close

เสิร์ฟอาหารตามใจเชฟ มื้อพิเศษที่ CHARM Cookery เพราะทุกจานมีเรื่องราว

CHARM Cookery

เสิร์ฟอาหารตามใจเชฟ มื้อพิเศษที่ CHARM Cookery เพราะทุกจานมีเรื่องราว

วันนี้กินอะไรดีอ่ะ? ประโยคฮิตที่ได้ยินกันแทบทุกวันใช่ไหมล่ะฮะ

เพราะบางทีแค่หาร้านอาหารหรือเมนูอร่อยๆ ก็เหนื่อยแล้วเนอะ

มันก็คงจะดีใช่ป่ะ ถ้าเราไม่ต้องคิดเองให้ปวดหัว แต่มีเชฟเป็นคนคิดแทนให้

มีรูปแบบการทานอาหารแบบนึงฮะ เรียกว่า Chef’s Table

ถ้าแปลแบบง่ายๆ ก็’โต๊ะของเชฟ’ ไงจะอะไรล่ะ XD

..

ใช่ฮะ! Chef’s Table เป็นการเสิร์ฟอาหารตามใจเชฟ

เป็นมื้อพิเศษที่เชฟคิดและคัดเลือกมาให้แล้ว

และยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้เชฟแต่ละคนได้โชว์ความสามารถ จินตนาการและความถนัดของตัวเอง

หรือแม้แต่การนำวัตถุดิบต่างๆที่สามารถหาทานได้ยากในช่วงนั้นๆ มาทำเป็นเมนูพิเศษให้เราได้ทาน

มื้อสุด Exclusive ขนาดนี้ ยังมีไฮไลท์พิเศษอีกอย่าง

คือการที่เชฟจะออกจากครัว มาพรีเซนต์เมนูอาหารแต่ละจานด้วยตนเอง

อธิบายกันถึงโต๊ะลูกค้า จะได้รู้กันถึงคอนเซปต์ เรื่องราว รวมถึงวัตถุดิบของอาหารแต่ละจาน

ว่ามันมีที่มายังไง ลักษณะมันเป็นยังไง อยากจะดึงรสชาติส่วนไหนออกมางี๊

..

แน่นอนล่ะฮะ เล่ามาแค่นี้ อาจจะยังนึกกันไม่ออกว่าอาหารมันจะมีเรื่องราวอะไรหว่า

ไม่รอช้า มาลอง Chef’s Table ครั้งแรกไปพร้อมกันนะฮะ <3

..

ครั้งนี้เราไปที่ร้าน CHARM Cookery ฮะ

ร้านอาหารสีขาว บรรยากาศอบอุ่นในย่านพระราม2

ใครจะไปเชื่อว่าแถวนอกเมืองแบบนี้ จะมีร้านอาหารสไตล์ออแกนิค ใส่ใจรายละเอียดกับเค้าด้วย

ข้อดีคือเราไม่ต้องฝ่ารถติด นั่งทนหิวไปเจอความวุ่นวายในเมือง

เราจะได้ enjoy good foods ในบรรยากาศสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน ซึ่งมันได้อรรถรสมากกว่าจริงๆน่ะแหละฮะ

อ้อ! ขอแนะนำตัวเชฟของ CHARM’s Chef Table ครั้งนี้ก่อน

ครั้งนี้มีเชฟ 2ท่าน คือ เชฟต๊อบ และ เชฟบอนนี่ ฮะ

เป็นเชฟเทเบิ้ลแบบไทยๆในช่วงฤดูปลายฝน-ต้นหนาวแบบนี้

ลองมาดูเมนูอาหารชาวบ้านที่เค้าทานกันในฤดูน้ำมากแบบนี้กันเต๊อะ

มาเริ่มกันด้วย First drink เรียกความสดชื่นกันหน่อย ‘น้ำผึ้งมะนาวอัญชัญ’

เห็นสีสวยๆในแก้วนี้ เป็นสีที่ได้จากดอกอัญชันที่ปลูกริมรั้วหน้าร้านด้วยฮะ

ไม่มีสารเคมีกวนใจแน่นอน

เรียกน้ำย่อยด้วยจานแรก ‘เกี๊ยวกลีบบัว’

จริงๆแล้วสมัยก่อนอาหารไทยไม่มีการทอดฮะ เรานำวิธีการผัดและทอดโดยใช้น้ำมันมาจากประเทศจีน

เราอาจจะเคยเห็นเมนูเกี๊ยวทอดกันบ่อยๆ แต่สมัยก่อนเค้าไม่มีแป้งเกี๊ยวไง

ชาวบ้านเค้าเลยเลือกใช้กลีบบัวมาห่อไส้ แล้วนำไปทอด

เสิร์ฟมาพร้อมกับ ‘ปลาเห็ด’

หน้าตาคุ้นๆใช่มั้ยล่ะ ใช่ฮะมันคือทอดมันนั่นแหละ

บางจังหวัดหรือบางภูมิภาคเค้าเรียกทอดมันว่าปลาเห็ดฮะ

เนื้อปลาโขลกกับพริกแกงหอมๆ แล้วก็ผ่านการนวดมาจนเนื้อเหนียว

เสียบไม้มาแบบน่ารักๆ หยิบทานได้แบบพอดีคำ

ยังหยิบยังจิ้มเพลินๆไม่ทันหมด อีกเมนูก็ตามมาด้วยความอลังการ

‘สะเดาน้ำปลาหวานกุ้งแม่น้ำเผา’

เอาจริงๆนี่คือครั้งแรกที่ทานสะเดา และเชื่อว่าหลายคนก็ไม่เคยทานและไม่รู้จักเหมือนเรา 5555

เชฟเล่าว่า เมนูนี้มีตั้งแต่สมัย ร.4 นู่นเลยฮะ

ช่วงนั้นบ้านเมืองเราสงบสุข ชาวบ้านเลยมีเวลาประดิดประดอย จับนู่นผสมนี่

ปกติก็เคยกินแต่มะม่วงน้ำปลาหวาน แต่พอมาทานกับของคาว มันเข้ากันได้จนน่าแปลกใจ

ในถ้วยนี้มีครบทั้ง3รสเลยฮะ รสเปรี้ยวเค็มหวานจากน้ำมะขามเปียก น้ำปลา และน้ำตาลมะพร้าว

โรยด้วยหอมเจียวและพริกแห้ง เวลาทานก็ตักราดบนเนื้อกุ้งเผา แนมด้วยสะเดาที่มีรสขม

เห้ย ทำไมมันอร่อยอ่ะ! ยิ่งตักไปตรงที่มีมันกุ้งด้วยแล้ว ละมุนสุดฮะ

..

กับข้าวเริ่มมา ที่ขาดไม่ได้เลยคือข้าวสิเนอะ

‘ข้าวใหม่-ปลาเกลือ’ ข้าวกล้องกุหลาบที่เป็นข้าวฤดูกาลใหม่

เสิร์ฟมาแบบร้อนๆกลิ่นหอมมากกกกก เม็ดสวยสุกแบบกำลังดี

ข้างบนคือปลาเกลือทอดกรอบฮะ แค่ตอนไอร้อนของข้าวโดนตัวปลา เราก็รู้เลยว่ามันต้องอร่อย 5555

และก็เป็นอย่างที่บอกจริงๆ ปลากรอบเนื้อแน่นรสเค็มกำลังดี ทานกับข้าวสวยหอมๆ แค่นี้ก็สุขแล้ว

เพิ่มความแซ่บด้วย ‘ยำสามปรุง’

ตัวละครเอกของเมนูนี้คือกุ้ง หนังหมู และไก่ฉีก

ยำแบบโบราณคือจะมีรสเปรี้ยวเค็ม ไม่เน้นหวาน

ไม่ใส่น้ำตาล แต่ความหวานที่ได้มาจากมะพร้าวคั่ว อร่อยมากฮะจานนี้

ยังๆ ยังไม่หมด อีกเมนูที่ตราตรึงใจสายแซ่บทางนี้มากคือ ‘แกงเลียงแห้ง’

เมนูฟิวชั่นลูกผสมระหว่างแกงโฮะทางภาคเหนือกับแกงเลียงภาคกลาง

รสชาติจัดจ้าน แต่มีวุ้นเส้นมาเบรคความเผ็ดร้อนของเครื่องแกง อร่อยไปอีกแบบ

ขึ้นเหนือไปแล้วลงมาทางใต้กันต่อกับเมนู ‘แกงหอง’

เราอาจจะเคยได้ยินหมูฮ้องเมนูเด็ดภาคใต้มาบ้าง

เอาจริงๆมันก็มีความคล้ายพะโล้เลยล่ะ แต่พิเศษตรงที่เค้าใส่หน่อไม้กับถั่วลิสงลงไปด้วย

หน่อไม้ของที่นี่ต้มมาเปื่อยมากฮะ ไม่มีกลิ่นเหม็นเลย

เชฟแอบกระซิบบอกเคล็ดลับมาว่า ต้องต้มกันข้ามวันฮะถึงจะได้แบบนี้

เมนูสุดท้ายกับกางเกงที่เริ่มฟิต 5555

‘ฉู่ฉี่ปลากระบอกใบลา’ ใบลาที่พูดถึงนี่คือใบยี่หร่าฮะ

เชฟบอกว่าคนใต้เค้าชอบพูดสั้นๆ เลยเพี้ยนมาเป็นใบลา

พริกแกงสีเหลืองนวลจากขมิ้น กับรสเผ็ดที่ช่วยดับกลิ่นคาวของปลาได้แบบสนิท

เนื้อปลาเปื่อยนุ่มแต่ไม่เละ น้ำกะทิข้นอร่อยแต่ไม่แตกมันเพราะเค้าใช้ไฟอ่อนเคี่ยวเป็นเวลานาน

ปิดท้ายด้วย ‘ขนมสามอย่างควันเทียน’

ปกติได้ยินว่าอบควันเทียนบ่อยๆแต่ไม่เคยเห็น

คราวนี้เชฟเลยจัดอบโชว์ให้ดูที่โต๊ะซะเลย กดชัตเตอร์แทบไม่ทัน ฮ่าๆๆ

ในถาดมีทั้งวุ้นกรอบ ลำเจียกแห้ง และข้าวตอก กับกลิ่นหอมควันเทียนที่ลอยฟุ้งไปทั่ว

ปราณีตสมเป็นขนมไทยด้วยพวงมาลัยสวยๆที่วางมาด้วย

ยังมีเซอร์ไพร์สก็อกสุดท้าย ‘น้ำกล้วยปิ้งปั่น’ เพิ่งเคยทานที่นี่ที่แรก

มันดีมากกกกก หวานน้อยๆ หอมกลิ่นกล้วยปิ้งและน้ำตาลมะพร้าว

ชื่นใจก่อนกลับบ้าน นอนลูบพุงเบาๆ ฝันดีกันเลยทีเดียว

เป็นอีกหนึ่งมื้อที่โคตรประทับใจ ปกติเวลาไปร้านอาหารเราก็จะแค่สั่งและก็กินๆไป

แต่พอเราได้ฟังเรื่องราว ความใส่ใจและความพิถีพิถันตั้งแต่เลือกวัตถุดิบ วิธีการทำ และความตั้งใจของเชฟทั้ง2คนแล้ว

มันทำให้อาหารอร่อยและมีคุณค่าอีกหลายเท่าตัวเลยล่ะ

เหมือนเราได้เสพงานศิลป์ งานฝีมือ พร้อมความสุขที่ได้จากการทานของอร่อยๆ

ขอบคุณเชฟต๊อบและเชฟบอนนี่ที่ทำให้มื้อนี้เป็นมื้อพิเศษของเราฮะ

สำหรับใครที่สนใจอยากลอง Chef’s Table อีกหนึ่งประสบการณ์ในการทานอาหาร

หรือใครที่ชอบทานอาหารออแกนิค อาหารเพื่อสุขภาพ ร้าน CHARM Cookery เป็นอีกที่ที่ไม่ควรพลาด

สามารถติดตามเมนูน่าอร่อย และสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/charmcookery/ นะฮะ

Tags : charm cookeryChef's Tableจอมทองบางมดพระราม2ร้านอาหาร
247journey

The author 247journey

Leave a Response