถ้าพูดห้าสิบปีเดี๋ยวมันจะไม่คูลอ่ะ! ฮ่าๆๆ) บางคนอาจเคยทานแล้ว บางคนอาจจะยังไม่เคยลอง เรามาทำความรู้จักร้านนี้ไปพร้อมๆกันนะฮับ

ด้วยปลาเก๋า เอ้ย..ความเก๋าที่เค้าสะสมมานาน ที่นี่เค้าเลยมีสาขามากถึง 9 สาขา! แต่มีสาขานึงที่เราอยากแนะนำเลยคือสาขา A Square สุขุมวิท 26 ฮะ

ด้วยโลเคชั่นใจกลางเมือง ทำเลดี ติดกับ K-Village ไม่ว่าจะนัดรวมตัวเพื่อนหรือครอบครัวก็เดินทางมาได้สะดวก มีที่จอดรถเยอะมากกกก แบบว่านั่งรถทัวร์มาทั้งอำเภอเพื่อเธอร้านเดียวก็ยังได้! และที่สำคัญคือสาขานี้เป็นร้านใหญ่ แต่จัดสรรพื้นที่ได้ดีมาก มีพื้นที่ส่วนตัวที่ค่อนข้าง private รองรับลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม ห้องคาราโอเกะก็มี หรืออยากจะแบ่งโซนรับจัดงานเลี้ยงหรือพิธีต่างๆได้สบาย จะงานแต่ง งานเลี้ยงวันเกิด ฉลองแซยิดอากงอาม่า ปาร์ตี้บริษัท ที่นี่คือตอบทุกโจทย์ ที่สำคัญไม่เสียค่าห้องส่วนตัวเพิ่มด้วยนะ (แต่ว่าเป็นเงื่อนไขให้ทานอาหารให้ครบขั้นต่ำแทน แต่เชื่อเถอะว่า มากันหลายคน สั่งถึงแน่นอนอยู่แล้ว)

และถ้าขึ้นชื่อว่าซีฟู้ด แน่นอนว่าความอร่อยหลักๆต้องมาจากวัตถุดิบ ความสด ความใหม่ จะช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสและรสชาติให้หวานละมุนขึ้น ซึ่งสาขานี้ต้องยกนิ้วให้เค้าเลยล่ะ เพราะเค้ามีโซน Live Station อยู่ในพื้นที่ร้านเลยฮะ โซนซีฟู้ดเป็นๆ คือเค้าจะมีตู้เลี้ยงน้องๆซีฟู้ดแบ่งเป็นสัดส่วน มีความยิ่งใหญ่อลังการมาก โดยเราสามารถเลือกประเภทที่เราอยากทาน ขนาด และเมนูที่ต้องการได้เองเลย ทางร้านก็จะจับขึ้นมาแบบสดๆเหมือนยกขึ้นมาจากทะเลเลยงี๊

ร่ายมายาวชักเริ่มหิว เปิดเมนูที่ร้านไปพลางๆก็พบว่า ที่นี่เค้ามีเมนูอาหารเป็นร้อยเมนู!

โอ้โห งั้นวันนี้ จะพามาลองเมนูที่อยากแนะนำกันเลยดีกว่า

เชื่อว่า ทอดมันกุ้งเสวย ต้องเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่ติดท็อปลิสต์ของทุกบ้าน ทอดมันชิ้นโตทอดมาแบบกรอบนอกแต่ด้านในยังนุ่มเด้ง มีเนื้อกุ้งเป็นชิ้นๆ ไม่ได้มีแค่กลิ่นนะฮะ XD

หอยนางรมสด (สุราษ) เคยได้ยินแต่คำขวัญประจำจังหวัดว่าขึ้นชื่อในเรื่องหอยใหญ่! วันนี้ได้สัมผัสกับตัว ตัวหย่ายยยยสมคำร่ำลืมจริงๆ ตอนทานก็ราดน้ำจิ้มซีฟู้ด แนมผักและหอมเจียว ฉ่ำๆเลยจ้ะพี่จ๋า อ้อๆๆๆ เมนูนี้จะเป็นเมนูพิเศษของสาขานี้เท่านั้นด้วยนะฮะ

ซึ่งถ้าใครชอบในความดิบ แนะนำ ส้มตำปูไข่ดองทองหลาง ต่อเลยฮะ แค่เห็นสีก็น้ำลายสอ ไข่ปูเยิ้มเยิ้มมมมม ทานกับส้มตำเส้นกรอบ ดูดเนื้อปูนุ่มๆไปด้วย เข้ากันสุด

ส้มตำปูไข่ดองทองหลาง

แต่ถ้าดูดปูดองแล้วยังไม่สะใจ อยากแทะก้ามปูใหญ่ๆล่ำๆ (นั่นปูใช่ไหม XD) อย่างที่บอกไปฮะว่าเราสามารถเลือกเองได้ทุกอย่าง ทั้งไซส์ปูและเมนูที่อยากทาน จะนึ่งเฉยๆ อบวุ้นเส้น หรือผัดพริกไทยดำก็ดี แต่เราขอเลือกเป็น ปูผัดผงกะหรี่ ฮะ ปูตัวใหญ่กับความกลมกล่อมของรสชาติผัดผงกะหรี่สีเหลืองทอง ทั้งหอม หวาน มัน และเค็ม ลงตัวมาก ที่สำคัญคือทานง่ายและก็มีเครื่องมือในการแกะให้เพียบพร้อม

สายกุ้งก็อย่าน้อยใจ กุ้งก้ามกรามเผา ตัวใหญ่ๆ เผามาหอมกลิ่นเตะจมูก เนื้อน้องแน่นนนน เด้งมากเวลากัด ฟินนน

ทานกับ ข้าวอบสับปะรด ที่มีกลิ่นเครื่องเทศหอมๆ เครื่องแน่นล้นจานมาก มีทั้งกรรเชียงปู กุ้ง กุนเชียง และหมูหยอง เวลาทานไปจะมีรสเปรี้ยวของสับปะรดมาตัด

ข้าวอบสับปะรดเครื่องแน่น

ปิดท้ายด้วยเมนู ผักเหมียงผัดไข่กุ้งเสียบ เมนูอาหารใต้พื้นบ้านที่ทำออกมาได้หรอยแรง ผักเหมียงหรือใบเหลียงอ่อนๆที่มีความหวานมันในตัว ผัดกับไข่และกุ้งเสียบให้ได้เคี้ยวเพลินๆ ที่สำคัญคือหอมกลิ่นหอมคั่วกระทะมาก

ผักเหมียงผัดไข่กุ้งเสียบ

อาหารที่นี่อาจจะอร่อยจนหยุดไม่ได้ แต่อย่าลืมเผื่อท้องไว้ให้ของหวานด้วยนะฮะ เพราะเมนูของหวานที่นี่พูดได้เลยว่าไม่ธรรมดา เมนูของหวานฟิวชั่นที่มีเบสเป็นขนมไทยที่เราคุ้นเคย มาปรับและปรุงให้มีความโมเดิร์นมากขึ้น ซึ่งมันอร่อยและเข้ากันมากกก

มะพร้าวเสวยทรงเครื่อง

มะพร้าวเสวยทรงเครื่อง สาคูและบัวลอยในน้ำกะทิหอมๆที่เป็นเอกลักษณ์ของขนมไทย โปะด้วยไอศครีมวนิลาด้านบน ตัดรสด้วยความขมของกาแฟดำ เคี้ยวเม็ดสาคูไปด้วยเพลินๆ ลงตัวมาก

All time favorite menu อีกอย่างคือ ข้าวเหนียวมะม่วง ล่ะฮะ จะเด็กหรือผู้ใหญ่ วัยไหนหรือประเทศไหนก็ติดใจเมนูนี้ ข้าวเหนียวมูลหอมมัน ทานคู่กับมะม่วงสุกรสอมเปรี้ยว ราดน้ำกะทิไปเพิ่มความนัว

ข้าวเหนียวมะม่วง

แต่ถ้าใครบอกขี้เกียจ ทำไมต้องยุ่งยากวุ่นวาย ตักนู่นราดนี่ ต้องลองเมนูนี้เลยฮะ น้ำข้าวเหนียวมะม่วงปั่น ใช่ค่ะคุณ เค้าเอาทุกอย่างในจานด้านบนมาปั่นๆๆ ดูดไปคำแรกถึงขั้นทำตาลุกวาว มันได้ความหอม มัน และกลิ่นของข้าวเหนียวและมะม่วงแบบชัดมากในอึกเดียว

ความเซอร์ไพร์สยังไม่หมด เครื่องดื่มที่ทางร้านแนะนำว่าเป็น Signature ของที่ร้านและขายดีมากกกก น้ำตะไคร้ปั่น ฟังชื่อแล้วอาจกลัวชวนขนลุก แต่พอได้ชิมเท่านั้นล่ะ ดูดเพลินจนหนาวขนลุกแทน! สีเขียวเข้มๆแบบนี้ใครจะเชื่อว่าดื่มง่ายมาก ลองเปิดใจลบภาพคะน้าขมๆออกไปก่อน เพราะเค้าผสมน้ำมะนาวมาด้วย ดื่มง่ายและไม่มีกลิ่นหรือความขมมากวนใจ

น้ำคะน้าปั่นและน้ำตะไคร้อัญชัญมะนาว

ปิดท้ายมื้อนี้ด้วยความสดชื่นกับ อันดามัน นมเปรี้ยวผสมกับบลูฮาวาย หวานนิดเปรี้ยวหน่อย เป็นเมนูที่ดื่มแล้วชื่นใจ ช่วยรีเฟรชได้ดีมากๆ

อันดามัน เปรี้ยวหวานเรียกความสดชื่นได้อย่างลงตัว

ครบทุกรส และการันตีความสดทุกมื้อ! เสวย เป็นอีกร้านอาหารดีๆที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ไปลอง แม้ชื่อร้านจะดูย้อนยุค แต่ความเป็นเสวยคือดูสมัยใหม่มาก ทั้งบรรยากาศร้าน เมนูอาหารต่างๆ ทำให้เราสามารถนั่งจิบเครื่องดื่มชิลล์ๆ และอร่อยกับอาหารตรงหน้าได้อย่างไม่เก้อเขิน และในแต่ละสาขาเองก็มีกิมมิคน่าสนใจของตัวเอง เรียกได้ว่าไปเยือน 9 สาขาก็ให้ความรู้สึกไม่ซ้ำกัน เชื่อแล้วว่าไม่ธรรมดา สมคำร่ำลือที่บอกต่อกันมา เพราะที่นี่เค้ายืนหนึ่งมาเกือบ 50 ปี!

ติดตามความอร่อยต่อที่เพจ และ เว็บไซต์ทางร้าน

Website >> https://www.savoey.co.th/

Facebook >> https://www.facebook.com/savoeyrestaurant


หากใครกำลังมองหาที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก ทริปเดินทาง สามารถติดตามพวกเรา 247Journey ได้ทาง >> https://247journey.in.th หรือ Facebook : https://www.facebook.com/247journeyy เลยฮะ

Read More

ไปกินกันให้ฟินแบบจุกๆ กับบุฟเฟ่ต์เกรดพรีเมียมที่ร้าน TORA Yakiniku X Cafe

บุฟเฟ่ต์พรีเมียม-Tora-Yakiniku

ไหนๆ ขอเสียงคนที่เพื่อนชวนวิ่งบอกไม่ว่าง แต่ถ้าเพื่อนชวนปิ้งย่างว่างเสมอหน่อยยยย #เสียงยกมือพรึ่บพรั่บ XD

หน้าหนาวใกล้เข้ามา เลยต้องหาเมนูเพิ่มความอบอุ่นกันหน่อยฮะ
และแน่นอนว่าเมนูท็อปฮิตคงหนีไม่พ้นปิ้งๆย่างๆ บางคนไปปิ้งไกลถึงบนดอยปู้นนน
แต่วันนี้เราขอเสนอร้านปิ้งย่างวัตถุดิบเกรดนำเข้า เพราะถ้าจะหัวเหม็นทั้งที ก็ขอแบบมีควอลิตี้หน่อยเนอะ อิอิ

TORA Yakiniku X Cafe

หลายคนอาจจะคุ้นหูคุ้นตากับร้านนี้มาบ้าง เพราะร้านนี้เค้าเป็นพรีเมียมบุฟเฟ่ต์ทานได้ไม่อั้นแบบ All You Can Eat เรียกได้ว่าอิ่มคุ้มคุณภาพ ทั้งพุงเราจะมีแต่ของดีๆที่ถูกคัดสรรมาเสิร์ฟจ้าาาา ตอนนี้ มี 2 สาขานะฮะ ตั้งอยู่ 2 ฟากฝั่งเมืองเลยฮะ สาขาแรกจะอยู่ที่ถ.กัลปพฤกษ์ เอาใจชาวฝั่งธนบุรี๊…แต่สาขาที่เราจะพาไปวันนี้คือสาขา Lasalle’s Avenue ฮับ

ก่อนอื่นต้องบอกถึงความพรีเมียมอลังการของที่นี่ก่อน ไม่ว่าจะสายเนื้อ สายซีฟู้ด สายซูชิหรือสายหวาน ที่ TORA Yakiniku X Cafe ที่นี่เค้ามีครบ!
และวัตถุดิบที่เสิร์ฟมาไม่ได้ไก่กา เพราะเค้าคัดตัวเด็ดตัวท็อปของแต่ละประเทศทั่วมุมโลกมารวมไว้ให้เลยล่ะฮะ <3

และแน่นอนว่าพระเอกของงานคือ ‘เนื้อ’ ฮะ เนื้อที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อนำเข้าจากออสเตรเลีย มีหลายส่วนหลายชนิดให้เลือกตามความชอบ ใครชอบส่วนไหน มันมากมันน้อย เลือกไปได้เลย

แต่ถ้าใครยังไม่มีไอเดียว่าชอบอะไร หรือควรเริ่มจากส่วนไหน แนะนำให้ลองสั่ง Tora Wagyu Set มาก่อน เพราะจานนี้เค้ารวมความพรีเมี่ยมจากเนื้อเด็ดจากทั่วโลกมาไว้เลยฮะ

นอกจากเนื้อสไลด์หลากสัญชาติ อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดคือ Tora Super Steak เนื้อเมลทีคส่วนริบอายที่หั่นมาเป็นชิ้นเหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำ เห็นชิ้นหนาๆแต่เคี้ยวมานี่แทบละลายยยยยไปเลย <3

แต่ถ้าใครบอกว่าไม่อินหรือไม่ทานเนื้อ ที่นี่เค้าก็ยังมีเมนูอื่นๆ อย่างหมูคุโรบุตะ เบคอน เนื้อแกะ อกเป็ดรมควัน บลาๆๆ ที่มีให้เลือกเยอะมากกก ตอบโจทย์ทุกคนในแก็งค์แน่นอน

ลิ้มรสความพรีเมี่ยมของเนื้อต่างๆกันไปแล้ว ความอลังการยังไม่หมด เพราะที่นี่เค้ามีซีฟู้ดที่เด็ดไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะสารพัดกุ้งขาว กุ้งแดง กุ้งก้ามกราม ปลาแซลมอน ปลาหมึก หอยหวาน หอยไม้ไผ่ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (แค่ไล่ชื่อยังเหนื่อยเลยคิดดู ฮ่าๆ) ซึ่งที่นี่เค้าเล่นใหญ่จัดเต็มมาให้เป็นทาวเวอร์เลยฮะ พอเอาไปย่างร้อนๆจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดแล้วหูยยยย…คือดี!

อีกอันที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ หอยโฮตาเตะ นำเข้าจากญี่ปุ่นฮะ มีให้เลือกทานกัน 2 แบบ แบบแรกจะราดซอสโชยุกับเนยมาหอมๆสไตล์ญี่ปุ่น หรืออีกแบบคือย่างกระเทียมชีสสไตล์ฝรั่ง เห็นอวบๆขาวๆแบบนี้ น้องเค้าหวานมากนาจา
แต่ถ้าใครขี้เกียจปิ้ง รับ Hotate Spicy Cheese ตัวใหญ่ๆ ฉ่ำซอสแบบสุดๆก็ได้ไม่ว่ากัน

ปิ้งย่างแบบยากินิคุกันไปแล้ว ญี่ปุ่นกันต่อให้สุดด้วยเมนูซูชิหน้าต่างๆ ข้าวปั้นหน้าล้น เพราะเราสายเน้นเครื่องไม่เน้นข้าว (เดี๋ยวอิ่มไว อิอิ)

ชาชิมิก็มีให้เลือกแบบฟินๆ เรียกได้ว่าคุ้มค่าเกินราคาบุฟเฟ่ไปมาก 55555

Wagyu Hoba Yaki คือที่สุด เนื้อวากิวย่างบนในโฮบะหอมๆ เคี้ยวไปละมุนนนนไปทุกสัมผัส กับ Zuwai Kani Miso มันปูย่างเดือดปุดๆ โปะข้าวลงไปหน่อย อร่อยนวลดีนักแล :p

เมนูของหวานที่นี่ก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีให้เลือกเยอะมากกกกกก เยอะจนเปิดเป็นคาเฟ่ได้สมชื่อเลย 55555

ความเด็ดของร้านนี้ที่สัมผัสได้คือ เค้าจะใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในทุกจาน ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารคาวก็ดี หรือแม้แต่เมนูของหวาน อย่างตัว Matcha Latte และ Pudding ก็ยังใช้ผงชาเขียวแท้หอมเข้มข้นจากเมืองชิซูโอกะ เค้กต่างๆ รวมถึงคากิโกริ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของสายหวานแน่นอน

โดยทางร้านเค้าจะแบ่งออกเป็น 3 ราคาฮะ STANDARD Buffet 599 / PREMIUM Buffet 899 / GRAND Buffet 1,299 ทานได้ 2 ชั่วโมงเต็มๆ และราคานี้คือจ่ายแล้วจบ ไม่มีบวก VAT เพิ่มนะฮะ เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆเลยจริงๆกับความพรีเมียมที่ได้ขนาดนี้

โดยสามารถเข้าไปส่องเมนูของทางร้านก่อนก็ได้ คลิกเข้าไปที่ Facebook : Tora Yakiniku x Cafe แต่ถ้าใครอยากทานแบบเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าอันนั้นจะสั่งได้มั้ย อันนี้จะราคานี้จะทานได้รึเปล่า แนะนำตัว GRAND Buffet ไปเลยฮะ เพราะสั่งได้ทั้งเล่ม! ฟินกันได้แบบจุกๆ คุ้มเกินคุ้มกับคุณภาพ ความสดและความอร่อยของวัตถุดิบที่ขึ้นชื่อจากทั่วทุกมุมโลกเลย เรียกได้ว่าเป็นอีกร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างคุณภาพ ที่ไม่ควรพลาดเลยล่ะ อิอิ <3


ติดต่อจองโต๊ะ ไม่พลาดทุกความอร่อย :

📍The City Connect : 090-9862996
📍Lasalle’s Avenue : 090-9862991
📋 เมนูใหม่ : https://bit.ly/31c70xB
Line : @torayakinikucafe


หากใครกำลังมองหาที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก ทริปเดินทาง สามารถติดตามพวกเรา 247Journey ได้ทาง >> https://247journey.in.th เลยฮะ

Read More

มุมถ่ายรูปวิวสวยๆที่ไต้หวัน – ชี้เป้าพิกัดถ่ายภาพ Landscape แบบคูลๆ

Landscape-Taipei

มุมถ่ายรูปวิวสวยๆที่ไต้หวัน – ชี้เป้าพิกัดถ่ายภาพ Landscape แบบคูลๆ

ไต้หวันเป็นอีกประเทศนึงฮะ ที่มีทัศนียภาพที่ค่อนข้างน่าสนใจ สำหรับสายธรรมชาติอย่างเราบอกเลยว่า ประทับใจจริงๆกับประเทศนี้ นอกจากชานมไข่มุกชื่อดังแล้ว อีกกิจกรรมที่เราไม่อยากให้ทุกคนพลาดนั่นก็คือไปตามล่าหา มุมถ่ายรูปวิวสวยๆที่ไต้หวัน กันเถอะฮะ! ถ้าพร้อมแล้วก็ชวนคนข้างๆ ไปเที่ยวไต้หวันกันเลย และถ้าอยากเที่ยวแบบสะดวก มีคนแพลนทริปให้ แนะนำจองทัวร์ไต้หวันกับ Tourkrub ไปเลยฮะ เที่ยวแบบชิลล์ๆ ไม่ต้องวุ่นวาย และที่สำคัญงบไม่บานปลายด้วยนะ

ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลยว่า 10 มุมถ่ายรูปวิวสวยๆ ที่ไต้หวัน มีที่ไหนสวยจนน่าปักหมุดตามไปถ่ายกันบ้าง

1. Wenwu Temple

สถานที่แรกที่เราอยากจะแนะนำก็คือ Wenwu Temple จริงๆอยากจะยกให้เป็นวัดที่วิวสวยที่สุดที่เคยไปมาเลยล่ะฮะ และสำหรับใครที่จัดทริปไปเที่ยว Sun Moon Lake ห้ามพลาดการไปเที่ยวที่วัดนี้เด็ดขาด! นอกจากจะได้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรแล้ว ยังจะได้ชมวิวสวยๆด้วย ทั้งสถาปัตยกรรมและประติมากรรมต่างๆภายในวัดเอง ยิ่งใหญ่อลังการสุดๆ และที่สำคัญใครจะไปคิดว่าภายในวัดนี้ จะเป็นมุมถ่ายรูปชั้นดีในการเก็บภาพวิวริมทะเลสาบสุริยันจันทรา อาจจะเป็นเพราะทำเลที่ตั้งอยู่บนภูเขาเลยทำให้เห็นทัศนียภาพแบบเต็มๆกันไปเลยล่ะฮะ

Google Maps :


2. National Taichung Theater

จุดเช็คอินยอดฮิต หากใครมีแพลนไปเที่ยว Taichung (ไทจง) โรงละครแห่งชาติที่ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น เป็นตึกที่มีดีไซน์คูลมากกก มาตอนกลางวันมุมถ่ายรูปเยอะชัวร์ ถูกใจสายมินิมอลแน่นอนฮะ ส่วนตอนกลางคืนก็มีความเจ๋งอยู่ใช่เล่น ด้วยแสงสีบวกกับการออกแบบเท่ๆทำให้เพลินกับการถ่ายรูปมากๆ นอกจากเป็นโรงละครแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่จัดนิทรรศการศิลปะ มีสวนบนหลังคา และยังมีร้านค้าขายสินค้าชิคๆแนวอาร์ตๆให้เลือกช้อปกันอีกด้วยนะ

Google Maps :


3. Alishan

ถ้าพูดถึง มุมถ่ายรูปวิวสวยๆที่ไต้หวัน จะพลาดที่นี่ไปไม่ได้เป็นอันขาด สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับคนรักธรรมชาติ อาลีซาน เมืองแห่งม่านหมอก และยังมีเส้นทางรถไฟสายเก่าแก่ ขึ้นชื่อว่าเป็นเส้นทางรถไฟที่สวยติดอันดับโลกให้ถ่ายรูปเจ๋งๆกันอีกด้วย อุทยานแห่งชาติอาลีซาน มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ให้ได้เดินเทรลกันด้วยนะ บรรยากาศป่าสนอันยิ่งใหญ่ และจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ใครๆก็อยากมาสัมผัส บรรยากาศหมอกเขา อากาศก็ดี ใครที่เป็นสายป่าเขาแนะนำว่าควรเผื่อเวลามาค้างที่นี่ซักคืนจะฟินมากฮะ

Google Maps :


4. Qingjing farm

Qingjing Farm ฟาร์มแกะยอดฮิตที่บอกเลยว่าต้องลบภาพฟาร์มแกะบ้านเราไปก่อน ด้วยภูมิประเทศของไต้หวันที่มีความน่าสนใจอยู่แล้ว อากาศดีๆท่ามกลางหุบเขา เส้นทางการเดินก็ทำได้ดี เดินง่ายสบายมากๆ เผื่อเวลาไปเดินเล่นชิลล์ๆได้เลย ตอนแรกไม่คาดหวังกับที่นี่เลยแต่พอถึงแล้วประทับใจที่นี่มากเลยฮะ บรรยากาศที่เค้าเปรียบเปรยกันว่า เป็นสวิสเซอร์แลนด์ไต้หวัน นี่คือเถียงไม่ออกเลยจริงๆ ปล.เห็นว่าตอนนี้มี Qingjing Skywalk เปิดใหม่แล้วด้วย ยิ่งเพิ่มความฟินเลยล่ะฮะ เพราะมันน่าจะเป็นทางเดินชมวิวที่สวยมากที่สุดอีกแห่งเลยจริงๆนะ

Google Maps :


5. Qingjing Brilliant Twins of Seattle

ที่พักวิวหลักล้านที่ Qingjing รูปร่างหน้าตาเหมือนปราสาทกลางหุบเขา เราเจอที่พักนี้โดยบังเอิญฮะ ตอนนั้นคิดแค่ว่าอยากได้ที่พักบรรยากาศเก๋ๆหน่อย เพราะใครไป Qingjing ก็มักจะให้คำนิยามว่าเป็นสวิซเซอร์แลนด์ไต้หวัน เราเลยมองหาที่พักที่ใกล้เคียงกับบรรยากาศยุโรปสุดๆในราคาที่ไม่แพงมาก มาเจอที่นี่เข้า สะดุดตาสุดๆด้วยโทนสีเหลืองที่โดดเด่นไปถึงภูเขาอีกลูก(มั๊ง) 55555 เป็นอีกที่พักที่น่ารักเลยล่ะฮะ ได้ชาบูฟรี 1 ชุดสำหรับมื้อเย็นด้วย ไฮไลท์ของที่นี่คือ วิวรอบๆที่พักฮะ วิวโล่งมากกก เป็นทำเลที่ดีที่หนึ่งเลยล่ะ มองไปเห็นแม่น้ำที่ไหลผ่านท่ามกลางหุบเขา นั่งรอดูพระอาทิตย์ตกกับอากาศดีๆแบบนี้ อยากจะต่อเวลาอยู่ที่นี่อีกคืนเลย สวยมากกก ฮือออ

Google Maps :


6. Yangmingshan National Park

อุทยานแห่งชาติ Yangmingshan โลเคชั่นเจ๋งๆที่ไม่ควรพลาด เดินทางจากไทเปแค่แป๊บเดียวเท่านั้น สำหรับโลเคชั่นที่นี่จะมีจุดหลักทั้งหมด 13 จุด (ตาม Bus Stop) ซึ่งจริงๆแล้วสามารถเดินถึงกันได้หมดเลยนะ เหมาะมากสำหรับใครที่ชอบสายป่าเขา ชอบดูวิวภูเขาแบบสวยๆ และที่นี่ยังมีทั้งภูเขาไฟ น้ำพุร้อน ทุ่งหญ้า เรียกได้ว่าใครชอบแบบไหนก็จัดแพลนมาได้ตามใจเลยล่ะ สำหรับจุดแนะนำจะมี Xiao you keng เป็นไอน้ำจากปล่องภูเขาไฟ และอีกจุดที่พลาดไม่ได้ที่ขอยกให้เป็นไฮไลท์เลย Leng shui keng จริงๆมันเป็นเส้นทาง  Hiking Trail ที่ยาวกว่า 18 กม. เลยลองเดินขึ้นไปนิดหน่อย ก็จะเห็นวิวอลังการแบบนี้ มันดีมาก!

วัน-เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 17.00 น.

Google Maps :


7.Jiufen

จิ่วเฟิน (Jiufen Old Street) สถานที่เที่ยวยอดฮิตเมื่อไปเที่ยวไต้หวัน อารมณ์คนต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยและต้องไปพัทยา จิ่วเฟิน ก็ประมาณนั้นแหละฮะ ฟิลลิ่งแบบ Walking Street นักท่องเที่ยวล้วนนนจ่ะ เซย์ไฮ! แต่อะไรกันล่ะที่ทำให้จิ่วเฟินเป็นสถานที่ยอดฮิต ด้วยความที่เป็นอีกโลเคชั่นที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองมากๆ นั่นก็คือ โคมแดง ที่เป็น Signature ของจิ่วเฟิน จะถูกประดับเป็นทางยาวตลอดทางเดินเลยล่ะ และยังมีร้านน้ำชาวิวหลักล้านให้ไปจิบกันอีก ส่วนเราขอแนะนำ โลเคชั่นลับ มุมชิคๆใน Family Mart ด้านหน้าตลาด เดินเข้าไปสุดทางเดินจะเจอบรรยากาศที่คูลมากก!

Google Maps :


8.Chiang Kai-Shek Memorial Hall

อนุสรณ์สถานเจียงไคเชก เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของไต้หวันฮะ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1976 เพื่อระลึกถึงอดีตประธานาธิบดีเจียง ไคเชก และนอกจากเราจะได้ไปเที่ยวชม ความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม ประวัติความเป็นมาของท่านแล้ว ยังมีไฮไลท์ในการเที่ยวชมคือ พิธีการเปลี่ยนผลัดเวรทหารเพื่อทำความเคารพรูปปั้น ทุกต้นชั่วโมง 10.00-16.00 น. ที่สำคัญไม่เสียค่าเข้าชมด้วยนะ พอหันหลังจากรูปปั้นท่านเจียง เราก็จะพบกับมุมถ่ายรูปสวยๆ ด้วยรูปแบบอาคารและสถาปัตยกรรมในนั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการสมกับบารมีของท่านจริงๆ

Google Maps :


9.Beitou

Beitou โลเคชั่นท่องเที่ยวยอดฮิตอีกแห่ง ที่เดินทางสะดวกมากกกก ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่อง น้ำพุร้อนฮะ ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางในการมาแช่น้ำแร่ธรรมชาติที่โด่งดังมากๆของนักท่องเที่ยว ที่สำคัญคือเดินทางง่ายมาก จากไทเปคือใช้เวลาแป๊บเดียว ยังไม่ทันเหนื่อย ส่วนตัวชอบที่นี่นะฮะ ด้วยความที่มีกลิ่นอายแบบธรรมชาติ มีทั้งสวนสาธารณะ ลำธาร ค่อนข้างร่มรื่น เดินไม่เบื่อ เหมาะกับการเป็นเมืองที่พักผ่อนหย่อนใจมากๆ และยังมีสถานที่เจ๋งๆอย่าง ห้องสมุดสาธารณะของเมืองนี้ ติด Top 25 ห้องสมุดที่สวยที่สุดในโลกด้วยฮะ

Google Maps :


10. Yehliu Geopark

อุทยานเย่หลิว แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังของไต้หวันฮะ ไฮไลท์ของที่นี่คือ หินที่มีรูปร่างประหลาดๆ ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเล ลมทะเล และเกิดเป็นหินหน้าตาแปลกๆ ผสมกับจินตนาการของคนก็เลยมีชื่อเรียกหินต่างๆเพียบเลยล่ะฮะ ลองไปตามหากันดู! ด้วยโลเคชั่นที่อยู่ริมทะเล และมีการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวได้อย่างดี มีทางเดินเท้าชมธรรมชาติและชายฝั่งทะเล ทางเรียบดีฮะ เหมาะทั้งเดินชิลล์เรื่อยๆ หรือรถเข็นผู้สูงอายุ ตอบโจทย์หมด ทำให้ที่นี่เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับทุกวัยเลยล่ะ

Google Maps :

จบกันไปแล้วนะฮะ สำหรับ พิกัดถ่ายรูปแบบคูลๆที่ไต้หวัน ส่วนถ้าใครกำลังหาแพลนทริปไต้หวันอยู่ ลองไปดูรีวิวทริปไต้หวันของเรากันต่อได้ที่

ทริปไต้หวัน สายธรรมชาติ >> https://247journey.in.th/taiwanexplorer/

ทริปพาแม่เที่ยวไต้หวัน >> https://247journey.in.th/taiwan-mom-travel-guide/

และหากใครกำลังหาแพลนเที่ยวอยู่ ยังไม่รู้จะไปไหน สามารถติดตามทริปท่องเที่ยวอื่นๆของเราได้ทาง >> https://247journey.in.th เลยฮะ

Read More

พาไปเก็บ 15 ร้านอาหารฮ่องกง ที่คุณไม่ควรพลาด!

cover

พาไปเก็บ 15 ร้านอาหารฮ่องกง ที่คุณไม่ควรพลาด!

ฮ่องกงเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมจากเหล่านักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก ที่ต่างพากันเดินทางมาเพื่อเที่ยวและช้อปปิ้งรวมไปถึงสถานที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยร้านอาหารและของกินต่างๆมากมาย รับรองได้เลยว่าถูกใจเหล่านักท่องเที่ยวให้เดินทางมากันแบบไม่ขาดสายอย่างแน่นอน ดังนั้นวันนี้ Traveloka จึงขออาสาพาทุกคนไปเก็บ 15 ร้านอาหารฮ่องกง ที่คุณไม่ควรพลาดกันแบบจุกๆกันเลยทีเดียว รับรองว่าทริปนี้อิ่มท้องกันอย่างแน่นอน ว่าแล้วไม่รอช้าใครอยากตามมาเก็บร้านอาหารอร่อยในฮ่องกง ก็รีบกดจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวฮ่องกงมาได้เลยที่ Traveloka เว็บไซต์ที่จะทำให้การเดินทางของคุณประหยัดสุดคุ้ม แถมการกด จอง จ่าย ก็ยังง่ายดายหายห่วงได้เลย

จองตั๋วเครื่องบินฮ่องกงราคาโปรโมชั่น คลิกเลย >> https://www.traveloka.com/th-th/flight/to/Hong-Kong.HKG

1.Sea View Congee

ขอขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2JyH9u7

มาเริ่มร้านแรกกันที่ร้าน Sea View Congee ซึ่งเป็นร้านโจ๊กที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และยังเป็นร้านโจ๊กยอดฮิตถูกปากคนไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งเมนูของร้านแห่งนี้นั้นก็คือ โจ๊กที่มีเนื่อสัมผัสเนียนละเอียดผสมผสานไปกับความหอมมันของน้ำเต้าหู้ที่ทำให้รสชาติโจ๊กอร่อยกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดอีกหนึ่งอย่างนั้นก็คือ ก๋วยเตี๋ยวหลอดปาท่องโก๋ ที่มีลักษณะเป็นเส้นใหญ่พันปาท่องโก๋เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มที่ใช้ทานคู่กันทำให้เกิดเป็นความอร่อยที่ถูกใจเหล่านักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี


2.Dim Sum Icon

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/pg/DIMSUMICON

ร้านถัดมาก็คือร้าน Dim Sum Icon ซึ่งเป็นร้านที่มีการออกแบบมาได้อย่างน่ารักสดใสแถมเมนูอาหารก็ยังชวนให้น่าหลงใหลอีกด้วย โดยเมนูเด็ดของที่นี่จะเป็นเมนูติ่มซำที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ติ่มซำธรรมดา แต่ยังมีการออกแบบให้มีลวดลายออกมาเป็นตัวการ์ตูนกูเดทามะ หรือ เจ้าตัวไข่ขี้เกียจสีเหลืองน่ารักสดใส  ที่มีเมนูต่างๆให้เราเลือกได้ตามใจชอบ โดยเมนูที่ทางเราขอแนะนำก็คือ ซาลาเปาไส้ไหลที่ใครได้ลองเป็นต้องติดใจกันอย่างแน่นอน


3.Mak Man Kee

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/MakManKeeNoodleShop

ร้าน Mak Man Kee เป็นร้านบะหมี่เกี๊ยวขวัญใจคนฮ่องกงและเหล่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากมาย เนื่องจากร้านนี้ราคาอาหารไม่แพงมาก บวกกับวัตถุดิบอย่างดีที่นำมาใช้ในการประกอบอาหาร ทำให้เกิดเป็นรสชาติของบะหมี่เส้นเหนียวหนุบหนับ และเกี๊ยวกุ้งที่มีความกรุบกรอบสัมผัสได้ถึงเนื้อกุ้งเน้นๆ ที่เรียกได้ว่าฟินสุดๆ หากใครอยากมาลองชิมบะหมี่เกี๊ยวแบบฮ่องกงก็สามารถเดินทางมาได้ที่นี่เลยรับรองว่าถูกปากแน่นอน


4.Tim Ho Wan

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/timhowan

มาต่อกันที่ร้านติ่มซำ ชื่อดังของฮ่องกงอย่าง ร้าน Tim Ho Wan ที่ได้รับรางวัล มิชลินสตาร์ แถมยังเป็นร้านที่ได้รับรางวัลร้านมิชลินสตาร์ที่ถูกที่สุดในโลก ในปี 2010 อีกด้วย โดยเมนูเด็ดของภายในร้านแห่งนี้นั่นก็คือ ซาลาเปาหมูเเดงอบ ที่ไม่ว่าจะทำเสร็จออกมากี่รอบก็หมด ทำให้มีคนมายืนรอคิวกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ก็ยังมีเมนูเด็ดอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ฮะเก๋ากุ้ง ข้าวเหนียวห่อใบบัว และตบท้ายด้วยของหวานอย่างสาคูมะม่วงส้มโอ ที่เป็นของหวานยอดนิยมของฮ่องกงเลยทีเดียว


5.Good Hope Noodle

ขอขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/30BdFRF

อีกหนึ่งร้านบะหมี่เกี๊ยวฮ่องกง ที่ได้รับความนิยมจากเหล่าบรรดานักท่องเที่ยว และชาวฮ่องกงด้วยกัน ซึ่งเมนูที่ไม่ว่าใครที่มาร้านนี้ก็จะสั่งกันนั่นก็คือ บะหมี่เกี๊ยว แต่เมนูที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกคนลองทานกันนั่นก็คือ บะหมี่หมูซอสพริก ที่มีครบทุกรสชาติ ทั้งหวาน เค็ม เผ็ด คลุกเคล้าไปกับเส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่มทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม จนต้องสั่งอีกจานเลยทีเดียว หากใครที่ไม่ชอบทานจืดๆก็แนะนำให้สั่งเมนูนี้ได้เลยรับรองว่าเด็ดแน่นอน


6.Taicheong Bakery

ขอขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2xLnTTl

มาถึงฮ่องกง ก็พลาดไม่ได้เลยกับร้านทาร์ตไข่เก่าแก่ชื่อดัง อย่างร้าน Taicheong Bakery ที่ตั้งอยู่ในย่าน จิมซาจุ่ย เป็นร้านที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด เพราะที่ร้านแห่งนี้เปิดขายทาร์ตไข่ซึ่งเป็นขนมยอดฮิตของเกาะฮ่องกง โดยจุดเด่นของทาร์ตไข่ร้านนี้นั้นก็คือ เนื้อครีมไข่ที่เนียมนุ่ม หอมละมุน ไปกับรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ไม่หวานจนเกินไปทำให้เกิดเป็นความอร่อยที่ลงตัวและเป็นขนมที่ทำให้เหล่านักท่องเที่ยวถูกใจจนต้องกลับมากินซ้ำกันอีกหลายรอบเลยทีเดียว นอกจากนี้ทางร้านก็ยังมีเมนูขนมอีกมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อเลือกหากันได้ตามอัธยาศัยอีกด้วย


7.Lan Fong Yuen

ขอขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/fongyuen.lan.7

อีกหนึ่งร้านในตำนานของเกาะฮ่องกงแห่งนี้ นั้นก็คือร้าน Lan Fong Yuen ซึ่งเป็นร้านชานมเจ้าดังระดับตำนาน ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1952 เรียกได้ว่าเป็นร้านที่มีความเก่าแก่เป็นอย่างมาก แถมภายในร้านยังถูกตกแต่งออกมาให้คงความเก่าแก่ผสมผสานกับความทันสมัยขึ้นมาทำให้ภายในร้านมีบรรยากาศที่สุดแสนจะคลาสสิค โดยเมนูเด็ดของร้านนี้นั้นก็คือ ชานมฮ่องกง กับ เฟรนซ์โทสฮ่องกงที่เป็นเรียกได้ว่าเมนูอาหารที่ผสมผสานความเป็นฮ่องกงกับอาหารตะวันตกเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว


8.Ocean Empire

ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://bit.ly/30tEcR5

ร้าน Ocean Empire เป็นหนึ่งในร้านอาหารฮ่องกงที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด เนื่องจากภายในร้านเเห่งนี้เป็นร้านโจ๊กสุดฮิตของคนฮ่องกง ที่มักเรียกร้านนี้ว่า ร้านโจ๊กสีม่วง ซึ่งเป็นร้านที่มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลายเมนู และในทุกเมนูโจ๊กของร้านนี้จะมีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มทำให้สามารถรับประทานได้อย่างคล่องคอ โดยเมนูหลักๆที่คนส่วนใหญ่นิยมทานของร้านนี้นั้นก็คือ โจ๊กปลา โจ๊กเลือดหมู โจ๊กฟักทอง ข้าวโพด หมูสับ ที่มีราคาเพียงแค่ชามละ 38 เหรียญเท่านั้น หากใครมาที่ฮ่องกงแล้วละก็ อย่าลืมแวะไปทานร้านนี้ได้เลย


9.Australian Diary Company

ขอขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2JEmBix

หากใครที่อยากมาลองทางร้านอาหารเช้าของชาวไต้หวันแล้วละก็ สามารถมาลิ้มลองรสชาติกันได้ที่ร้าน Australian Diary Company ซึ่งเป็นร้านอาหารเช้าในย่าน จอร์แดน แถวย่านจิมซาจุ่ย ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ 7.30 น. ไปจนถึงเที่ยง โดยบริเวณหน้าร้านจะเนืองเเน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมากมายืนเรียงรายต่อคิวเพื่อซื้ออาหารเช้าไปรับประทาน โดยเมนูของทางร้านจะมีด้วยกันทั้งหมด 3-4 เมนูเท่านั้น ซึ่งเมนูที่คนส่วนใหญ่นิยมสั่งกันจะเป็นชุดอาหารเช้า ที่มีขนมปัง 1 คู่ ไข่ดาว มักกะโรนี แฮม รวมไปถึงชาหรือกาแฟที่ลูกค้าสามารถสั่งได้ตามใจชอบ และอีกหนึ่งเมนูที่อยากแนะนำนั้นก็คือ นมตุ๋น ที่หวานหอมมันอร่อยจนต้องยกนิ้วให้เลยทีเดียว


10.Chili Party

ขอขอบคุณภาพจาก  https://bit.ly/2Gdmrh2

สำหรับใครที่เบื่ออาหารฮ่องกงแบบจืดๆและอยากลิ้มลองแบบที่มีรสชาติเผ็ดๆแล้วละก็ เราขอแนะนำร้าน Chili Party ซึ่งเป็นร้านอาหารจีนสไตล์เสฉวน ต้นฉบับของความเผ็ดร้อน ของหม่าล่าฮ่องกงเลยทีเดียว โดยจุดเด่นของทางร้านนั้นก็คือสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ถึง 4 ระดับด้วยกัน ซึ่งในทุกระดับความเผ็ดจะมีส่วนผสมของหม่าล่าเป็นองค์ประกอบ ที่รับรองได้ว่าเผ็ดลิ้นชาแน่นอน หากใครที่จะเดินทางมาก็ขอแนะนำให้สั่งปลาเสฉวน ไก่ผัดพริกเสฉวน ที่เป็นเมนูแนะนำของทางร้านได้เลย


11.Kau Kee

ขอขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2LlKw9A

ร้านอาหารฮ่องกง ที่ต่อมาที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักนั่นก็คือ ร้าน Kau Kee ซึ่งเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อในตำนานของฮ่องกงที่เปิดให้บริการมานานกว่า 90 ปี แถมยังได้รับรางวัลมิชลินสตาร์หลายปีติดต่อกัน ซึ่งเมนูที่คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานกันนั้นก็คือก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำใส ที่มีรสชาติกลมกล่อมและยังมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนจากการตุ๋นเนื้อมานานหลายชั่วโมง ทำให้ร้านนี้เป็นที่นิยมของชาวฮ่องกงและเหล่าชาวต่างชาติมากมาย รวมไปถึงคนไทยที่ต่างพากันมายืนต่อคิวรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านนี้กันอย่างล้นหลาม


12.Sun Kee

ขอขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2xKndxs

เอาใจสาวกคนรักชีสกันที่ร้าน Sun Kee หรือ ที่รู้จักกันว่าร้านบะหมี่คอหมูย่างราดชีส ในย่านจิมซาจุ่ย เป็นร้านอาหารเล็กๆที่ส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักในหมู่ของชาวฮ่องกงมากกว่า โดยเมนูเด็ดของร้านนี้เเน่นอนว่าต้องเป็นเมนูบะหมี่คอหมูย่างราดชีสแบบจัดเต็มที่มองดูแล้วหลายคนอาจจะคิดว่ามันต้องเลี่ยนแน่ๆแต่ เมื่อได้ลองทานบอกได้เลยว่ามันไม่ได้เลี่ยนอย่างที่คิด โดยเฉพาะตัวซอสชีสที่ผ่านการปรุงรสชาติในสไตล์ของฮ่องกงทำให้ได้ออกมาเป็นรสชาติที่กลมกล่อมลบภาพของความเป็นชีสสไตล์ฝรั่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากใครอยากลองเมนูแปลกใหม่แบบนี้ก็ไม่ควรพลาดร้านนี้เลย


13.Cheung Hing Kee Shanghai Pan-Fried Buns

ร้าน Cheung Hing Kee Shanghai Pan-Fried Buns หรือ ร้านซาลาเปาเซี่ยงไฮ้ เป็นหนึ่งในร้านอาหารอร่อย ราคาย่อมเยาว์ แถมยังได้รางวัลระดับมิชลินสตาร์อีกด้วย หากใครที่เดินทางมาเที่ยวแถวย่านจิมซาจุ่ยแห่งนี้ แล้วก็ไม่ควรพลาดที่จะมาลิ้มลองรสชาติของซาลาเปา ที่รับประกันความสดใหม่แบบทำเสร็จกันร้อนๆให้ได้ทานกันเลยทีเดียว โดยเมนูหลักของร้านนี้ที่เราอยากจะแนะนำนั้นก็คือ ซาลาเปาเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตของทางร้านที่ใช้กรรมวิธีแบบกึ่งนึ่ง กึ่งทอด ที่ทำให้ได้ซาลาเปาที่กรอบนอกนุ่มใน แบบที่หยุดทานไม่ได้กันเลยทีเดียว


14.Mammy Pancake

ขอขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/32lr0Q1

อีกหนึ่งเมนูเด็ดที่มาฮ่องกงแล้วไม่ควรพลาดนั้นก็คือ วาฟเฟิลบอลของร้าน Mammy Pancake ซึ่งเป็น 1 ใน 23 ร้านสตรีทฟู้ดระดับมิชลินสตาร์ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากชาวฮ่องกงและชาวต่างชาติ โดยเมนูหลักๆของที่นี่จะเป็นวาฟเฟิลฮ่องกงที่มีความหอมมัน กรุบกรอบ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักท่องเที่ยว โดยจะมีให้เลือกหลากหลายรสชาติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น งาดำ ชาเขียว ชาเขียวผสมถั่วแดง หมูหยอง มันหวาน ชีส ที่จะมีราคาแตกต่างกันออกไป แต่ถ้าหากใครอยากลองสูตรออริจินัลก็สามารถสั่งได้เช่นกัน


15.Kam’s Roast Goose

มาถึงร้านสุดท้ายที่เราจะแนะนำกันนั่นก็คือ ร้าน Kam’s Roast Goose ซึ่งเป็นร้านห่านย่างระดับมิชลินสตาร์ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ห่านที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น ควบคู่ไปกับหนังที่มีความกรอบหอมมันอร่อย ที่ไม่ว่าจะกัดเข้าไปกี่คำก็ไม่มีทางเบื่อ เพราะที่ร้านแห่งนี้เขาใส่ใจในทุกขั้นตอนกรรมวิธี ทำให้ได้ออกมาเป็นจานที่ดีที่สุด จึงทำให้ร้านแห่งนี้ได้รางวัลมิชลินสตาร์มาถึง 3 ปีซ้อน ทำให้เรามั่นใจในคุณภาพและรสชาติของอาหารได้ว่าร้านนี้เด็ดและไม่ผิดหวังแน่นอน

หมดไปแล้วกับ 15 ร้านอาหารฮ่องกงที่คุณไม่ควรพลาดกันแบบจุกๆ หากใครที่เดินทางมาเที่ยวที่นี่แล้วละก็ สามารถไปแวะชิมร้านเหล่านี้ได้เลยรับรองว่าเด็ดแน่นอน เพราะเราได้คัดสรรร้านที่ดีและอร่อยจนต้องบอกต่อให้ทุกคนได้มาชิมด้วยตัวเอง และที่สำคัญหากใครที่จะเดินทางมาเที่ยวที่ฮ่องกงนี้แล้วละก็นอกจากจะเตรียมร่างกายมาให้พร้อมแล้ว ยังต้องเตรียมเงินในกระเป๋าให้ดีเพราะเชื่อได้เลยว่าเจอของถูกปากแบบนี้แล้วนั้น กระเป๋าตังฟีบแน่นอน


:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

อ่านรีวิวทริปเที่ยวและเดินทางของ 247Journey ต่อได้ที่ >> https://247journey.in.th/

Read More

เที่ยว โครเอเชีย (Croatia) กระเป๋าตังค์ไม่เพลีย ถ้าปักหมุดไปเที่ยวตามนี้

Croatia-tourkrub

เที่ยว โครเอเชีย (Croatia) กระเป๋าตังค์ไม่เพลีย ถ้าปักหมุดไปเที่ยวตามนี้

โครเอเชีย หนึ่งประเทศชื่อคุ้นหู แต่อาจจะห่างไกลจากจินตนาการว่าหน้าตาภูมิประเทศของประเทศนี้เป็นอย่างไร  ซึ่งต้องบอกเลยว่าคงพลาดมากๆ ถ้านักท่องเที่ยวคนไหนยังไม่ได้ไปสัมผัสกับที่โครเอเชีย เพราะเมืองอัญมณีแห่งทะเลอะเดรียติกแห่งนี้เป็นหนึ่งในประเทศแถบยุโรปที่สวยงามจนถ้าได้ไปเยือนสักครั้งจะต้องหลงรักมนต์เสน่ห์ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวของโครเอเชียอย่างง่ายดาย ไม่แพ้เมืองอื่นๆในแถบยุโรปเช่นกันฮะ ว่าแต่ไปเที่ยวโครเอเชียจะไปเที่ยวที่ไหนได้บ้าง ตาม “ทัวร์ครับ” เว็บไซต์ที่รวบรวมทัวร์ที่ดีที่สุดไว้มากที่สุด รวบรวมที่เที่ยวโครเอเชียมาให้แล้ว รับรองว่าไปเที่ยวตามนี้กระเป๋าตังค์ไม่เพลียแน่นอน!

สำหรับนักเที่ยวสายชิลล์ที่อยากเที่ยวโครเอเชียแบบสบายๆ ไปโครเอเชียแบบไม่มีเพลีย ไม่ต้องทำแพลนให้ยุ่งยาก ทั้งเรื่องวีซ่าเชงเก้นและการเดินทาง สามารถไปจองทัวร์โครเอเชียกับ “ทัวร์ครับ” (Tourkrub) จองทัวร์ครบจบที่ทัวร์ครับ กันเลยฮะ

จองทัวร์โครเอเชีย  กับ  ทัวร์ครับ


1.เมืองเก่าดูบรอฟนิค (Dubrovnik Old Town)

Dubrovnik Old Town เมืองเก่าริมทะเลทรงเสน่ห์ทางตอนใต้ของ โครเอเชีย อันเป็นไข่มุกแห่งทะเลอเดรียติก (Adriatic Sea) กับทัศนียภาพคุ้นตาของเมืองและบรรยากาศรอบๆ เมืองที่สวยงามอลังการจนถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำซีรี่ยส์เรื่อง Game of Thrones อันโด่งดัง  ที่ต้องบอกว่าจากฉากของ King’s Landing ในซีรี่ยส์ดัง  ทำให้ตอนนี้เมืองดูบรอฟนิคได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญแห่งหนึ่งของการเที่ยวโครเอเชียไปแล้ว  ด้วยเมืองเก่าที่สร้างจากหินหลังคาสีส้มอิฐ  ในบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน  บนมุมสูงของภูเขาที่โอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใสของทะเลอาเดรียติก  กับความสวยงามโดดเด่นจนได้รับการยกให้เป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโกในปี ค.ศ.1979 เลยทีเดียว

พิกัด : Dubrovnik


2. เมืองเก่า Korcula

Korcula  อีกหนึ่งเมืองเก่าแก่ของโครเอเชีย  เมืองประวัติศาสตร์ที่มีสถาปัตยกรรมยุคกลางอันทรงเสน่ห์  แม้จะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่เพียงราวๆ 3,000 คน  แต่ก็ทำให้เมืองเล็กๆ น่ารักแห่งนี้น่าสนใจ  ด้วยความเก่าแก่สุดคลาสสิคที่ลงตัวท่ามกลางบรรยากาศของท้องทะเลสวยๆ ที่เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างมีสไตล์ท่ามกลางธรรมชาติ  และบรรยากาศที่เงียบสงบในวันสบายๆ เป็นที่สุด

พิกัด : Korcula


3. เมืองโรวินจ์  (Rovinj)

เมืองโรวินจ์  (Rovinj)  เมืองท่าโบราณและเป็นเมืองตากอากาศชื่อดังของ โครเอเชีย  ที่ได้ชื่อว่าเป็ฯหนึ่งในเมืองที่งดงามที่สุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนีย  เป็นเครื่องรับประกันความสวยงามของเมืองแห่งนี้  ด้วยศิลปวัฒนธรรมที่อัดแน่น  ผ่านเรื่องราวต่างๆ ของเมืองที่ถูกสะสมมาอย่างยาวนาน  และยังคงยึดมั่นในวิถีชาวประมงโครเอเชียแบบดั้งเดิม  ที่ช่วยเสริมมนต์เสน่ห์ของเมืองแห่งนี้ให้ยิ่งน่าหลงใหลเพิ่มขึ้นไปอีก 

พิกัด : Rovinj


4. เมืองสปลิท (Split)

เมืองสปลิท (Split)  เมืองชายทะเลเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในทะเลอเดรียติก  มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ  เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคกรีก  มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 2,500 ปี  จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโครเคเชีย  ที่สวยงามทรงคุณค่าจนต้องห้ามพลาดเมืองนี้อย่างเด็ดขาด  และยังเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของโครเอเชีย  อย่าง  พระราชวังไดโอคลีเชียน (Diocletian’s Palace) แห่งจักรวรรณดิโรมันอีกด้วย

พิกัด : Split


5. เมืองโทรเกียร์ (Trogir)

อีกหนึ่งเมืองประวัติศาสตร์ของโครเอเชีย  เมืองโบราณตั้งแต่สมัยกรักที่ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ  มีเอกลักษณ์ด้วยลักษณะพิเศษอันโดดเด่นของบ้านเมืองแบบ้านเรือนเก่าแก่สไตล์กรีก – โรมัน ที่สร้างด้วยอิฐมีหลังคาสีส้มเหมือนกันทั้งเมือง  ตัดกับสีฟ้าใสของน้ำทะเล  ริมฝั่งท้องทะเลเอเดรียติกกว้างรอบๆ ตัวเมือง  ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1997 เช่นเดียวกันกับแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นมรดกโลกอีกหลายแห่งของโครเอเชีย

พิกัด : Trogir


6.พระราชวังไดโอคลีเชียน (Diocletian’s Palace) เมืองสปลิท (Split)

พระราชวังเก่าแก่อายุนับพันปีที่ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิไดโอคลีเชียน  ในช่วงราวๆ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4  กับความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมสไตล์โรมันดั้งเดิม  ในตากอากาศเมืองริมทะเลอย่างเมืองสปลิท  ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979  กับอาคารูปทรงสีเหลี่ยผืนผ้าที่สร้างจากหิน  ขนาดใหญ่กินพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร  มีทาว์เวอร์ 4 มุม ซุ้มประตูทางเข้าออกแบบโรมันทั้ง 4 ด้าน  อันเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมโรมันเก่าแก่สุดคลาสสิค

พิกัด : Diocletian’s Palace


7.มหาวิหารเซนต์เจมส์ (Cathedral of St. James) เมืองซิบีนิค (Sibenik)

อาสนวิหารขนาดใหญ่เก่าแก่  อายุราว 500 ปีที่สร้างด้วยหินตามแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างโกธิคและเรเนซองส์ในเมืองซิบีนิค (Sibenik)  ใช้ระยะเวลาในการสร้างนับร้อยปี  ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1431 – 1535 อันทรงคุณค่าและสวยงาม  โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของโดมขนาดใหญ่ของวิหาร  และรายละเอียดการตกแต่งภายนอกภายในอย่างละเอียดพิถีพิถัน  และวิจิตรบรรจง  จากหินอ่อนอันมีชื่อเสียงของโครเอเชียจากเกาะ Brac เข้ากับเทคนิคการประสานหินอ่อนเข้าด้วยกับแบบการต่อเลโก้ที่ทำให้มองแทบไม่เห็นรอยต่อ  จนสถานที่แห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกต่อมาในปี ค.ศ. 2000

พิกัด : Cathedral of St. James


8. โบสถ์อนาสตาเชีย (The Cathedral of St. Anastasia)  เมืองซาดาร์ (Zadar)

โบสถ์โรมันคาทอลิกเก่าแก่ยุคโรมาเนสก์  ถูกสร้างขึ้นในราวๆ สมัยศตวรรษที่ 5-6  ในสไตล์สถาปัตยกรรมเวนิส  นับป็นโบสถ์ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคดัลเมเชี่ยน  โบสถ์ประจำเมืองซาดาร์ (Zadar) ของโครเอเชีย  เมืองประวัติศาสตร์ซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 3,000 ปี  ซึ่งเป็นอดีตเมืองหลวงเก่าของภูมิภาคดัลเมเชีย (Dalmatia) ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต  แม้ตัวโบสถ์จะเคยได้รับความเสียหายจากสงครามศาสนาในปี ค.ศ. 1202 แต่ต่อมาก็ได้รับการบูรณะใหม่ให้ยังคงกลับความสวยงามอยู่จนถึงปัจจุบัน

พิกัด : The Cathedral of St. Anastasia


9. สนามกีฬากลางแจ้งพูลา อารีนา  (Pula Arena) เมืองพูล่า (Pula)

อารีน่า (Arena) หรือ Amphitheater สนามกีฬากลางแจ้งสมัยโบราณของชาวโรมัน  หรือที่เรารู้จักกันดีในนามโคลอสเซียม  ไม่ได้มีแต่เฉพาะในอิตาลีเท่านั้นนะ  เพราะที่โครเอเชียก็มีโคลอสเซียมเช่นกัน  ที่  สนามกีฬากลางแจ้งพูลา อารีนา  (Pula Arena) สนามกีฤษกลางแจ้งขนาดใหญ่รูปทรงวงรีก่อสร้างด้วยหินและทรายซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพูล่า (Pula) ของโครเอเชีย  สถาปัตยกรรมโรมันที่ยิ่งใหญ่  เก่าแก่ของโรเอเชีย  และยังนับได้ว่าเป็นหนึ่งในโคลอสเซียมที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกอีกด้วย

พิกัด : Pula Arena


10. อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ (Plitvice National Park)

อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ (Plitvice National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโครเอเชียได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979  มีพื้นที่กว่า 295 ตารางกิโลเมตร  อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ  ผืนป่าสีเขียวชอุ่ม น้ำตกขนาดใหญ่หลายจุด  และทะเลสาบสีเขียวมรกตสุดอลังการ  ซึ่งมีไฮไลท์อยู่ที่สะพานไม้ที่ทอดตัวยาวเลาะข้างเคียงไปกับน้ำตกขนาดใหญ่กลางทะเลสาบสีเขียวมรกต อันเป็นบรรยากาศสุด Unseen ที่หาชมและสัมผัสใกล้ชิดความงดงามของธรรมชาติแบบอย่างนี้ได้ยากมากถ้าไม่ใช่ที่อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ (Plitvice National Park) หนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดของโลกที่โครเอเชียแห่งนี้

พิกัด : Plitvice National Park


11. อุทยานแห่งชาติ Kornati National Park

พื้นที่หมู่เกาะอันเป็นสวรรค์ของโครเอเชีย  ซึ่งประกอบด้วยเกาะเล็ก ๆ กระจัดกระจายอยู่มากกว่า 80 แห่งอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล  ห้อมล้อมไปด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใสกว้างสุดสายตาแบบพาโนราม่า 360 องศา  รายล้อมด้วยหาดทรายสวยสีขาวเนียน  ตัดกับโขดหินและหน้าผาสีเหลืองอ่อน ๆ สดใส  ที่ทำให้อุทยานแห่งชาติ Kornati National Park แห่งนี้กลายเป็นอุทยานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในการทัวร์โครเอเชีย  โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักสายลม  แสงแดด เสียงคลื่น  และท้องทะเล  ที่นี่คือสวรรค์ที่แท้ทรูเลยทีเดียว

พิกัด : Kornati National Park


12.อุทยานแห่งชาติ Mljet National Park

อุทยานแห่งชาติ Mljet National Park พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของโครเอเชีย  บนอุทยานเก่าแก่ซึ่งตั้งอยู่บริเวณฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้  ผืนป่า  และสัตว์ป่านานชนิด  ท่ามกลางท้องทะเลเมดิเตเรเนียนสีเทอร์ควอยซ์  ในบรรยากาศสุดโรแมนติกของธรรมชาติ  ทั้งยังมีกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการเดินป่าชื่นชมธรรมชาติสำหรับนักเที่ยวสายกรีน  หรือจะเลือกทำกิจกรรมทางน้ำ  อาทิ  พายเรือคายัค  ว่ายน้ำ  ก็ดีงามไม่แพ้กัน

พิกัด : Mljet National Park


ปักหมุดที่เที่ยวดินแดนพระจันทร์เสี้ยวเมืองอัญมณีแห่งทะเลอะเดรียติกอย่างโครเอเชียกันไปครบแล้ว บอกเลยว่าไปเที่ยวโครเอเชียแล้วปักหมุดที่เที่ยวตามนี้ กระเป๋าตังค์ไม่มีเพลียแน่นอน แถมยังได้เช็คอินที่เที่ยวโครเอเชียกันแบบครบๆ ทุกแนวเลยด้วยล่ะ

:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

และสามารถติดตามทริปท่องเที่ยวอื่นๆของเราได้ทาง >> https://247journey.in.th

Read More

15 บาร์ลับ ที่ไปแล้วจะไม่อยากกลับ ณ โตเกียว (Tokyo)

hidden-bar-tokyo

15 บาร์ลับ ที่ไปแล้วจะไม่อยากกลับ โตเกียว (Tokyo)

ใกล้สิ้นปีแบบนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนคงกำลังวางแผนไปเที่ยวพักผ่อนที่เมืองยอดฮิตอย่าง โตเกียว เพื่อให้รางวัลตัวเองจากการทำงานหนักมาทั้งปี มาทำให้การไปเที่ยวโตเกียวครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหน โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นสายชอบดื่ม จดลิสต์บาร์พวกนี้ไว้ให้ดี ไปถึงโตเกียวเมืองแห่งแสงสีของโลก อย่าหยุดแค่สถานที่แลนด์มาร์ก ตกดึกเมื่อไหร่ไปตามเก็บบาร์ลับ ดีๆ ที่เรารวบรวมมาให้แล้วในบทความนี้ รับรองว่าถ่ายรูปไปประดับ IG ได้เก๋กว่าใครจนคนต้องคอนเมนต์ถามหาพิกัดรัวๆ

และถ้าอยากเซฟเงินไปเก็บบาร์เด็ดๆ ที่ว่า อย่าลืมจองตั๋วเครื่องบินไปโตเกียวกับ Traveloka ให้เราช่วยเลือกและคัดตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นที่มีราคาถูกที่สุดมาให้ ไม่ต้องเสียเวลาไปเทียบราคาทีละเว็บให้วุ่นวาย ยิ่งถ้าใครจองช่วงนี้ 25-29 กันยายน 2019 ยิ่งถูกสุดๆเพราะ Traveloka มอบส่วนลดสูงสุดถึง 80% ในแคมเปญ EPIC SALE ทั้งโรงแรม เที่ยวบิน และรถรับส่งสนามบิน แถมเดินทางได้ถึงปีหน้าเลยจ้า

ดูรายละเอียด EPIC SALE และรับส่วนลดสูงสุด 80% คลิกที่นี่เลย >> https://www.traveloka.com/en-th/promotion/epicsaleth

เช็คราคา จองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกับ Traveloka คลิก >> https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-japan

1.Roku Nana

Credit : http://www.spoon-tamago.com/2010/02/22/secret-bar-roku-nana-六七/

ประเดินร้านแรกด้วยร้านชิคๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณสถานีรปปงหงิ (Roppongi station) ดูภายนอกอาจจะไม่รู้เลยว่าที่นี่เป็นบาร์ ทำให้คุณยิ่งรู้สึกถึงการเข้าไปใน บาร์ลับ ร้านนี่มีเครื่องดื่มหลากหลายให้คุณเลือกดื่มไม่ว่าจะค็อกเทล วิสกี้ และไวน์ โดยภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบหรู รอบล้อมไปด้วยวิวสวยๆ ของตึกรปปงปงิที่ทำให้บรรยากาศการดื่มครั้งนี้มันเพลินซะเหลือเกิน นอกจากนี้ทางร้านยังมีอาหารว่างรสชาติดีให้บริการอีกด้วย

แผนที่ : Verde Roppongi 3F, 7-16-11 Roppongi, Minato-ku,Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : จันทร์-เสาร์ ตั้งแต่ 20.00-03.00 น. ปิดวันอาทิตย์


2. EST!

Credit : https://umamimart.com/blogs/main/akio-watanabe-of-bar-est-tokyo

ร้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณอูเอโนะ (Ueno) ร้านเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1973 โดยเจ้าของร้านคือคุณวาตานาเบะที่ตอนนี้อายุกว่า 80 ปีแล้ว แต่บอกเลยว่าอายุไม่ใช่อุปสรรค เพราะฝีมือการชงค็อกเทลของแกยังสุดยอดเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน นอกจากนี้แกยังขึ้นชื่อเรื่องการคัดสรรสาเกญี่ปุ่นมาเสิร์ฟลูกค้าอีกด้วย ลองนึกภาพที่ได้นั่งดื่มชิลๆ ในบรรยากาศร้านที่เป็นวินเทจจริงๆ แค่คิดก็ฟินแล้ว อ้อ! ร้านนี้ยังสามารถจองล่วงหน้าได้อีกด้วยนะ

แผนที่ : 3-45-3 Yushima, Bunkyo-ku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : จันทร์-เสาร์ ตั้งแต่ 18.00-24.00 น. ปิดวันอาทิตย์


3.Bar Benfiddich

Credit : https://punchdrink.com/articles/modern-alchemy-at-tokyo-ben-fiddich-bar-cocktails/

ร้านที่ถูกเปิดโดยบาร์เทนเดอร์ชื่อคุณฮิโรยาสุ คายามะ แม้ว่าบรรยากาศร้านจะดูเต็มไปด้วยวิสกี้ แต่สิ่งที่ขึ้นชื่อที่แท้จริงของร้านคือค็อกเทลที่ผสมสมุนไพรลงไปด้วย ร้านนี้เริ่มจากการที่คุณคายามะเป็นคนที่หลงใหลในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีสมุนไพรและส่วนผสมพื้นบ้านสุดๆ บางส่วนผสมก็ได้มาจากสวนที่ปลูกโดยบ้านของเขาเองจากจังหวัดไซตามะเลยทีเดียว ไฮไลต์ของบาร์นี้คือ ไม่มีเมนู! เพราะคุณคายาะมักปรุงสดให้กับลูกค้าแต่ละคน เอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ

แผนที่ : Yamatoya Bldg. 9F, 1-13-7 Nishi-Shinjuku, Shinjuku-ku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : จันทร์-เสาร์ 18.00-02.00 น. ปิดวันอาทิตย์


4. Gen Yamamoto

Credit : https://savvytokyo.com/cocktail-omakase-bar-gen-yamamoto/

บาร์ลับ เด็ดๆต้องบอกต่ออีกที่ เพราะบาร์นี้คือบาร์ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังนั่งในร้านโอมากาเสะยังไงยังงั้น เพราะบาร์เทนเดอร์ที่นี่จะใช้มีดมากกว่าถ้วยตวงเหล้าซะอีก สำหรับเครื่องดื่มของที่นี่จะใช้ผลไม้และผักของท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสมอีกด้วย แต่สิ่งที่ไม่อยากให้พลาดของบาร์นี้ คือเซ็ตที่จะให้คุณได้ลองเครื่องดื่ม 4-6 เมนู รับรองว่าประทับใจแน่นอน ถ้าอยากลองไม่ต้องรอถึงค่ำ เพราะร้านเริ่มเปิดตั้งแต่ 15.00 น. เลย

แผนที่ : 1-6-4 Azabu-Juban, Minato-ku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : อังคาร-อาทิตย์ 15.00-23.00 น. ปิดวันจันทร์


5.Bar High Five

Credit : https://sharpmagazine.com/2016/09/19/youre-long-past-due-for-a-trip-to-tokyo/

บอกเลยว่าบาร์นี้หาไม่ง่าย เพราะมันตั้งอยู่ในตึกออฟฟิศที่ดูธรรมดาทั่วไปในย่านกินซ่า (Ginza) แม้ว่าร้านจะเป็นห้องเล็กๆ แต่ก็สามารถดึงดูดลูกค้ามาได้ไม่ขาดสาย ดำเนินการโดยเจ้าของร้านอย่างคุณฮิเดสุกุ อุเอโนะ โดยที่คุณฮิเดสุกุก็เป็นบาร์เทนเดอร์ของร้านนี้เองด้วย นี่เป็นอีกร้านที่ไม่มีเมนูให้คุณ แต่บาร์เทนเดอร์จะถามคำถามต่างๆ เพื่อเลือกค็อกเทลที่เหมาะสมให้กับคุณเอง ได้ลองจิบแก้วแรก รู้ตัวอีกทีคุณอาจจะสั่งตามมาอีกเพียบ

แผนที่ : 5 Chome−4−15 Efflore Ginza5 Bldg., Ginza, Chuo,〒104-0061 Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : จันทร์-เสาร์ 17.00-23.00 น. ปิดวันอาทิตย์


6.Ginza Magic Bar Tejinakkuru

Credit : https://favy-jp.com/topics/1530fbclid=IwAR2HtCvZySEpyI7gVd0vGlGQ9QbXt_DMN7uPB_Dua20o9HskU1ZenGYASW8

ถ้าอยากลองประสบการณ์ดื่มไป ดูมายากลไป ต้องมาที่นี่เลย บาร์ที่อยู่ห่างจากสถานีกินซ่า (Ginza Station) แค่ 4 นาทีเท่านั้น มาถึงร้านคุณจะรู้สึกสนุก ผ่อนคลายสุดๆ กับบาร์เทนเดอร์ที่คอยเอนเตอร์เทนคุณด้วยทริคมายากลแบบต่างๆ พร้อมบรรยากาศในร้านที่มีความเฮฮา ลองแวะมาร้านนี้แล้วจะลืมความเครียดต่างๆ ไปก่อนได้เลย

แผนที่ : 3F, 7-7-19 Ginza, Chuo-ku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : จันทร์-ศุกร์ 19:00 – 03:00 น. , วันเสาร์ 19:00 – 01:00 น. ปิดวันอาทิตย์


7.Albatross

Credit : https://www.timeout.com/tokyo/bars-and-pubs/albatross

ร้านเล็กๆ ที่กลางร้านโดดเด่นด้วยแชนเดอเรียในย่านชินจูกุ (Shinjuku) เรียกได้ว่าเป็นร้านที่มีเสน่ห์สุดๆ ด้วยการตกแต่งแบบวินเทจพร้อมผสมผสานงานอาร์ตเข้าไปด้วย ร้านเปิดมาตั้งแต่ปี 1997 โดยตั้งอยู่ในชินจูกุ ซึ่งต้องวัดดวงอยู่เหมือนกันเพราะหาที่นั่งว่างได้ยากมากนั่นเอง ที่ร้านมีบริการเครื่องดื่มหลากหลายตั้งแต่สาเก ไวน์ ค็อกเทล และโชจู ใครที่มีแผนจะไปเที่ยวแถวชินจูกุอยู่แล้ว อย่าลืมแวะไปดูนะ

แผนที่ : Golden Gai 5th Alley, 1-1-7 Kabukicho, Shinjuku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน 19.00-05.00 น.


8.Trench, Tokyo

Credit : http://thepouringtales.com/rogerio-igarashi-vaz/

เจอร้านที่มีจุดขายหวือหวากันไปหลายร้านแล้ว ขอแนะนำร้านที่ดูธรรมดา แต่ให้ความรู้สึกไม่ธรรมดาอย่างร้านนี้ ร้านเล็กๆ ที่อยู่ใกล้สถานีอิบิสุ (Ebisu Station) ใช้เวลาเดินจากสถานีมาถึงร้านเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ไปถึงแล้วถ้าคุณไม่รู้จะสั่งเมนูอะไร ลองให้บาร์เทนเดอร์เลือกให้ก็ได้ เพราะที่นี่ขึ้นชื่อว่าบาร์เทนเดอร์มีรสนิยมที่ดีสุดๆ ใครที่ชอบความเรียบง่าย แต่ได้คุณภาพเน้นๆ ต้องร้านนี้เลย

แผนที่ : 1F, 1-5-8 Ebisu-Nishi, Shibuya-ku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน 19.00-02.00 น.


9.Record Bar Analog

Credit : https://punchdrink.com/articles/best-hidden-record-bars-tokyo/

คอเพลงต้องมา! บาร์ที่ตกต่างภายในสไตล์ Retro เท่ๆ พร้อมฟังเพลงเพลินๆ จากเครื่องเล่นแผ่นเสียงคุณภาพเยี่ยม ที่ทำให้คุณได้ปล่อยตัวเองไปกับเพลงแนวต่างๆ ตั้งแต่เพลงญี่ปุ่นพื้นบ้านไปจนถึงเพลงคลาสสิกตะวันตก และอย่าพลาดเมนู The Analog Mojito ตัวดัง ที่ทางร้านได้ใช้น้ำตาลชนิดพิเศษซึ่งทำให้ได้รสชาติล้ำลึกถึงเหล้ารัม และใช้มินต์จากประเทศคิวบาที่ให้รสชาติแรงและสดชื่นยิ่งกว่าสเปียร์มินต์ แค่อ่านคงยังไม่ซึ้งถึงรสชาติ ไปลองชิมเองเลยดีที่สุด

แผนที่ : 2-20-9 Dogenzaka, Shibuya-ku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน 20:00-03:00 น.


10. 8bit Caf

Credit : http://goinjapanesque.com/08788/

ย้อนวัยไปกับบาร์ลับที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศเกมยุคเก่า ซึ่งคุณสามารถนั่งเล่นเกมไป ดื่มไปได้ ด้วยการตกแต่งที่แค่เดินเข้าไปความทรงจำวัยเด็กก็ย้อนมา ลองดื่มเมนู 8bit original cocktails หรือจะลอง Dr. Mario drink ดูก็ดีต่อใจเช่นกัน ใครที่เป็นสายเกมเมอร์รับรองว่าไปแล้วจะเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

แผนที่ : 5F 3-8-9 Shinjuku, Shinjuku-ku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : อาทิตย์-พฤหัสบดี 19.00-02.00 น. , ศุกร์-เสาร์ 19.00-05.00 น.


11. JBS

Credit : https://vivreatokyo.com/shibuya-4-bars-club-4-ambiances.html

ชื่อร้าน JBS ย่อมาจาก Jazz, Blues, Soul นั่นเอง ถ้าคุณมองหาร้านนั่งดื่มที่เปิดเพลงดีๆ ต้องมาที่ร้านนี้ซึ่งเป็นบาร์ที่ซ่อนอยู่ในย่านชิบูย่า โดยที่ร้านมีแผ่นเสียงถึง 11,000 แผ่น โดยเจ้าของร้านจะเป็นคนเลือกและเปิดเพลงต่างๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้กับร้านในแต่ละวัน เดินเที่ยวมาเหนื่อยๆ อยากหาที่นั่งพักก็สามารถแวะไปได้ เพราะร้านเปิดตั้งแต่ 14.00 น. แถมเครื่องดื่มในร้านยังสบายกระเป๋าสุดๆ

แผนที่ : 1-17-10 Dogenzaka, Shibuya-ku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน 14:00-23:00 น.


12.Bar Orchard Ginza, Tokyo

Credit : https://www.tofugu.com/travel/bar-orchard/

บาร์ที่เป็นธุรกิจครอบครัว เพราะดำเนินงานโดยคู่สามีภรรยาที่มีความตั้งใจเต็มเปี่ยมคู่หนึ่ง ความพิเศษของที่นี่คือทางร้านจะให้คุณเลือกผลไม้ตามฤดูกาลมาอย่างหนึ่งจากบาร์ แล้วพวกเขาจะทำเครื่องดื่มค็อกเทลให้คุณโดยใช้ผลไม้นั้นเป็นส่วนผสมหลัก บอกเลยว่าทั้งคู่ชำนาญเรื่องการชงค็อกเทลสุดๆ โดยผสมผสานทั้งเทคนิคการชงแบบโมเดิร์นเข้ากับวิธีการชงแบบดั้งเดิม จนได้ค็อกเทลรสชาติเยี่ยมมาเสิร์ฟให้กับคุณ

แผนที่ : Sanraku Bldg 7F, 6-5-16 Ginza, Chuo-ku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : จันทร์-เสาร์ 18.00-23.30 น.


13. Tico Bar

Credit : https://experience-suginami.tokyo/2015/09/tico-bar-2/

ร้านนี้ตั้งอยู่นอกเมืองออกไปเล็กน้อย แต่ก็คุ้มค่าที่จะไปเพราะที่ร้านมีแอลกอฮอล์ที่ทำขึ้นเอง (Homemade) ให้เลือกลองมากมาย โดยแต่ละรสจะไม่ใช่รสที่หากินได้ทั่วไป เช่น วอดก้ารสขมิ้น วอดก้ารสตะไคร้ และวอดก้ารสทับทิม เป็นต้น ซึ่งถ้าคุณมีคำถามเกี่ยวกับเครื่องดื่ม พนักงานที่นั่นก็ยินดีที่จะตอบทุกคำถามอย่างตั้งใจ ทำให้เป็นร้านที่มีบรรยากาศ Friendly มากๆ อีกร้านหนึ่ง

แผนที่ : 3 Chome-68 Koenjiminami, Suginami City, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน 18.00-02.00 น.


14.Kyomachi Koishigure

Credit : http://cooljapan-city.com/area/tokyo/kyomachi-honkan-koishigure/

ร้านต่อมาคือร้านสไตล์ญี่ปุ่นที่เรามักเรียกกันว่าอิซากายะ (Izakaya) เมื่อเดินเข้ามาในร้านนี้ คุณจะรู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าไปอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว โดยที่นั่งจะแบ่งเป็นห้องขนาดต่างๆ เหมือนกำลังเดินอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ภายในตกแต่งสไตล์เกียวโตโบราณมีกระทั่งแม่น้ำจำลองไหลอยู่ภายในร้าน เดินเที่ยวดูญี่ปุ่นยุคปัจจุบันมาแล้วทั้งวัน ได้แวะพักในบรรยากาศญี่ปุ่นยุคโบราณใจกลางชินจูกุก็ให้ความรู้สึกดีไปอีกแบบ

แผนที่ : Musashino Kaikan 6F, 3-27-10 Shinjuku, Shinjuku-ku, Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : อาทิตย์-จันทร์ 17.00-23.00 น. , อังคาร 17.00-23.30 น. , พุธ-เสาร์ 17.00-04.00 น.


15.Planetarium Bar

Credit : https://media.magical-trip.com/recommended-unique-pubs-bars-tokyo-bar-planetarium-bar/

Credit : https://media.magical-trip.com/recommended-unique-pubs-bars-tokyo-bar-planetarium-bar/

บาร์สุดท้ายที่อยากแนะนำ อยู่ใกล้สถานีที่ชื่อคงไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่นัก นั่นคือสถานีชิโรกาเนะได (Shirokanedai station) เป็นบาร์บรรยากาศมืดๆ เพิ่มความลึกลับ แต่ทำให้เรารู้สึกราวกับกำลังนั่งดื่มอยู่ในอวกาศ ด้วยการตกแต่งที่เมื่อเรามองไปบนผนังจะเหมือนกับการนั่งมองท้องฟ้าที่มืดสนิทแต่เห็นทางช้างเผือกระยะประชิด ให้ความรู้สึกโรแมนติกเหมาะกับการพาคนรักไปนั่งผ่อนคลายกันที่สุด

แผนที่ : Tsutsui Shirokanedai Bldg 5F, 4-9-23 Shirokanedai, Minato-ku Tokyo

เวลาเปิด-ปิด : จันทร์-อังคาร 19.00-02.00 น. , ศุกร์-เสาร์ 19.00-03.00 น. , วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 19.00-24.00 น.


ประสบการณ์ใหม่ๆ ใน โตเกียว รอคุณอยู่ อย่าลืมจองตั๋วเดินทางกับ Traveloka นะฮะ เพราะถ้ามีปัญหาอะไรสามารถติดต่อ Call center ภาษาไทยช่วยเหลือคุณได้ 24 ชั่วโมง เลือกร้านที่ชอบ แล้วไปสัมผัสด้วยตัวเองแถมยังได้เก็บภาพร้านสุดเก๋มาอวดโซเชียลมีเดียกันอีกด้วย!


:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

อ่านรีวิวทริปเที่ยวและเดินทางของ 247Journey ต่อได้ที่ >> https://247journey.in.th/

Read More
error: Content is protected !!