close

LifeStyle

ใครๆ ก็ชอบ ปักกิ่ง (Beijing) ถ่ายรูปสวยจริง วิวสวยอลัง

Beijing

ใครๆ ก็ชอบ ปักกิ่ง (Beijing) ถ่ายรูปสวยจริง วิวสวยอลัง!

ปักกิ่ง เป็นเมืองหลวงของประเทศจีนฮะ และด้วยความยิ่งใหญ่ของปักกิ่ง จึงนำไปสู่สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวสุดอลังการงานสร้างมากมายที่ตั้งอยู่เต็มไปหมด ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมปักกิ่งจึงเป็นเมืองน่าเที่ยวที่เราควรไปเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต! ซึ่งเราเองก็ไม่พลาดเช่นกัน โดยในครั้งนี้เราจองตั๋วเครื่องบินไปจีนกับ Traveloka ด้วยสายการบิน China Eastern Airlines ชั้น Business Class บินตรงไปลงปักกิ่งด้วยที่นั่งสบาย เพราะผังที่นั่งเป็นแบบ 2-2 ที่นั่งสามารถปรับเอนนอนได้ มีปลั๊กด้วย มีอาหารเสิร์ฟ ฯลฯ เรียกว่าคุ้มค่าตั๋วมากเลยล่ะ ส่วนที่เที่ยวในปักกิ่งจะสวยอลังการงานสร้างแค่ไหนก็ตามเรามาดูกันได้เลย! ทางไปจองตั๋วเครื่องบินไปจีนกับ Traveloka > https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-china

อีกหนึ่งความสะดวกสำหรับคนที่ต้องเร่งรีบหารถไปสนามบิน แนะนำให้จองรถรับส่งสนามบินล่วงหน้า แบบจองวัน และเวลาเอาไว้ก่อน นอกจากจะสะดวก และรวดเร็วแล้วนั้น ยังได้ราคาดีๆ อีกด้วย เพราะมีโปรโมชั่นมาให้ได้ลดราคากันตลอด ทางไปจองรถรับส่งสนามบินกับ Traveloka > https://www.traveloka.com/th-th/airport-transfer


สถานที่เที่ยว ถ่ายรูปสวย ในปักกิ่ง

1. กำแพงเมืองจีน  

กำแพงเมืองจีนคือแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจีน ซึ่งแน่นอนว่ามันตั้งอยู่ที่ปักกิ่งนั่นเอง และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO เป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วย ด้วยความยาวกว่า 21,196.18 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 9 มณฑล จึงทำให้เราต้องไปดูความยิ่งใหญ่อลังการนี้ให้เห็นกับตาสักครั้ง! กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแนวบอกชายแดนและป้องกันการบุกรุกของศัตรู โดยใช้มังกรเป็นต้นแบบ เพราะมังกรเป็นสัตว์ที่ปกป้องคุ้มครองตามความเชื่อของชาวจีน โดยกำแพงเมืองจีนถูกสร้างอย่างยาวนานหลายต่อหลายยุค ใช้เวลาในการก่อสร้างเกือบสองพันปีเลยก็ว่าได้ กำแพงเมืองจีนมีหลายด่าน โดยด่านที่นิยมมากที่สุดที่นักท่องเที่ยวไปชมก็คือ ด่านปาต้าหลิง เพราะเป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยและเดินทางสะดวก มีรถรับ – ส่ง มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตด้วย

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/1RN2piSm212By8BT9
  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 06.40 – 18.30 น.
  • ค่าเข้า : เมษายน – ตุลาคม ราคา 45 CNY / พฤศจิกายน – มีนาคม ราคา 40 CNY

2. วัดลามะ

ในอดีตวัดลามะเคยเป็นพระราชวังสุดยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิจีนฮะ แต่ปัจจุบันเป็นวัดพุทธแบบทิเบตขนาดใหญ่ที่เปิดให้เราได้เข้ามากราบไหว้พระขอพร โดยเฉพาะพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยที่เป็นพระพุทธรูปสำคัญของวัดแห่งนี้ นอกจากนี้ภายในวัดยังเต็มไปด้วยตำหนักต่างๆ เนื่องจากในสมัยก่อนที่นี่เป็นที่พำนักของจักรพรรดิจีนนั่นเอง

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/UddkK2VjNcjF6dMs6
  • เวลาเปิด – ปิด : พฤศจิกายน – มีนาคม เวลา 09.00 – 16.00 น. / เมษายน – ตุลาคม 09.00 – 16.30 น.
  • ค่าเข้า : 25 CNY

3. พระราชวังฤดูร้อน

พระราชวังฤดูร้อน พระราชวังสุดยิ่งใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเขาว่านโซวซ่าน ซึ่งเป็นการถมดินสูง 60 เมตรขึ้นมา และถูกโอบล้อมด้วยทะเลสาบคุนหมิง พร้อมสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ สวยงามจนองค์กร UNESCO ยกย่องให้เป็นมรดกโลกที่มีคุณค่าในปี ค.ศ. 1998 นอกจากนี้บริเวณพระราชวังฤดูร้อนยังมีเจดีย์สูงแปดเหลี่ยม โรงงิ้ว ตำหนักต่างๆ นอกจากการชมความงามและศึกษาประวัติอันยาวนานของพระราชวังฤดูร้อนแล้วเรายังสามารถเดินเล่นริมทะเลสาบและล่องเรือชมทะเลสาบได้ด้วย

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/S5cRAgmd395LJdfF9
  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 08.30 – 17.30 น.
  • ค่าเข้า : 20 – 60 CNY แล้วแต่ช่วง

4. หอสักการะฟ้าเทียนถาน

หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีบวงสรวงสวรรค์ ถูกสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ มีตำหนักหลังใหญ่สูง 3 ชั้น บนฐานหินหยกขาว ซึ่งได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกที่มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมการวางผังและด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นสวนสาธารณะที่ใช้ออกกำลังกายและทำกิจกรรมกลางแจ้งกันอีกด้วยฮะ

พิกัด : https://goo.gl/maps/zh3Kq9P5pdjuYmNp9

  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 06.00 – 22.00 น.
  • ค่าเข้า : เมษายน – ตุลาคม บัตรผ่านประตู ราคา 15 CNY / บัตรผ่านประตูพร้อมเข้าชมทุกสถานที่ ราคา 34 CNY
  • พฤศจิกายน – มีนาคม บัตรผ่านประตู ราคา 10 CNY / บัตรผ่านประตูพร้อมเข้าชมทุกสถานที่ ราคา 28 CNY

5. พระราชวังต้องห้าม

อีกหนึ่งในพระราชวังสุดยิ่งใหญ่นั่นก็คือพระราชวังต้องห้ามที่ใหญ่กว่า 720,000 ตารางเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ และยังได้รับการยกย่องจากองค์การ UNESCO ให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย สำหรับเหตุผลที่ชื่อพระราชวังต้องห้ามก็เพราะพระราชวังแห่งนี้เคยเป็นพระราชวังหลวงของฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หมิง 14 พระองค์ และราชวงศ์ชิง 14 พระองค์ ซึ่งห้ามให้สามัญชนเข้านั่นเอง ภายในแบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นใน อาคารมากกว่า 900 หลัง ประกอบไปด้วยห้องต่างๆ รวมถึงพระที่นั่งมากมาย หากเพื่อนๆ อยากชมให้ทั่วเรียกได้ว่าต้องใช้เวลาทั้งวันเลยทีเดียว

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/Hbfc4mdgjAXLSbii6
  • เวลาเปิด – ปิด : เมษายน – ตุลาคม 08.30 – 17.00 น. / พฤศจิกายน – มีนาคม 08.30 – 16.30 น.
  • ค่าเข้า : เมษายน – ตุลาคม 60 CNY / พฤศจิกายน – มีนาคม 40 CNY

6. จัตุรัสเทียนอันเหมิน

จัตุรัสเทียนอันเหมินสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1417 ในสมัยราชวงศ์หมิง มีพื้นที่ประมาณ 440,000 ตารางเมตร เป็นสถานที่สำคัญทางราชการ และเป็นสถานที่แห่งการเฉลิมฉลองของจีน รวมไปถึงการชุมนุมประท้วงอีกด้วย ภายในประกอบด้วยตึกรัฐสภาประชาชน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน อนุสาวรีย์วีรชน ตึกอนุสรณ์สถานประธานเหมา พลับพลาเทียนอันเหมิน ฯลฯ นับว่าเป็นสถานที่สำคัญและทรงคุณค่าของประเทศจีนมากทีเดียว


7. สวนสาธารณะเป๋ยไห่

เรื่องของความยิ่งใหญ่ต้องยกให้พี่จีนเค้าจริงๆ แม้กระทั่งสวนสาธารณะก็ยังอลังการเลย อย่างเช่นที่สวนสาธารณะเป๋ยไห่แห่งนี้ที่ยิ่งใหญ่ไปด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์และสวยงามจนเรียกได้ว่าเป็นปอดของปักกิ่งเลยก็ว่าได้ สวนสาธารณะเป๋ยไห่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังต้องห้าม มีเจดีย์ขาวตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาของสวน นอกจากนี้เพื่อนๆ ยังสามารถเช่าเรือถีบในทะเลสาบชมวิวได้ด้วยนะ ส่วนในฤดูหนาวพื้นที่แห่งนี้ก็จะกลายเป็นลานสเกตเพราะเต็มไปด้วยหิมะนั่นเอง

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/di2cg2yRJzuGZXWKA
  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 06.30 – 21.00 น.
  • ค่าเข้า : 10 – 20 CNY ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ทางการกำหนด

8. ถนนหนานโหลวกู่เซียง

ถนนหนานโหลวกู่เซียงเป็นถนนคนเดินที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระราชวังต้องห้าม ระหว่างทางเดินที่ยาวกว่า 800 เมตรเต็มไปด้วยร้านขายสินค้ามากมาย ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ฯลฯ ซึ่งบรรยากาศของที่นี่ก็จะเป็นอาคารเก่าแก่ของปักกิ่งที่ถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ดังนั้นเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบถ่ายรูปกับกำแพงเก่าๆ บ้านเรือนเก่าๆ สไตล์จีนโบราณที่นี่เหมาะมากจริงๆ


9. ปักกิ่งสเตเดี้ยม

เปลี่ยนฟีลมาที่สถาปัตยกรรมสุดยิ่งใหญ่อันทันสมัยที่ ปักกิ่งสเตเดี้ยม หรือสนามกีฬารังนกที่เคยใช้จัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2008 กันบ้าง ซึ่งที่นี่ถูกออกแบบให้คล้ายรังนก เห็นได้จากโครงเหล็กที่นำมาสานต่อกันเป็นวงกลม 3 รอบ สาเหตุที่สเตเดี้ยมแห่งนี้เป็นรังนกก็เพราะรังนกเป็นอาหารยอดฮิตของคนจีน ที่นี่สามารถจุคนได้มากถึง 91,000 ที่นั่ง นอกจากความยิ่งใหญ่ที่เราสามารถไปถ่ายรูปเล่นในตอนกลางวันแล้ว ตอนกลางคืนที่นี่ก็จะมีการเปิดไฟสีสันสวยงามอีกด้วย

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/yaGJWCyvYp96NJ1b8
  • เวลาเปิด – ปิด : รอบเช้า เวลา 09.00 –  19.00 น. (เข้าชมครั้งสุดท้าย 18.00 น.) / รอบกลางคืน เวลา 18.30 – 21.30 น. (รายการสุดท้าย 20.50 น.)
  • ค่าเข้า : 40 – 80 CNY

10. ชุมชนศิลปะ 798 Art District

ที่ปักกิ่งก็มีสถานที่สุดยิ่งใหญ่แถมชิคๆ เหมาะกับวัยรุ่นอย่างเราให้ได้แวะไปเที่ยวและเก็บภาพสวยๆ ด้วยนะ ซึ่งที่นั่นก็คือชุมชนศิลปะ 798 Art District เพราะเพื่อนๆ จะได้ชมงานศิลปะหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด งานประติมากรรมรูปนั้น ฯลฯ และนอกจากการชมงานของศิลปินแล้วเพื่อนๆ สามารถเรียนรู้เทคนิคการวาดและงานปั้นจากเหล่าศิลปินเจ้าของผลงานได้ด้วย

  • พิกัด : https://goo.gl/maps/BaBrmsKurrjYbZog9
  • เวลาเปิด – ปิด : ทุกวัน 24 ชม. ส่วนร้านค้าเปิดประมาณ 10.00 – 18.00 น.
  • ค่าเข้า :  ฟรี

การออกแบบและการก่อสร้างของสถาปัตยกรรมต่างๆใน ปักกิ่ง นั้นสวยงามอลังการเหมือนที่เราบอกไปตอนต้นไหมล่ะ และเราเองก็ไม่อยากให้เพื่อนๆ พลาดที่จะไปเห็นกับตาเช่นกัน ดังนั้นจองตั๋วเครื่องบินไปจีนกับ Traveloka ในราคางามๆ กัน ในเว็บเขามีส่วนลด มีการเปรียบเทียบราคา เวลาบินของแต่ละสายการบินให้ด้วยนะ เรียกได้ว่าเที่ยว ปักกิ่ง แบบหายห่วง เพราะบอกรายละเอียดทุกอย่างไวอย่างครบถ้วน เหมือนราคาแรกที่เห็นก็เป็นราคาจริงที่ต้องจ่าย จริงใจกับเราสุดๆ อ่ะ!


247Journey – 24 Hours a day, 7 Days a week. It’s Journey

:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

Read More

ทริปเชียงใหม่ : 10 ที่เที่ยว ที่พัก คาเฟ่ เชียงใหม่ มีเวลาจำกัดก็เที่ยวได้!

Wanderlust-2

ทริปเชียงใหม่ : 10 ที่เที่ยว ที่พัก คาเฟ่ เชียงใหม่ มีเวลาจำกัดก็เที่ยวได้!

ทริปเชียงใหม่ รอบนี้ฉบับรวบรัด เพราะทริปนี้เรามีเวลาสั้นๆ เหมาะสำหรับคนหนีเที่ยว

ทำงานต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน เหนื่อยๆ เลยอยากจะหนีงานไปพักซะหน่อย

จัดแจงทริป 2 วัน 1 คืน หนีไปเที่ยวเชียงใหม่เนี่ยแหละฮะ

ไปแบบไม่บอกใคร กระเป๋าก็ไม่แบกไป ไม่อยากให้ใครรู้ 5555

สมัยนี้นะ หมดยุคแล้ว ชีวิตที่ต้องแบกกระเป๋าเดินทางไปออฟฟิศฮะ

เราเชื่อว่าหลายคนต้องเคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบเราฮะ

คือจะเดินทางด่วนหลังเลิกงาน ก็เลยต้องแบกของขึ้นรถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า

ไหนยังจะต้องต่อมอไซค์มาทำงานอีกงี๊

ก็อยากประหยัดเวลาที่จะได้ไม่ต้องเดินทางกลับไปเอาของที่บ้านอ่ะเนอะ

แต่คือบางทีก็ขี้เกียจตอบคำถาม และก็ไม่อยากให้ใครรู้จริงๆน่ะ ว่าหนีไปเที่ยวไหน 5555

สมัยนี้มีบริการขนส่งสัมภาระ กระเป๋าเดินทางจากบ้านไปถึงโรงแรมเลยนะรู้ยัง ฮ่าๆ

จริงๆก็ไม่รู้หรอกฮะ แต่พอลองเสิจหาก็เลยรู้ว่ามีแล้ว 555555

ทริปนี้เราลองใช้บริการของ Airportels ฮะ

ให้มารับกระเป๋าจากบ้านที่กรุงเทพฯและส่งไปโรงแรมที่เชียงใหม่

ถือเป็นตัวช่วยน่าสนใจสำหรับคนเดินทางแบบเราเลย ขนส่งกระเป๋าไปถึงจุดหมาย

เดินขึ้นเครื่องแบบสวยๆ ตัวปลิว ไม่ต้องแบกของ ที่สำคัญกระเป๋าถึงก่อนเราอีกเน้ออ 😛

จุดที่ปลาบปลื้มมากที่สุดคือ ใช้เวลาเที่ยวได้อย่างคุ้มค่าสุด ไม่ต้องห่วงเรื่องกระเป๋าฮะ

ว่าด้วยเรื่องของเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีความน่าสนใจให้เลือกเที่ยวเสมอ

โดยรอบนี้จะเน้นโลเคชั่นเฉพาะในเมืองนะฮะ

DAY 1

ทริปนี้เราใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด 555555 หาไฟล์ทบินวันศุกร์หลังเลิกงาน

เดินทางถึงเชียงใหม่ช่วงหัวค่ำ จองรถเช่าจากทาง Rentconnected เอาไว้

รอบนี้ได้รถของ BizCar Rental ชอบที่ออฟฟิศใกล้มาก อยู่ติดปั๊ม และใกล้สนามบินมากกก

ขากลับเติมน้ำมันปุ๊บ ส่งรถคืน และก็มีคนมาส่งสนามบินแบบชิลล์ๆ

01 ตลาดช้างเผือก

ค่ำคืนแรก สตาร์ทกันที่ ตลาดช้างเผือก มาแบบหิวโหยยย เลยไปจัดสุกี้ + บัวลอย

ทีเด็ดของตลาดช้างเผือกเค้า ดีงามสมคำร่ำลือจริงๆฮะ

สำหรับทริปนี้เราไปเจอที่พักเปิดใหม่ สไตล์บูธีค ใจกลางเมืองเชียงใหม่ฮะ

ต้องยอมรับเลยว่าที่พักในเมืองเชียงใหม่มีเยอะแยะจริงๆ แต่ด้วยความที่อยากลองของใหม่

รวมทั้งสีสันความน่ารักของที่พัก คิดว่าน่าจะช่วยทำให้วันหยุดเราสดใสมากขึ้นน่ะแหละฮะ

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/Zc39ZB9ej7LSojei6


02 Pastell Oldtown Chiangmai

สำหรับทริปนี้เราไปเจอที่พักเปิดใหม่ สไตล์บูธีค ใจกลางเมืองเชียงใหม่ฮะ

ต้องยอมรับเลยว่าที่พักในเมืองเชียงใหม่มีเยอะแยะจริงๆ แต่ด้วยความที่อยากลองของใหม่

รวมทั้งสีสันความน่ารักของที่พัก คิดว่าน่าจะช่วยทำให้วันหยุดเราสดใสมากขึ้นน่ะแหละฮะ

พาสเทล เชียงใหม่ เป็นที่พักเปิดใหม่ใจกลางเมืองที่มีความละมุนม๊ากกก

ด้วยโทนสีพาสเทลหวานๆนมๆ บวกกับความเก๋าของสไตล์โมเดิร์นล้านนา

ใครที่เห็นบอกเลยว่าจะต้องตกหลุมรักที่นี่ฮะ

สำหรับไฮไลท์ของที่นี่ ขอยกให้เรื่องของสไตล์ของที่พักฮะ

ดีไซน์ดีและโทนสีที่ใช้มีความเฉพาะตัวเว่อร์ ห้องพักก็มีให้เลือกหลายรูปแบบตามใจชอบ

ราคาถือว่าไม่แพงเลย จำนวนห้องพักไม่เยอะมาก ตามสไตล์บูธีคโฮเต็ล

สงบและเป็นส่วนตัวดีฮะ ได้พักผ่อนจริงๆน่ะ และนอกจากเรื่องดีไซน์ที่น่าสนใจแล้ว

ยังประทับใจเกี่ยวกับความละเมียดละไม ในการแทรกดีเทลรอบๆตัวของที่พักฮะ

เค้ามีการหยิบจับเรื่องราวของชุมชนรอบๆ

มาปะติดปะต่อเชื่อมโยงกับโรงแรมได้อย่างน่าสนใจมากๆ

เรียกได้ว่าเป็นอีกที่พักที่ให้ความ Feel Good มากๆเลยย

สำหรับใครที่ชื่นชอบที่พักดีไซน์เก๋ และอยากเพิ่มความละมุนให้ทริปเชียงใหม่รอบหน้า

ลองดูฮะ! ดีไซน์ดี คอนเซปตดี มุมถ่ายรูปแต่ละมุมในโรงแรมก็เจ๋ง

แสงธรรมชาติลงแบบดีงามเพิ่มความละมุนไปอี๊กกกก

พิกัด Google Maps :  https://goo.gl/maps/5y1zGiK9QkzUTGJf9


DAY 2

เช้าวันเสาร์ เราเริ่มจากการไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยกันซักหน่อยฮะ

ในโซนเมืองเชียงใหม่เนี่ย มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์น่าสนใจเยอะแยะเลยล่ะฮะ

03 วัดพวกแต้ม

วัดนี้ถือเป็นศูนย์กลางในชุมชนเลยฮะ

ไฮไลท์ของวัดนี้คือเป็นเส้นทางเดินเที่ยววิถีชุมชนที่น่าสนใจมากๆ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภูมิปัญญาที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น นั่นก็คือ “คัวตอง”

เป็นงานคราฟท์ทำมือ หัตถกรรมเครื่องทองเหลืองฉลุลาย

ที่โดดเด่นสุดจะเป็นเรื่องการทำฉัตร ที่ถือเป็นสัญลักษณ์แทนของสูงของชาวล้านนา

ซึ่งชุมชนพวกแต้มโด่งดังเรื่องนี้มากฮะ

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/j6S1ZLAEUVqEXmyw


04 CLAY STUDIO

คาเฟ่ลับในสวน บรรยากาศสไตล์เขมร

ส่วนใหญ่จะมีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติมานั่งชิลล์กันฮะ เหมือนหลุดเข้ามาอีกบรรยากาศเลย

ใครที่เป็นสาวกแนวประติมากรรมเขมร ปราสาทนครวัด นครธม หินสลักงี๊

บอกเลยว่าให้มาที่นี่ คือ เนรมิตพื้นที่ได้ฟิลล์มากจริงๆ มีน้ำตก มีต้นไม้ มีงานปั้นงี๊

สำหรับเมนูก็มีให้เลือกหลากหลาย แต่ด้วยความที่บังเอิญไปจังหวะชั่วโมงที่ปิดทำการ

เลยยังสั่งเครื่องดื่ม อาหารไม่ได้ 5555555555 ก็เลยได้แค่เข้ามาเก็บภาพนั่นแหละฮะ

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/v41oVHZKiPChymp76


05 ประตูท่าแพ

สัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ที่เป็น Instagram Shot ยอดฮิต

ใครมาเชียงใหม่ ประตูท่าแพเป็นอีกสถานที่ที่ต้องแวะถ่ายรูป!

เวลามีงานประเพณีต่างๆก็มักจะใช้โลเคชั่นนี้จัดงานด้วยน่ะฮะ

ที่มีเหมือนจะเป็นจุดแลนด์มาร์คที่ใครๆก็มา มาถ่ายรูป ให้อาหารนก เดินเล่น

พบเจอนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติเลยล่ะฮะ บรรยากาศค่อนข้างคึกคักเลยทีเดียว

และทุกคืนวันอาทิตย์ บริเวณเส้นนี้ก็จะเป็น Night Market ถนนคนเดินท่าแพ

มีของขายให้เลือก ช้อป ชิม ชิลล์มากมายเลยล่ะฮะ แต่ถ้าใครไม่ชอบวุ่นวายมาก

ก็แนะนำให้มาตอนกลางวัน วันอื่นๆนะฮะ

พิกัด Google Maps :  https://goo.gl/maps/FJVwjC35QXxfZDbH6


ต้องบอกว่าทริปนี้เน้นชิลล์ ถ่ายรูปเก๋ๆ เที่ยวไม่รีบเร่ง เน้นสบายๆฮะ

ได้เวลาช่วงบ่ายแก่ๆ ก็เข้าเช็คอินที่พักกันดีกว่า ไปนอนตากแอร์ ถ่ายรูป สบายใจเฉิบ

06 Archita Hostel เชียงใหม่

บูธีคโฮสเท็ลสไตล์ญี่ปุ่นเล็กๆที่น่ารักมากกก ซ่อนตัวอยู่ในโซนเมืองเก่าที่เชียงใหม่

มีห้องพักรองรับเพียง 4 ห้องเท่านั้น แถมจองผ่านทางที่พักโดยตรงเท่านั้นฮะ

ความน่าสนใจของ อาชิตะ โฮสเทล คือสไตล์ญี่ปุ่นที่โดดเด่นของที่พักฮะ

เพราะบรรยากาศเหมือนยกที่พักที่ญี่ปุ่นมาไว้ที่เชียงใหม่อย่างแน่แท้

ทั้งรูปแบบสไตล์เรียวกัง คือ เป็นโรงแรมขนาดเล็กในญี่ปุ่นสมัยก่อน

จะเป็นการปูเสื่อทาคามิ ใช้ประตูบานเลื่อน ที่นอนเป็นฟูกฟูตอง

ให้ฟีลแบบย้อนอดีตญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมผสมผสานกับความน่าอยู่ของเชียงใหม่คือลงตัว!

สำหรับใครที่ชอบที่พักสไตล์นี้ แนะนำอ่านรีวิวฉบับเต็มต่อได้ที่

>> http://bit.ly/architahostelcnx


DAY 3

วันสุดท้ายของการมาเยือนเชียงใหม่ แพลนทริปวันนี้ขอเป็นคาเฟ่เดย์ล่ะกันฮะ

จัดกันไปซัก 3 คาเฟ่ล่ะกัน บวกกับแวะไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล

หลังจากนั้นเดินทางกลับบ้านกันแบบสวยๆเตรียมพร้อมกลับไปทำงาน เอ้าา..ลุย!

07 Magokoro Japanese Teahouse – มีใจให้มัทฉะ

เชียงใหม่รอบหน้า คนรักชาเขียวห้ามพลาดร้านนี้นะฮะ บอกไว้ก่อนเลยยย!

สำหรับใครที่มีใจให้มัทฉะต้องไปร้าน Magokoro Japanese Teahouse เลยฮะ

บรรยากาศร้านสไตล์ญี่ปุ่น ร่มรื่น น่ารักทุกมุมเลยล่ะฮะ

สำหรับเมนูที่นี่มีให้เลือกหลากหลายมาก ชาแต่ละเมนูก็มีข้อมูลอธิบายอย่างดี

ถึงส่วนผสม รสชาติและความเข้มข้น ชาแบบไหนเหมาะกับใครไม่เหมาะกับใคร

มีแคลอรี่โดยประมาน และที่สำคัญคือรสชาติหอมดีมากกกก บรรยากาศร้านน่ารักสุดๆไปเลย

เราลองสั่งมาทั้งหมด 3 เมนูฮะ ให้สามผ่านทุกเมนู

Signature Matcha roll / Umami Latte / Matsukaze Ceremonial Set

ยิ่ง Umami Latte ยังจำความรู้สึกแรกที่ชิมได้เลยยย 😳

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/NGmdEdYAFH6WvK6M9


08 วัดพระสิงห์

วัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งในเชียงใหม่เลยฮะ

วัดพระสิงห์ถือเป็น Destination ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว

ไฮไลท์คือมีพระพุทธรูปสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่

และยังมีวิหารลายคำที่มีจิตรกรรมฝาผนังที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิตแบบล้านนนา

เรียกได้ว่าทรงคุณค่าทางงานศิลปกรรมและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาจากพุทธศาสนิกชน

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/sGErrUwU4fFwhz2g8


09 Gateway Coffee Roasters

เต็มอิ่มกับบรรยากาศแบบญี่ปุ่นกันไปเยอะแล้ว ขอวาร์ปมาที่คาเฟ่คูลๆกันบ้างล่ะกัน

ร้านคาเฟ่ที่ตั้งอยู่บนชั้น 2 ริมถนนท่าแพ มีโต๊ะให้เลือกนั่งได้สบายๆ

การตกแต่งสไตล์ไม้ๆที่ผสมกับบรรยากาศตึกแถวเก่าๆอย่างลงตัว

เป็นร้านที่รู้สึกว่าจะถ่ายรูปมุมไหนก็คูลไปซะหมด XD

และสำหรับเมนูก็ค่อนข้างมีสไตล์และมีความ Creative เจ๋งๆไม่เหมือนใคร

ที่สำคัญคือความเข้มข้น รสชาติ กลิ่นของกาแฟที่ผสมผสานออกมาได้อย่างลงตัวเลยล่ะ

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/aZYXrQnyFNq


10 The Baristro x Ping River

จุดหมายสุดท้ายของทริปนี้ เราเลือกคาเฟ่ The Baristro at Pingriver่

คาเฟ่สุดมินิมอลริมแม่น้ำปิง เพื่อทิ้งความเหนื่อยล้าลงแม่น้ำ 55555 (หยอกๆ)

จริงๆแล้วมาช่วงเย็นๆคือน่าจะเหมาะสุดฮะ เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่มุมถ่ายรูปเยอะมาก!

โซนน่าสนใจจริงๆคือทั้งร้านน่ะแหละฮะ 555555 พูดจริงๆ ทั้ง Indoor และ Outdoor

คือนั่งมุมไหนก็มีรูปปังๆลงไอจี ที่สำคัญเมนูก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยฮะ

เป็นอีกร้านที่มีทั้งเครื่องดื่มและขนมให้เลือกเยอะแยะ

มาช่วงเย็นๆได้สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำปิง ละมุนแบบสุดไปเล๊ยยย!

พิกัด Google Maps : https://goo.gl/maps/q9i6m2xfLks5F1DQA


เนี่ยแหละฮะ แพลนทริปเชียงใหม่ของเรารอบนี้ เวลาน้อย ก็เที่ยวในตัวเมืองไปแบบเต็มอิ่ม

ได้ฟิลของเชียงใหม่ไปอีกแบบ ชาร์จแบตอย่างเต็มอิ่ม แล้วกลับไปลุยงานที่รักกันต่อ 😛


:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

Read More

15 จุดถ่ายรูปซากุระบานยอดฮิต วันหยุดนี้ไปตามล่าหาซากุระกันเถอะ!

cover01

15 จุดถ่ายรูปซากุระบานยอดฮิต วันหยุดนี้ไปตามล่าหาซากุระกันเถอะ!

ช่วงนี้…ฤดูไม้ผลิกลับมาเยือนอีกแล้วนะฮะ และทั้งญี่ปุ่นกำลังถูกย้อมสีให้กลายเป็นสีชมพู ด้วยดอกไม้เล็กๆ กลีบบาง กิ่งก้านอ่อนช้อย ใช่แล้วฮะ เรากำลังพูดถึง ‘ซากุระ’ นั่นเองงง!

ทริปท่องญี่ปุ่นชมซากุระบานเป็นโปรแกรมในฝันของใครหลายคนแน่นอนนฮะ และบอกเลยว่าอย่ารอช้า ถ้าอยากไปต้องได้ไป 5555 เพราะเดี๋ยวซากุระโรยเสียก่อนจะเสียใจ รอไปอีกทีปีหน้าโน่นนน เราเลยรวบรวมข้อมูลเด็ดๆเผื่อเป็นไอเดียให้ใครที่กำลังตัดสินใจเอาไว้ เช็กตารางพยากรณ์ซากุระ 2019 และจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกับ Traveloka (ทางไปจอง >> https://www.traveloka.com/th-th/flight-to-japan) ด้วยวิธีการง่ายๆ จองปุ๊ปบินปั๊บและไม่ต้องกลัวแพง เพราะมีตัวช่วยหาตั๋วเครื่องบินให้เราได้ไปชมซากุระกันในราคาที่คุ้มค่าที่สุด!! ถ้าเตรียมวันลาพร้อม จองตั๋วเครื่องบินพร้อมแล้วก็เตรียมตัวให้ดี ไปตะลอนเก็บรูปสวยๆ มาอวดเพื่อนๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงทริปอันแสนโรแมนติก 15 จุด แชะรูปต่อไปนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้นแน่นอนน 🙂

1. ปราสาทนาคิจิน (Nakijin Castle)

“ปราสาทนาคิจิน” สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระราชาแห่งโฮคุซัน ผู้ปกครองดินแดนทางตอนเหนือของเกาะโอกินาวาเมื่อสมัยศตวรรษที่ 14 ก่อนเกิดอาณาจักรริวกิว ต่อมากลายเป็นปูชนียสถาน เพื่อประกอบพิธีสักการะเทพเจ้า “คุโบว อุตาคิ” ที่รู้จักกันในนาม “ปราสาทของเทพเจ้า” สร้างบนเนินเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 90-100 เมตร ด้วยแผนผังที่มีรูปเหมือนหัวมังกร และกำแพงหินที่มีความสูง 3 – 8 เมตร ทอดตัวต่อเนื่องเป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร คดเคี้ยวไปตามสันเขา ดูไปดูมาก็คล้ายกับมังกรเลยฮะ

และเพราะเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นก่อนสมัยอาณาจักรริวกิว บวกกับเคยเป็นเมืองหลวงของโฮคุซัน จึงเป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดากุสุกุ หรือปราสาทที่ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกของโอกินาวา และมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ต่างออกไปการก่อหินของที่นี่จะมีลักษณะใช้หินก่อตามรูปทรงธรรมชาติ ต่างกับลักษณะการก่อหินในช่วงหลังที่จะตัดหินก่อกำแพงอย่างเป็นระเบียบ ที่โอกินาวา ซากุระบานเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น กลางเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ คือช่วงที่เหมาะที่สุดแก่การชมอุโมงค์ดอกไม้ ที่เต็มไปด้วยต้นคันฮิซากุระ หรือซากุระพันธุ์ไต้หวันกลีบดอกมีสีชมพูเข้ม ต่างจากพันธุ์โซเมอิโยชิโนะที่พบเห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น อ้อ! มีการเปิดไฟไลท์อัพให้ผู้มาเยือนได้ชมอุโมงค์ซากุระในยามค่ำคืนอีกด้วยนะฮะ

2. สะพานคินไต (Kintai Bridge)

“สะพานคินไต” สะพานไม้ห้าโค้งที่ติดอันดับ 1 ใน 3 สะพานไม้ประวัติศาสตร์ที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นแล้วด้วยฮะ และที่นี่ยังขึ้นชื่อในเรื่องทิวทัศน์ของดอกซากุระมากกก ที่สำคัญยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน “สถานที่ชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียง 100 แห่งของประเทศญี่ปุ่น” อีกด้วย! สะพานคินไต ตั้งอยู่ในเมืองอิวาคุนิ จังหวัดยามากุจิ สร้างโดย “คิคคาวะ ฮิโรโยชิ” เจ้าเมืองแห่งแคว้นคิคคาวะ รุ่นที่3 ในยุคเอ็นโป ปี 1673 เป็นสะพานที่มีความยาวถึง 193.3 เมตร แต่ละโค้งกว้าง 5 เมตร และวงโค้งสูงสุดจากแม่น้ำประมาณ 12 เมตร ข้ามผ่านแม่น้ำนิชิกิ และพุ่งตรงไปยังปราสาทอิวาคูนิ ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาโยโกยาม่า ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ

ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นสวนสาธารณะคิกโค สะพานแห่งนี้ยังมีความโดดเด่นอีกหนึ่งอย่างคือ ตัวสะพานนี้ใช้วิธีแบบดั้งเดิมสร้างจากภูมิปัญญาช่างไม้ญี่ปุ่นผู้มีฝีมือ ไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว   สะพานถูกดัดให้โค้งด้วย “Makikin” หรือสายรัดเหล็ก มีการใช้เทคนิคการประกอบไม้ที่ตรงปลายใช้ตะปู 2 อันในการยึดติดกันเรียกว่า “คะซุไง” คือตะปูปลายแหลม 2 ด้านรูปตัวยู สำหรับตอกเชื่อมไม้สองชั้น เป็นเทคนิคการประกอบไม้ระดับสูง สะพานนี้เมื่อได้รับแรงกดทับจากด้านบนมากเท่าใดก็จะยิ่งทำให้สะพานมีความแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นซากุระหลายพันต้นบริเวณรอบสะพาน ซึ่งรวมถึงต้นซากุระในสวนสาธารณะคิกโคจะออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทุกพื้นที่ งดงามตระการตาแบบสุดๆไปเลย

3. ภูเขาโยชิโนะ(Mt. Yoshino)

“ภูเขาโยชิโนะ” ที่เมืองนาราเป็นจุดชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ครั้งโบราณเลยล่ะ มีซากุระมากถึง 200 สายพันธุ์ กว่า 30,000 ต้น เรียกได้ว่ามากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้! ในฤดูใบไม้ผลิเลยแน่นไปด้วยต้นซากุระที่บานสะพรั่งสวยงามไปทั่วทั้งภูเขา ซึ่งจะบานไม่พร้อมกันนะฮะ เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเรื่อยไปจนถึงเกือบปลายเดือน โดยบานไล่กันไปตามส่วนต่างๆ ของภูเขา เรียกว่าชมซากุระได้ทั้งเดือนเลยทีเดียว พื้นที่บนเขาจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนเริ่มจากด้านล่าง “ชิโมะเซมบง” – “นากะเซมบง” – “คามิเซมบง” และ “โอคุเซมบง” (มีความไล่ระดับไปอีก 5555)

โดยซากุระจะเริ่มบานจากชิโมะเซมบง แล้วค่อยๆไล่ขึ้นไปสู่บนยอดเขาอย่างสวยงาม โดยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ “ยามาซาคุระ” ที่เห็นได้ตามป่าเขาหรือบนภูเขาในญี่ปุ่น ลักษณะเด่นๆ คือ มี 5 กลีบเหมือนกับสายพันธุ์ “โซเมอิโยชิโนะ” สีมีหลายเฉดตั้งแต่อ่อนๆไปจนถึงเข้มๆ นอกจากนี้ภูเขาโยชิโนะยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมสามารถเที่ยวชมศาลเจ้าและวัดมรดกโลกพร้อมชมธรรมชาติอันงดงามได้ทั้ง 4 ฤดูกาล อย่าลืมเลือกซื้อขนมและของฝากที่ทำมาจากซากุระติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยนะ

4. ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

“ปราสาทโอซาก้า” สัญลักษณ์ของเมืองโอซาก้า สร้างขึ้นประมาณปี 1583 โดย “โทโยมิ ฮิเดโยชิ” ไดเมียวคนสำคัญผู้รวมญี่ปุ่นเป็นหนึ่งเดียว หลังจากนั้นปราสาทแห่งนี้ก็ถูกครอบครองโดยตระกูล “โทกุงะวะ”  โชกุนแห่งเอโดะ  โดยมีพื้นที่ถึง 60,000 ตารางเมตร ตัวปราสาทมีทั้งหมด 5 ชั้น และมีชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น กาลเวลาที่ล่วงเลยมา ปราสาทได้ถูกโจมตีและทำลายลงเมื่อปี 1620 ต่อมาได้ถูกฟ้าผ่าและไฟไหม้ในปี 1665 ได้มีการบูรณะปราสาทโอซาก้าขึ้นมาอีกครั้งในปี 1995  โดยติดตั้งลิฟท์ไว้เพื่อความสะดวกในการขึ้นลงของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมปราสาท ที่หลังคาสีเขียวกับรูปแกะสลักรูปเสือและปลาโลมาที่ถูกชุบด้วยทองคำ

บริเวณรอบๆ ตัวปราสาทถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงหินสูงและคูน้ำ  ไฮไลท์ของที่นี่คือ “สวนนิชิโนมารุ” สวนที่มีต้นซากุระอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งอยู่ทางป้อมตะวักตก และในช่วงเดือนเมษายนของทุกๆ ปี ที่บริเวณสวนนิชิโนะมารุจะจัดงาน Osaka Castle Hanami – Night Sakura Illuminage ซึ่งเป็นงานชมซากุระในตอนกลางคืนพร้อมกับมีไฟประดับไว้อย่างสวยงามเลย

5. โรงกษาปณ์ญี่ปุ่น (Japan Mint)

“โรงกษาปณ์ญี่ปุ่น” สาขาใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอยู่ที่เมืองโอซาก้า ผู้คนจึงเรียกกันติดปากว่า “โรงกษาปณ์โอซาก้า” เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเหรียญตราและวัตถุล้ำค่าที่เกี่ยวข้องกับการเงินในอดีตมาตั้งแต่ปีค.ศ.1971เดิมอาคารโรงกษาปณ์เป็นหอพักของกระทรวงการคลัง ในสมัยนั้นใช้แก๊สในการถลุงโลหะ เจ้าหน้าที่ได้ใช้ถังแก๊สที่เหลือจุดโคมรอบๆโรงงานและด้านนอกของอาคาร ผู้คนจึงนิยมมาชื่นชมความงามยามค่ำคืน ในช่วงฤดูใบไม้ผลิประมาณกลางเดือนเมษายนจะมีงาน “ซากุระโนะโทรินุเคะ”  เทศกาลชมอุโมงค์ดอกซากุระทั้งในยามกลางวันและยามค่ำคืน แต่จะเปิดให้ชมเพียง 7 วันในหนึ่งปีเท่านั้น โดยจะจัดขึ้นบริเวณสวนริมแม่น้ำของโรงกษาปณ์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ชมดอกซากุระที่งดงามที่สุดในใจกลางเมืองโอซาก้ามาตั้งแต่สมัยเอโดะ โดยเปิดเป็นเส้นทางวันเวย์ให้เดินเข้าจากทางประตูทิศใต้ของโรงกษาปณ์ และไปออกทางประตูทิศเหนือ

ตลอดเส้นทางริมแม่น้ำโยดะรวมระยะทาง 560 เมตร เรียงรายด้วยต้นซากุระ 350 ต้น รวม 134 สายพันธุ์   เช่น พันธุ์ฟูเกนโซ พันธุ์โชเกทซึ และพันธุ์ชิบายาม่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซากุระกลีบซ้อน ดอกใหญ่กว่าและบานช้ากว่าดอกซากุระทั่วไป และบางพันธุ์ยังเป็นพันธุ์ที่หาดูที่อื่นไม่ได้ อย่างเช่นพันธุ์“มัตสึเมะ โกโตอิโตะ” ที่เคยถูกคัดเลือกให้เป็น “Blossom of the year”ในปี 2014 เป็นพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นจากซากุระบ้านในฮอกไกโด มี 40-45 กลีบ แรกบานเป็นสีขาวและจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีชมพูเมื่อบานเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีการออกร้านขายของต่างๆสไตล์พื้นเมืองญี่ปุ่น ให้เลือกซื้อเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย

6. ถนนสายนักปราชญ์ (Philosopher’s Path)

“ถนนสายนักปราชญ์” ได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดชมซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต ถนนคนเดินเลียบคลองบิวาโกะระยะทางยาว 2 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบริเวณหน้าวัดกินคะคุจิไปจนสุดทางที่วัดนันเซ็นจิ ในช่วงศตวรรษที่ 20 มีนักปราชญ์นาม “คิมาโร่ นิชิดะ” เดินสงบจิตใจเพื่อให้เกิดสมาธิที่นี่ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ถนนสายนักปราชญ์” ในช่วงเดือนเมษายน ซากุระกว่า 500 ต้นเบ่งบานเต็มที่

ถนนสายนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่พากันมาชมถนนสายสีชมพู ที่กลายเป็นอุโมงค์ซากุระแสนงดงามถนนสายนี้คือ 1 ใน ถนน 100 สายของญี่ปุ่น ที่สามารถชื่นความงดงามได้ในทุกฤดูกาล ตลอดสองข้างทางเดินยังเต็มไปด้วยร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ร้านน้ำชา และร้านขายของแฮนเมดให้ได้แวะชมแวะดูกันเพลินๆ บางครั้งก็จะมีศิลปินท้องถิ่นมานั่งวาดภาพให้เก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่งได้มาเยือนถนนสายที่เรียกกันว่า “คันเซทสึซากุระ” สายนี้

7.  ทางลาดเคอาเกะ (Keage Incline)

“เนินเคอาเกะ” ตั้งอยู่บนเนินเขาด้านหลังวัดนันเซ็นจิซึ่งอยู่ปลายสุดของคลองบิวะ ใกล้ๆ ถนนสายนักปราชญ์เป็นส่วนหนึ่งของคลองที่เชื่อมต่อทะเลสาบบิวะของเกียวโตกับภูเขาอีกด้านหนึ่งเป็นเส้นทางรถรางระยะสั้นๆ  เพื่อเป็นเส้นทางขนย้ายเรือตรงช่วงที่มีระดับน้ำแตกต่างกันระหว่างเมืองโอสึ จังหวัดชิกะกับเกียวโต จนถึงปี 1948 บริเวณที่มีรางจะเป็นทางลาดเส้นตรงยาว 580 เมตร ตรงกลางของทางลาดและปลายทางจะมีรถรางที่ใช้บรรทุกเรือจอดอยู่ให้ดูด้วยปัจจุบันเลิกใช้งานไปแล้ว และได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นแฝงกลิ่นอายแห่งอดีต และเป็นจุดชมซากุระที่ขึ้นชื่อ

สามารถเดินชมซากุระที่เรียงรายอยู่สองฟากฝั่งของเส้นทางรถไฟสายเก่านี้ได้ตั้งแต่บริเวณซุ้มประตูโทริอิขนาดใหญ่ของศาลเจ้าเฮฮัน ที่ตั้งอยู่ริมคลอง เดินเลียบคลองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 450 เมตร จนถึงพิพิธภัณฑ์ประวัติคลองบิวาโกะแวะชมประวัติศาสตร์ความเป็นมาของคลองและทางรถไฟสายนี้ ที่เปิดให้ชมฟรีทางด้านหลังอาคารอิฐสีแดง บอกได้เลยว่า ถนนสายนี้มีบรรยากาศให้ถ่ายรูปได้อย่างแสนเพลิดเพลิน เพราะมีสาวๆ ญี่ปุ่นใส่ชุดยูคาตะเป็นจุดดึงดูดสายตา…ดีงามสุดๆ

8. วัดคิโยมิสึ (Kiyomizudera)

“วัดคิโยมิสึ” ที่แปลเป็นไทยว่า “วัดน้ำใส” วัดเก่าแก่อายุกว่าพันปีบนเนินเขา อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเกียวโต สร้างขึ้นในสมัยช่วงต้นของยุคเฮอัน โดยตระกูล “โตกุกาวา” เป็นผู้สร้างขึ้นเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงามจนได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกให้เป็น 1 ใน 21 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ชื่อวัดน้ำใสมาจากน้ำตกโอโตวะที่เกิดจากสายน้ำใสสะอาด 3 สายที่ไหลลงมาภายในบริเวณวัด ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า หากผู้ใดได้ดื่มน้ำใสที่วัดคิโยมิสึเดระจะสมปรารถนาในสิ่งที่หวังไว้ จุดเด่นของวัดนี้คือ “วิหารใหญ่” อาคารไม้หลังใหญ่ตั้งอยู่บนไหล่เขา มีเฉลียงไม้ยื่นออกไปเหนือหุบเหว โดยใช้เสาต้นซุงหลายร้อยต้นรองรับ ที่น่าทึ่งคือ การก่อสร้างไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว แต่ใช้วิธีการเข้าลิ่มด้วยภูมิปัญญาชาวญี่ปุ่นโบราณ เฉลียงไม้คือจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเกียวโตได้สุดลูกหูลูกตา

จุดดึงดูดที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ธรรมชาติอันงดงามในทั้ง 4 ฤดูกาล โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ ต้นซากุระสายพันธุ์โยชิโนะ และต้นซากุระภูเขาประมาณ 1,000 ต้น จะแต่งเติมความสวยงามอ่อนหวานให้กับพื้นที่บริเวณวัด ในยามค่ำคืนวิบวับด้วยประกายแห่งแสงไฟ งดงามจับใจยิ่งนัก

9. ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

 “ปราสาทฮิเมจิ” ปราสาทสีขาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น ได้รับการขนานนามว่า “ปราสาทนกกระสาขาว” ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ เป็นปราสาทเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่ไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเป็นสถานที่แรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของญี่ปุ่นอีกด้วย และยังเป็นปราสาทที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย พื้นที่รอบปราสาทมีต้นซากุระหลากพันธุ์ เช่น พันธุ์โซเมโยชิโนะ และพันธุ์ชิดาเระซากุระ รวมกว่า 1,000 ต้นออกดอกสีชมพูแต่งแต้มปราสาทให้โดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิม จนได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 สถานที่ชมซากุระทั่วญี่ปุ่น

ในช่วงเดือนเมษายนของทุกๆ ปีจะมีเทศกาลชมดอกซากุระ และการแสดงดนตรีโบราณในสวนซากุระ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลนี้ นอกจากกิจกรรมต่างๆ ในช่วงกลางวัน ยามค่ำคืนยังประดับไฟสวยงาม สามารถเยี่ยมชมได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำเลยทีเดียว

10. เจดีย์ชูเรโตะ(Chureito Pagoda)

“เจดีย์ชูเรโตะ” เจดีย์แดง 5 ชั้นบนเนินเขา แห่งเมืองฟูจิโยชิดะ จังหวัดยามานาชิ ตั้งอยู่ในตอนกลางระหว่างภูเขาอาราคุระยามะ บริเวณโดยรอบคือสวนอาราคุระยามะเซ็นเก็น อยู่ใกล้กับทะเลสาบ “ยามานากะโกะ” และทะเลสาบ “คาวากุจิโกะ” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณทะเลสาบทั้ง 5 รอบๆ ภูเขาไฟฟูจิ เจดีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ในศาลเจ้าอาราคุระเซนเกน สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสันติภาพ เมื่อปี 1963 จากตัวอาคารหลักของศาลเจ้าต้องขึ้นบันไดไปเกือบ 400 ขั้น เพื่อชมทัศนียภาพอันสวยงามของเจดีย์ 5 ชั้นโดยมีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง

ความสวยงามของบรรยากาศรอบๆ เจดีย์เปลี่ยนไปตามฤดูทั้ง 4 ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิดอกซากุระบานประมาณกลางเดือนเมษายน และฤดูใบไม้ร่วงประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน จะเป็นจุดชมธรรมชาติที่หนาแน่นไปด้วยแขกผู้มาเยือนจากทั่วโลกเคล็ดลับแชะภาพสวย ควรไปช่วงก่อนเที่ยง ภาพจะได้ไม่ย้อนแสง เพิ่มความมั่นใจด้วยการตรวจสภาพอากาศก่อนไป เพราะทางขึ้นลงค่อนข้างแคบต้องใช้ความระมัดระวังสูง

11. ปราสาททาคาโตะ(Takato Castle)

“ปราสาททาคาโตะ” โบราณสถานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 700 ปีตั้งอยู่บนหน้าผาที่มีแม่น้ำมิบุ กับแม่น้ำยามามุระ มาบรรจบกัน และมีเทือกเขาจูโอเป็นฉากหลัง ณ เมืองอินะ จังหวัดนากาโนะปัจจุบันตัวปราสาทไม่เหลือซากให้เห็น มีเหลือเพียงหินฐานรากและโครงสร้าง และสวนสาธารณะที่มีภาพของยุคเก่าที่เกี่ยวกับระบบศักดินา อีกทั้งยังมี “ทาคาโตคากุ” อาคารที่ใหญ่ที่สุดในสวนสาธารณะที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1930 และยังมี “ทาอิโกะยากุระ” หอกลองเก่าแก่สวยคลาสสิก ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของสวนสาธารณะ

ในใจกลางของสวนมี “อุนเคียว”สะพานโค้ง หนึ่งในจุดที่ชมดอกซากุระของสวนแห่งนี้ในเดือนเมษายน คือช่วงที่ซากุระพันธุ์ “ทาคาโตะโคหิคัง” ซึ่งมีกลีบดอกสีชมพูออกแดง จำนวน 1,500 ต้น  ที่ปลูกตั้งแต่สมัยเมจิ บานสะพรั่งอดความงดงามไปทั่วบริเวณสวนของปราสาท กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของปราสาทแห่งนี้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของจุดชมซากุระที่สวยติดอัน 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น (อีก 2 ที่คือปราสาทฮิโรซากิและเนินเขาโยชิโน) ยามค่ำมีการประดับไฟตามแนวต้นซากุระด้วย ทั้งยังสามารถชมความงดงามของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นได้อีกด้วย

12. แม่น้ำเมงุโระงาวา (Megurogawa River)

“แม่น้ำเมะงุโระงาวา”แม่น้ำสายสำคัญของกรุงโตเกียว ไหลผ่านเขตเมะงุโระลงสู่อ่าวโตเกียว มีความยาวราว 8 กิโลเมตร  ถนนเลียบแม่น้ำเรียงรายไปด้วยต้นซากุระทั้งสองข้างทาง ความยาวเกือบ 4 กิโลเมตร ต้นซากุระกว่า 800 ต้น ผลิบานอวดโฉมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ถนนสายนี้จะกลายเป็นอุโมงค์ซากุระที่งดงามสีชมพูปกคลุมไปทั้งพื้นที่ เป็นถนนสายโรแมนติกที่เหล่าคู่รักควงคู่เกี่ยวก้อยกันเดินชมความงาม เพลิดเพลินกับดอกไม้กลีบสวยบอบบางได้ตั้งแต่กลางวันยันกลางคืน ที่จะมีการประดับไฟ มีการออกร้านรวงริมทางให้ช้อปให้ชิมละลานตา โรแมนติกอย่าบอกใครเชียว

13. สวนโมริ (Mori Garden)

“สวนโมริ” สวนญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้ารปปงหงิฮิลส์ ย่านที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งและแหล่งบันเทิง ตั้งอยู่ในเขตมินาโตะของกรุงโตเกียว มีต้นกำเนิดเก่าแก่นับตั้งแต่สมัยเอโดะ ในปี1650 พื้นที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ของ “โมริ ทสึนาโมโตะ” ผู้ครองแคว้นโชฟุ เรือนหลักของตระกูลโมริได้ถูกสร้างขึ้น พร้อมกับสวน หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเจ้าของบ้านไปหลายต่อหลายคน จนสุดท้ายมีการแต่งตั้งสวนโมริแห่งนี้ขึ้นในปี 2003 ที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางถึง 4,300 ตารางเมตร จุดเด่นคือ บ่อน้ำ น้ำตก และน้ำไหล รวมทั้งต้นไม้เรียงรายอยู่ล้อมรอบ อีกทั้งยังปลูกต้นไม้ไว้มากมาย ทั้งต้นซากุระและต้นแปะก๊วยรอบๆ บ่อน้ำ

สามารถชมความงดงามของธรรมชาติได้ทั้ง 4 ฤดู โดยเฉพาะซากุระในฤดูใบไม้ผลิยังโด่งดังดึงดูดผู้คนทั่วโลกให้มาเยือน ภายในสวนโมริมีต้นซากุระสายพันธุ์โซเมโยชิโนะ 8 ต้นที่ปลูกไว้รอบๆ ริมบ่อน้ำรูปน้ำเต้า ชมซากุระสะท้อนบนผิวน้ำ งดงามเกินคำบรรยาย ในละแวกใกล้ๆ สวนโมริ ที่ถนนซากุระซากะ จะมีต้นซากุระพันธุ์โซเมโยชิโนะ จำนวน 74 ต้นเรียงรายตามสองฝั่งถนนร่วม 400 เมตร จุดเด่นซากุระพันธุ์โซเมโยชิโนะคือ มีสีแดงเข้มตอนเป็นดอกตูม เมื่อบานจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนจนเกือบขาว ในช่วงซากุระบานจะแสงสีไฟจัดเต็ม นับจุดชมซากุระยอดนิยมในโตเกียวด้วย

 14. ป้อมโงเรียวกาคุ (Goryokaku Tower)

“ป้อมโงเรียวกาคุ” จุดชมซากุระที่สวยเป็นอันดับต้นๆ ของฮอกไกโด เป็นป้อมรูปดาวห้าแฉกแห่งเดียวในญี่ปุ่น หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองฮาโกดาเตะ สร้างขึ้นในปีสุดท้ายของสมัยเอโดะ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการวางปืนใหญ่ ป้องกันเมืองจากการรุกรานจากมหาอำนาจตะวันตก ใจกลางพื้นที่รูปดาวเคยเป็นที่ทำการรัฐบาลของฝ่ายสาธารณรัฐ ของเจ้าหน้าที่ผู้สำเร็จราชการบริหารฮอกไกโด นับเป็นศูนย์กลางการปกครองภาคเหนือในสมัยของรัฐบาลโชกุน

ต่อมาในช่วงปี 1910 ถูกดัดแปลงเป็นสวนสาธารณะ ปลูกต้นซากุระกว่า 100 ต้นตามแนวคูน้ำ เป็นจุดชมดอกซากุระในช่วงฤดูใบไม้ผลิตต้นเดือนพฤษภาคม จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มาชมดอกซากุระและธรรมชาติบน “หอคอยโงเรียวกาคุ” จุดชมวิวแบบ 360 องศา เป็นหอคอยเก่าที่สร้างตั้งแต่ปี 1964 ในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี ปราสาทโงเรียวกาคุ สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบสวนสาธารณะโกเรียวคาคุทั้งหมดได้ คุณไม่เพียงแต่จะเห็นป้อมรูปดาวอันสวยงามเท่านั้น แต่ยังเห็นภูเขาฮาโกดาเตะ ช่องแคบทสึการุ และเทือกเขาโยโคทสึอีกด้วย ส่วนชั้นล่างสุดที่ฐานหอคอยเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร และลานจัดนิทรรศการ

15. ศาลเจ้าฮอกไกโด (Hokkaido Shrine)

“ศาลเจ้าฮอกไกโด” เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตและเป็นจุดชมซากุระที่ขึ้นชื่อเดิมชื่อ “ศาลเจ้าซัปโปโร” นับเป็นศาลเจ้าประจำเกาะฮอกไกโด ตามความเชื่อของศาสนาชินโต ว่ามีเทพผู้พิทักษ์คอยปกปักษ์รักษาให้ชาวเกาะฮอกไกโดมีความสงบสุข ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะมารุยามะ บนพื้นที่กว่า 180,000 ตารางเมตร  สร้างขึ้นในปี 1871 ยุคเริ่มพัฒนาเกาะ ได้อัญเชิญเทพมาประทับทั้งหมด 4 องค์ จากศาลเจ้ามีพื้นที่เชื่อมต่อกับสวนมารุยามะ จึงเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ได้กว้างไกล โดยเฉพาะในช่วงฤดูไม้ใบผลิดอกซากุระบาน จุดเด่นของที่นี่คือ บริเวณโดยรอบศาลเจ้าประกอบไปด้วยต้นซากุระหลากสายพันธุ์กว่า 1,400 ต้น และต้นดอกบ๊วยสีชมพูสดสวยงามกว่า 250 ต้นเลยทีเดียว   สามารถชมได้ทั้งดอกซากุระและดอกบ๊วยในช่วงเวลาเดียวกันและในช่วงฤดูร้อน ประมาณวันที่ 14-16 มิถุนายนของทุกปี ร่วมงานเทศกาล Sapporo Matsuriซึ่งจะมีขบวนแห่ไปตามถนนหนทาง มีการออกร้านค้าแผงลอย มีร้านค้า ร้านอาหารให้เลือกชิมอย่างสนุกสนาน อารมณ์ประมาณงานวัดบ้านเรา

จุดชมซากุระถ่ายรูปสวยๆ ในญี่ปุ่นนั้นมีเยอะจริงๆฮะ เยอะจนอาจจะทำให้กลายเป็นคนหลายใจจนตัดสินใจไม่ถูก ฉะนั้นแนะนำว่าอย่าคิดนาน เพราะช่วงเวลาซากุระบาน…ไม่นานนัก 😎

:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

Read More

ถ้าเธอเหนื่อยล้า เดินเข้ามาที่ Makkha Health & Spa กัน!

Makkha (1)

ถ้าเธอเหนื่อยล้า เดินเข้ามาที่ Makkha Health & Spa สปาดีๆที่เชียงใหม่กัน!

ชีวิตยุค 4.0 ไหนจะต้อง ทำงานหน้าคอม เล่นโซเชียล ดูไลฟ์คนดัง

ยังไม่รวมเวลานั่งช็อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งถ้าลองนับดูดีๆ ก็แทบจะทั้งวันแล้วนะ XD

แล้วพอเราอยู่ท่าเดิมนานๆ มันก็มีอาการปวดเมื่อยเป็นธรรมดาอ่ะเนอะ

วันนี้เราเลยอยากมาชวนขยับแข้งขยับขา
แล้วออกไปเที่ยวพักผ่อนรักษากาย(และใจ)กันนะฮะ

รอบนี้ขอเอาใจคนติดนวดด้วยน้าาา ^^

วันนี้เราจะไปลุยกันที่จังหวัดที่เป็น Top destination ของทั้งคนไทยและต่างชาติฮะ

นั่นก็คื้ออออ เชียงใหม่ ไอ่ ไอ่ ไอ่ (เพิ่มเอคโค่ให้ดูอลัง ฮ่าๆ)

ถ้าพูดถึงเชียงใหม่ เชื่อว่าเกินครึ่งจะต้องคิดถึงร้านคาเฟ่ชิคๆ (ซึ่งก็จริงนะ เยอะสุด 555)

แต่รู้มั้ยว่า เชียงใหม่ ยังเป็นเมืองที่มีร้านนวดและสปาเด็ดๆด้วยนะเออ!

Makkha Health & Spa – เชียงใหม่

นอกจากความเหนื่อยล้าจากการเรียนหรือการทำงานที่พกมาเต็มกระเป๋า

เวลาขับรถหรือเดินทางนานๆ ความเมื่อยและตะคริวอาจจะมาถามหาได้ ><

การนวด เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยบรรเทาได้ดีเลยล่ะฮะ

อย่างที่บอก เชียงใหม่เนี่ยมีร้านนวดและสปาค่อนข้างเยอะเลยล่ะ

เคยมีบางคนบอกเราว่า นวดไปเถอะ นวดที่ไหนก็ได้ เหมือนกันทั้งนั้น

แต่เรากลับไม่คิดอย่างนั้นนะ จะจ่ายเงินไปนวดทั้งทีต้องขอให้ฉันสบายหน่อยเถอะ
จริงมั้ย ^^

ที่ Makkha Health and Spa เค้าแบ่งเป็น 2 สาขาฮะ

แต่อยู่ในละแวกเดียวกันสามารถเดินถึงกันได้

ซึ่งความแตกต่างอย่างเดียวของทั้งสองที่คือ บรรยากาศ!

ถ้าใครชอบบรรยากาศแบบไทยๆ (Ancient House) แนะนำให้ไปสาขาแรกฮะ

บ้านไม้โบราณ 2 ชั้นที่ดูเรียบง่ายแต่มีเรื่องราว

แสงแดดอุ่นๆลอดผ่านลายไม้ แค่ก้าวเข้ามาก็รู้สึกผ่อนคลายละฮะ

ที่นี่เค้าก็มีแพ็คเกจและบริการนวดให้เลือกหลากหลายดีฮะ

จะนวดไทย นวดน้ำมัน นวดเฉพาะจุด(ศรีษะ/ไหล่/มือ/เท้า) นวดประคบสมุนไพร
หรือแม้แต่นวดประคบด้วยหิน

เยอะจนเลือกไม่ถูกจริงๆนะ เพราะทุกอย่างดูสบายไปซะหมด XD

ข้าวแต๋น ขนมโบราณของทางภาคเหนือถูกเสิร์ฟมาคู่กับน้ำมะตูมอุ่นๆหอมๆ

เป็นการต้อนรับที่อร่อยมากเลยฮะ XD

ก่อนจะเริ่มนวด จะมีการล้างเท้าก่อนฮะ น้ำอุ่นๆแค่จุ่มก็สบายยย

เสร็จแล้วก็จะเดินไปที่ห้องนวดฮะ

ซึ่งแต่ละแพ็คเกจ/โปรแกรมก็จะแยกห้องกันไป

ถ้าใครพอมีประสบการณ์ด้านการนวด ก็สามารถเลือกแพ็คเกจนวดแบบที่ชอบได้เลยฮะ

แต่ถ้าใครยังไม่มีไอเดีย ลองเริ่มด้วย Aroma Oil Massage หรือการนวดน้ำมัน ดูได้น้า

ที่นี่เค้าใช้น้ำมันสกัดจากธรรมชาติ ใครที่ผิวแพ้ง่ายก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้

ข้อดีอย่างนึงของการนวดน้ำมันคือจะไม่ได้เน้นการกดจุดหรือรีดเส้นไรพวกนั้นฮะ

จะเป็นการนวดแบบสบายๆ เน้นให้เรารู้สึกผ่อนคลาย เหมาะสำหรับมือใหม่หัดนวดเลยล่ะ

การนวดแบบนี้น่าจะถูกใจสาวๆที่เน้นงานผิวเป็นพิเศษด้วยฮะ

เพราะน้ำมันจะซึมเข้าผิว ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม น่าโดนสัมผัส โดน touch เป็นที่สุด XD

WAN WAAN Aroma Oils

แต่เรื่องความสวยความงาม งานโชว์ผิวยังไม่จบแค่นี้ฮะ

Body Salt Scrub เป็นอีกแพ็คเกจที่อยากให้ลองเลย

ไม่รู้ใครเคยเป็นเหมือนกันมั้ย อยากสวยเลยซื้อสครับมาขัดผิวเองที่บ้าน

แต่พอล้างตัวออกมาเท่านั้นแหระ ทั้งแสบทั้งแดงไปหมด >//<

แต่สครับที่นี่ไม่ต้องกลัวว่าจะเจ็บเลยนะ เพราะเนื้อสครับที่ใช้ละเอียดมากกกก

อย่างที่รู้กันฮะว่าการขัดผิวคือการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออกไป

พูดง่ายๆคือไล่น้องขี้ไคลและเจ้าสิ่งสกปรกต่างๆ ทำให้ผิวสะอาดขึ้น

นอกจากตัวสครับแล้ว น้ำหนักมือของ therapist ก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรหนักหรือเบาเกินไป

ซึ่งที่นี่โอเคเลยฮะ ไม่ทำให้รู้สึกระคายเคืองเลย

พอขัดผิวเสร็จก็ต่อด้วยการ mask ผิวต่อฮะ

พอผิวเราสะอาดไม่มีน้องไคลมาบดบัง พวกครีมต่างๆก็จะซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายและลึกขึ้น

จบโปรแกรมออกมา รู้สึกตัวเบาเลยล่ะฮะ สงสัยขี้ไคลหายไปหลายกิโล >//<

ส่วนใครที่ชอบความโมเดิร์น ชอบบรรยากาศเรียบหรู ดูทันสมัย

ที่ Makkha Health & Spa เค้าก็มีสาขา 2 ไว้รับรองนะฮะ

บรรยากาศนี่พูดได้ว่าฉีกออกไปอีกฟีลเลยล่ะ

สาขานี้จะเน้นโทนสีขาว-เขียวแบบ Colonial Gardens ฮะ หลังคาสูงโปร่งยิ่งช่วยให้ดูกว้าง

แผงต้นไม้สีเขียวและบ่อน้ำตรงกลาง ยิ่งทำให้รู้สึกสดชื่นและสบายตาทุกครั้งที่มอง

เอาเป็นว่าจะมองไปทางไหนก็ดีไปหมด <3

ความแกรนด์ของที่นี่คือเค้ามีอ่าง Jacuzzi ในห้องสปาด้วยนะเออ!

เอาใจสาวๆที่ชอบอาบน้ำแร่แช่น้ำนมไปเลยเต็มๆ

ปิดท้ายด้วย ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นของว่างหลังการนวด

ไม่ได้สวยแค่รูปนะฮะ มะม่วงสุกรสหวานฉ่ำทานกับข้าวเหนียวอัญชัญอร่อยสุดๆ

เราเชื่อว่าวิธีการพักผ่อนของหลายคนมีความแตกต่างกันไป

ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาว วัยรุ่น วัยทำงาน หรือผู้ใหญ่ มีความชอบที่ไม่เหมือนกัน

ที่นี่เป็นอีกที่ที่เราคิดว่าน่าจะถูกใจคนแทบทุกกลุ่มฮะ

เพราะนอกจากจะมีบริการให้เลือกหลายหลาย เพื่อให้คนที่เข้ามาได้รับความสบายที่สุด

บรรยากาศ ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่เป็นสิ่งช่วยบำบัดความเหนื่อยล้า

ที่สำคัญคือมาตรฐาน Therapist ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ

และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ไม่เป็นอันตรายต่อผิวทุกคน

จริงๆชีวิตคนเราก็เหมือนเส้นนั่นแหระฮะ เดี๋ยวตึงเดี๋ยวหย่อน

วันไหนตึงมากไปก็แค่หาเวลาพักผ่อน หาจุดศูนย์กลางให้มันพอดี

ไม่ต้องเดินเข้าป่า แต่เดินเข้าสปาดีๆแบบ Makkha Health & Spa ดูซักที

ตัวเบาเลยยยย <3


Makkha Health & Spa

Service Hour:
Mon – Suday 10.00-22.00
(Last booking 21.00)

Website : www.makkhahealthandspa.com
E-Mail : makkhaspa@gmail.com
Facebook Page: https://www.facebook.com/makkhaspa/

Makkha Heatlh & Spa (Ancient House)
Address : 38/1 Soi Ratchamanka 8 Phra Sing Amphoe Mueang, Chiang Mai 50200, Thailand
Telephone : +66 (0) 53271423 , 098-239-9088
Location : https://goo.gl/maps/Q4bxj92K3ix

Makkha Health & Spa (Colonial Gardens)
Address : 4 Sam Lan 2 Alley, Phra Sing, Mueang, Chiang Mai 50200, Thailand
Telephone : +66 (0) 53279324 , 065-478-5358
Location : https://goo.gl/maps/JmrRF34iAwv


Read More

Mera Mare – นอนหรู ดูวิวสวย ติดทะเลพัทยาแบบใกล้แค่เอื้อม

COVER MERA MARE

Mera Mare – นอนหรู ดูวิวสวย ติดทะเลพัทยาแบบใกล้แค่เอื้อม

ซัมเมอร์ปีนี้ หากใครกำลังหาที่พักติดทะเลแบบเก๋ๆ เรามีของดีมาแนะนำกันฮะ

รอบนี้มีโอกาสมาเที่ยวพัทยาเลย Search หาที่พักสวยๆติดทะเลดูซักหน่อย

ก็เจออยู่ที่นึงฮะ ค่อนข้างสะดุดตาเลยล่ะ ดีไซน์ด้านนอกอาจจะดูธรรมดา

แต่ด้านในนี่บอกเลยว่าประทับใจ เรียบหรูดูแพง ถ่ายรูปได้ทุกมุมเลยจ่ะ

Mera Mare (เมร่า มาเร่) สารภาพตามตรงตอนแรกอ่านว่า เมร่า แมร์ 555555

คิดว่าที่นี่น่าจะถูกอกถูกใจสาวๆที่ชอบที่พักสไตล์ Luxury แน่นอนเลยล่ะฮะ

แม้ภายนอกอาจจะไม่ได้ดูหวือหวามาก แต่อยากให้เข้ามาสัมผัสด้านในจริงๆ

เราแนะนำให้ใส่เดรสสวยๆซักตัว เดินฟูลเทิร์นแบบนางงามฟิลิปปินส์

เข้ามาเช็คอิน ทำท่าเผลอๆหน่อย จะได้ SnapShot ที่ดีมาก 5555

อลังการตั้งแต่ล็อบบี้เลยฮะ ด้วยการตกแต่งโทนสีน้ำเงิน-ดำ ดูสุขุม นุ่มลึก น่าค้นหา

บวกกับอินทีเรีย เฟอร์นิเจอร์ดูผู้ดี มีมูลค่ามากๆ ให้ Mood & Tone แบบดาร์คๆหน่อย

บอกเลยว่าลงตัวมาก แนะนำว่าใส่เป็นชุดหนังมานั่งโพสจะเหมาะกับตรงนี้เป็นที่สุด!


ในส่วนของห้องพัก ทริปนี้เราพักห้อง Deluxe Room และได้มุม Seaview ด้วย

ไซส์ห้องพักไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปฮะ ดีไซน์ก็ตามสไตล์ของ Mera Mare

คือเรียบหรูแบบง่ายๆ แต่ดูดีมีราคา โทนก็ให้ฟิลลิ่ง Warm Welcome ดูอบอุ่นฮะ

ความน่าสนใจคือจะเน้นกระจกใสกั้น ช่วยให้ห้องดูกว้างและดูมี Value มากขึ้นเลยทีเดียว

สำหรับ Amenities ก็มีให้ทุกอย่างพร้อม ตามมาตรฐานระดับโรงแรมดีๆเลย

และไฮไลท์ที่น่าสนใจของห้องนี้ คือการ Enjoy กับวิวทะเล บริเวณริมระเบียงส่วนตัว

ห้องน้ำคืออีกมุมที่ดีมาก เน้นตกแต่งเน้นเป็นลายหินอ่อน มีอ่างอาบน้ำและ Rain Shower

สามารถนอนแช่อ่างแบบมองเห็นวิวด้านนอกได้แบบสบายๆเลยฮะ

สำหรับ Facilites อื่นๆของโรงแรม ที่นี่ก็จะมีทั้งสระว่ายน้ำและฟิตเนสฮะ

ใครบอกมาเที่ยวและกลัวหุ่นไม่ฟิต มาพักที่นี่ไม่ต้องกังวลเลย

ออกกำลังกายแบบมองวิวทะเลนะจ๊ะ ไม่ใช่ธรรมดา!

หรือถ้าใครเบื่อๆไม่อยากว่ายและสระว่ายน้ำ ก็เดินออกมาหน้าโรงแรม

ก็จะเจอกับทะเลแล้วล่ะฮะ ช่วงเช้าๆนี่บอกเลย แสงดี ฟิลดีมากกกก


มาถึงอาหารเช้ากันบ้างดีก่าฮะ สำหรับอาหารเช้าจะลงมาทานที่ห้องอาหาร October Sky

ก็ยังคงตกแต่งได้เข้าคอนเซปต์สไตล์ Luxury ของที่นี่ฮะ 🙂

ที่พักส่วนใหญ่ก็จะมีเมนูอาหารไทย ABF และอาจจะมีอาหารจีนบ้างประปราย

แต่ความคูลของที่นี่คือเค้ามีอาหารญี่ปุ่นเสิร์ฟด้วยนะ

ถูกใจคนชอบทานอาหารเจ(แปนนิส)อย่างเราเลยทีเดียว 5555555

โซนอาหารญี่ปุ่นเค้าจะมีเป็นพวกเมนูข้าวปั้นซูชิฮะ ใครชอบหน้าไหนก็คีบกันไป

หรือถ้าอยากทานอะไรร้อนๆ แนะนำอุด้งเลยฮะ เส้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปหอมกลมกล่อมมากกกก

สรุปคือเป็นอีกหนึ่งที่พักบรรยากาศดี ติดทะเลพัทยาแบบใกล้แค่เอื้อมจริงๆ

อยากจะแนะนำ สำหรับใครที่ชอบดีไซน์แบบ Luxury ในราคากลางๆ ห้ามพลาดที่นี่นะ

ดีไซน์มีความโดดเด่น น่าสนใจเลยฮะ เหมาะกับวันพักผ่อน เตรียมชุดสวยๆไปถ่ายรูปได้เลย

หนำซ้ำยังมีคาเฟ่สวยๆด้านหน้าให้ได้ชิลล์ จิบเครื่องดื่ม ทานขนมกันเพลินๆ

ส่วนเรื่องความเห็นอื่นๆเราว่าที่นี่ ที่จอดรถค่อนข้างคับแคบไปนิดฮะ

เพราะว่ามีทั้งลูกค้าคาเฟ่ และ ลูกค้าโรงแรม ถ้าช่วงคนเยอะๆอาจจะชุลมุนนิดนึง

แต่ยังไงก็อยากแนะนำให้ไปอยู่ดี การันตีว่าห้อง Seaview สวยและเห็นวิวแบบสุดจริง!!

ข้อมูลเพิ่มเติม & ติดต่อจองที่พัก >>

Website : https://www.meramarehotel.com/

Facebook : https://www.facebook.com/meramarehotel/

โทรสอบถาม : 038-111-800


ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทาง แล้วไว้เจอกันใหม่ในทริปหน้านะฮะ บ๊ายย บายยย 

:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

Read More

พัทยา vs หัวหิน วันหยุดนี้ ไปเที่ยวไหนดี?

Pattaya huahin travel guide

หากคิดถึงที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ พักผ่อนสบายๆ ริมทะเล

พัทยา และ หัวหิน คงเป็นตัวเลือกที่เกิดขึ้นในใจหลายคนไม่มากก็น้อยล่ะฮะ

สำหรับทริปนี้จะมาแนะนำ ที่เที่ยวพัทยา vs หัวหิน ที่เที่ยวน่าสนใจต้อนรับทริปใหม่ปี 2019

ถ้ามีเวลาวันหยุดสั้นๆ 2-3 วัน ควรจะเลือกไปที่ไหนดีนะ?

เอ๊ะ! หรือว่าจะเที่ยวทั้งพัทยาและหัวหินพร้อมกันเลย เลือกไม่ได้สำหรับคนหลายใจ 5555

ถ้าพร้อมแล้ว ไม่รอช้า ไปอัพเดทความน่าสนใจของพัทยาและหัวหินกันเถอะฮะ :3

พัทยา – อัพเดทที่เที่ยว ที่กิน พัทยา ปี2019

01 – RubberLand พัทยา : พิพิธภัณฑ์ยางพาราแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย

ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว&ศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับยางพารา ครบเครื่องตั้งแต่ต้นจนปลายทาง

เปิดโลกความรู้เกี่ยวกับยางพารามากๆ ว่าในชีวิตคนเรา จริงๆยางพาราแฝงตัวอยู่ทั่วทุกแห่ง

ข้าวของเครื่องใช้ สิ่งของรอบตัว มีส่วนผสมของยางพาราทั้งสิ้น

พื้นที่ด้านในแบ่งเป็นโซนการจัดแสดง & สื่อการเรียนรู้แบบสมัยใหม่

ที่ทำให้ทุกคนที่เข้ามาได้เอ็นจอยและได้ความรู้กลับไปด้วย คือดีมากๆเลย

และหากทริปนี้พาลูกหลานมาด้วย คือที่นี่เพอร์เฟ็กต์เลยล่ะฮะ

มีกิจกรรมสนุกๆให้น้องๆเล่นกันในโซนมหัศจรรย์ยางพารา

ให้ผจญภัยไปกับสิ่งจำลองกันแบบสนุกๆ ตามธีม เล่นแบบไม่ต้องกังวลอุบัติเหตุรุนแรง

เพราะทุกอย่างเซฟตี้ไปในตัว ด้วยวัสดุทั้งห้องที่ทำมาจากยางพาราทั้งหมด

ทั้งพื้น ผนัง วัสดุของเล่น เรียกได้ว่า เหมาะกับทริปครอบครัวสุดๆไปเลย

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม >> https://www.facebook.com/Thairubberland/


02 – The Frost เมืองน้ำแข็ง พัทยา

ไม่น่าเชื่อว่าพัทยาจะรวบรวมที่เที่ยวเจ๋งๆไว้อยู่หลายที่เลยล่ะ อีกหนึ่งสถานที่เที่ยวน่าไป

The Frost เมืองน้ำแข็งที่ติดอันดับใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ให้ทุกคนได้มาเปิดประสบการณ์ความเย็นแบบถึงใจ ในอุณหภูมิ -10 C

จะได้พบกับประติมากรรมน้ำแข็งแกะสลัก สไลเดอร์น้ำแข็ง บ้านเอสกิโม

มีบาร์ที่เป็นน้ำแข็ง Soft Drink ดื่มในแก้วน้ำแข็งส่วนตัว เรียกได้ว่า แข็งไปหมดเลยจ้าาาา

นอกจากเมืองน้ำแข็ง พื้นที่ด้านนอกยังมีประติมากรรมทรายขาวแกะสลัก

ถ่ายทอดเรื่องราวสยามประเทศออกมาอย่างมีเอกลักษณ์สุดๆเลยล่ะฮะ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม >> https://www.facebook.com/frostpattaya/


03 – Koon’s Cafe Garden Coffee & Restaurant (คูณ คาเฟ่)

ถ้าจะเรียกที่นี่ว่า Secret Cafe ในพัทยาก็คงจะไม่ผิด

ร้านอาหารและคาเฟ่ที่อยู่ห่างจากถนนหลักพอสมควร แต่เชื่อเถอะว่าคุ้มค่ากับการแวะไป

บ้านหลังน้อยในสวนสวย กับบรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น

เหมาะกับการจิบเครื่องดื่มพักผ่อนชิลล์ๆที่สุด

ที่ร้านจะแบ่งออกเป็นหลายโซนฮะ ทั้งโซนห้องแอร์ในบ้าน สวนด้านนอก และเรือนกระจก

นอกจากบรรยากาศร้านที่ใกล้ชิดธรรมชาติ

ที่นี่ยังมีทั้งอาหาร เครื่องดื่มต่างๆ เค้กและขนมที่ตกแต่งมาอย่างสวยงาม

เพิ่มเสน่ห์และความน่าหลงไหลให้คนที่แวะเวียนมาได้อย่างดีเลยล่ะฮะ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม >> https://bit.ly/2rZDqMl


04 – ครัวเคียงสวรรค์ พัทยา

ถ้าการไปเที่ยวคือการพักผ่อน การได้ทานอาหารดีๆก็เป็นอีกหนึ่งความสุข

แต่จะดีกว่าถ้าจะได้ทานแบบเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องราคา เพราะที่นี่มายังไงก็คุ้ม!

ร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์และชาบูที่เป็นสวรรค์ของคนหิว อยากทานอะไรที่นี่จัดให้ได้หมด

แถมยังมีมุมถ่ายรูปชิคๆเป็นประตูแกะสลักทรายขาว ยิ่งใหญ่อลังการ เป็นทางสู่สวรรค์จริงๆ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม >> https://www.facebook.com/KKSseafoodBuffetShabu/

อ่าน รีวิวครัวเคียงสวรรค์ พัทยา >> คลิกที่นี่


05 – ตลาดจีนโบราณ ชากแง้ว พัทยา

ความคลาสสิคที่ไม่คิดว่าจะได้มาสัมผัสที่พัทยา! ต้องบอกว่าเป็นอีกสถานที่ที่เซอร์ไพรส์มาก

ไม่คิดว่า พัทยา จะมีมุมแบบนี้ให้เรามาสัมผัสฮะ ที่นี่เป็นชุมชนจีนโบราณอายุมากกว่า 100 ปี

สองข้างทางเป็นบ้านไม้เรียงยาวกันไปตลอดแนว และยังมี Tourist Spot อื่นๆ

ทั้งศาลเจ้าแม่ทับทิม โรงหนังเก่า(ชากแง้วราม่า) โรงฝิ่นโบราณ

เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย-จีนที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวเลยล่ะ

ตลาดจะเปิดเฉพาะวันเสาร์เวลาประมาณ 16.00 – 21.00 น. มีของกิน ของที่ระลึกต่างๆ

และยังมีมุมถ่ายรูปชิคๆให้ได้ถ่ายแบบเพลินๆด้วย ใครชอบแนวนี้บอกเลยว่าไม่ควรพลาด!

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม >> https://www.facebook.com/chakngeaw/


หัวหิน – อัพเดทที่เที่ยว ที่กิน หัวหิน ปี2019

01 – Eureka Beach Cafe Huahin

คาเฟ่ร้านดังในกทม.ที่ขยายสาขามาให้ได้ฟินกับเครื่องดื่มสุดคูล ในบรรยากาศริมทะเล

เมนูเครื่องดื่มที่สร้างชื่อเสียงให้หลายคนได้รู้จักร้านนี้ก็คือ ‘Kai Kem Latte’

ความครีเอทีฟ การผสมผสานกาแฟกับความนัวของไข่เค็ม ซึ่งมันเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วนแก้วอื่นๆก็มีดีไม่แพ้กันเลย ซึ่งแต่ละแก้วมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆฮะ

ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม ที่นี่เค้ายังมีเมนูอาหารฟิวชั่นไว้บริการด้วยนะ

ส่วนตัวชอบทานเมนูแซ่บๆ เลยขอแนะนำสปาเก็ตตี้ปูนิ่มผัดพริกเกลือแล้วกันฮะ

อยากให้ลองแล้วจะร้องซี้ดดดดเหมือนกัน 😛

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม >> https://www.facebook.com/eurekanitrocoffee/


02 – 1d+ Day Artist Huahin

ให้หัวหินรอบนี้ของคุณเป็นอีกวันดีดี ที่คาเฟ่แสนสงบริมชายหาดแห่งนี้

คาเฟ่ที่สายอาร์ตและสายชิลล์ต้องชอบ! กับร้าน 1d+ Day Artist Huahin

เพราะนอกจากบรรยากาศดีๆ มีเสียงคลื่นและลมทะเลที่พัดมาแบบไม่ขาดสาย

การตกแต่งร้านของที่นี่ก็น่ารัก เหมาะกับการแชะภาพมากๆฮะ

ร้านคอนเทนเนอร์ในโทนขาวดำ เปลตาข่าย ชิงช้า

โต๊ะที่ตกแต่งด้วยผ้าและหมอนลวดลายต่างๆ รวมถึงเรือประมงที่จอดเทียบท่า

ทุกอย่างมันให้ฟีลบีชมากจริงๆ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม >> https://www.facebook.com/1dDayArtist/


03 – โครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า

อ่างเก็บน้ำในโครงการพระราชดำริของรัชกาลที่ 9

พระองค์ทรงดำรัสให้สร้าง เพื่อชาวบ้านจะได้มีน้ำสะอาดไว้กินและใช้

เป็นจุดชมวิวอีกจุดที่อยากให้ลองแวะมา โดยเฉพาะช่วงเวลาพระอาทิตย์กำลังจะตกดินฮะ

ทางเดินรอบอ่างเก็บน้ำถูกสร้างอย่างสวยงามและเป็นระเบียบ

คนทั่วไปสามารถเดินเข้ามาชมบรรยากาศและออกกำลังกายไปในตัว

แสงและเงาที่กระทบผิวน้ำ มันสวยงามและสงบ ดีต่อใจมากฮะ

แผนที่การเดินทาง >> https://goo.gl/maps/ehKhHgcWHMP2


04 – หาดทรายน้อย

หาดทรายน้อย – เขาเต่า

ชายหาดเล็กๆและมีความเป็นส่วนตัวมากกก ซ่อนตัวอยู่บริเวณเขาเต่าเนี่ยแหละ

ด้วยความที่คนไม่ค่อยรู้จักมันเลยค่อนข้างเงียบสงบมากๆ ที่สำคัญบรรยากาศไม่แพ้ใครเลยย

ไฮไลท์ของที่นี่คือมีลานหินให้ชมวิว แนะนำให้ไปถ่ายรูปกันได้! มุมดีมากกกกก

แม้หาดจะค่อนข้างแปลกตากว่าที่อื่นๆ แต่ค่อนข้างมีเสน่ห์เฉพาะตัวจริงๆ

แผนที่การเดินทางไปหาดทรายน้อย >> https://goo.gl/maps/v8Dz7sz75QS2


05 – Tamarind Market Huahin

เป็นตลาดกลางคืนที่เราชอบมากที่สุดและไปแทบทุกครั้งถ้ามาเที่ยวหัวหิน

แทมมารีน มาร์เก็ต ที่นี่เป็นแหล่งรวม Street Food ในราคารับได้และอร่อยด้วย

มีโต๊ะให้นั่ง ชอบฟิลนี้มากๆ ซื้อร้านที่อยากกินแล้วมาแชร์กับเพื่อน กินได้หลายอย่าง 555

แถมยังมีดนตรีสดให้ฟังเพลงเพราะๆ บรรยากาศชิลล์กลางหัวหินที่เพอร์เฟกต์สุด!

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม >> https://www.facebook.com/tamarindmarkethuahin/


และถ้าใครอยากสัมผัสมิติใหม่ของการเดินทางเที่ยวข้ามภาค สามารถทำได้แล้วนะฮะ!

อยากไปทั้งพัทยาและหัวหินในทริปเดียว ตอนนี้มีเรือเฟอร์รี่พัทยา-หัวหิน ข้ามอ่าวไทย

เดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น จากพัทยาไปหัวหิน หรือจากหัวหินไปพัทยา

ตัวช่วยที่จะประหยัดเวลาเดินทางมากเลยล่ะ ที่สำคัญคือมีบริการเรือทุกวันจ้าาาา :3

เรือเฟอร์รี่พัทยา-หัวหิน ร่วมเดินทางไปกับ Royal Passenger Liner

เรือ The Royal Ferry เป็น High Speed Catamaran ความเร็วสูง

ที่จะพาทุกคนข้ามอ่าวไทยกันแบบฉลิว เพียงแค่ 2 ชั่วโมงก็ถึงจุดหมายแล้ว!

เรื่องความปลอดภัยก็อุ่นใจได้ อุปกรณ์เซฟตี้ครบครัน

ขั้นตอนการเข้าท่าเรือมีตรวจสแกนความปลอดภัยอย่างละเอียดด้วย

ที่สำคัญคือ ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานรัฐและมาตรฐานสากล

สะดวกสบายด้วยการบริการของลูกเรือ ฟิลลิ่งคือเหมือนขึ้นเครื่องบินเลยฮะ

ที่นั่งกว้างขวาง มีที่นั่งทั้งแบบ Economy / Bussiness และมีห้อง VIP ด้วย

นั่งแป๊บๆถึงล่ะ ไวกว่าขับรถจากหนองแขมไปสาทรอีก 555555555

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม & จองตั๋วเรือเฟอร์รี่ >> https://royalferrygroup.com/th/


ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทาง แล้วไว้เจอกันใหม่ในทริปหน้านะฮะ บ๊ายย บายยย 🙂

:: Contact Us ::
Facebook : https://goo.gl/HWYK38
Instagram : https://goo.gl/pXjtHZ
Twitter : https://goo.gl/6AULbo

Read More

The Canal Garden Resort เพชรบุรี – ที่พักแก่งกระจาน เน้นธรรมชาติ บรรยากาศริมน้ำ สำหรับสายกิจกรรม

The Canal Garden Resort09

The Canal Garden Resort เพชรบุรี – ที่พักแก่งกระจาน เน้นธรรมชาติ บรรยากาศริมน้ำ สำหรับสายกิจกรรม

เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำหรับเพื่อนๆหลายคนเลยล่ะฮะ ที่ได้รับมอบหมายให้หาสถานที่จัดกิจกรรม

ช่วงจะข้ามปีเนี่ยเป็นเทศกาลทริปจัดเลี้ยง Outing สังสรรค์ สัมมนา ประชุมของบริษัท

โจทย์หลักคือขอใกล้กรุงเทพฯ เดินทางไม่เหนื่อย รองรับคนได้จำนวนเยอะๆ

ต้องมีกิจกรรมให้ทำด้วย ถ้าจะให้ดีขอที่มีห้องประชุมด้วย ไม่เอาสไตล์โรงแรมนะ เบื่อแล้วว ฮ่าๆ

รีเควสเยอะขนาดนี้ ไม่ต้องหนักใจไป 247Journey ตอบโจทย์ให้ทุกคนได้ 😉

ทริปนี้ขอป้ายยาให้สาย Activity ชอบทำกิจกรรมกันซักหน่อยฮะ :3

สำหรับทริปนี้เราจะพาไปสนุกกันที่ จังหวัดเพชรบุรี กันอีกล่ะ 55555

The Canal Garden Resort

รีสอร์ทในความลับ บนพื้นที่กว่า 65 ไร่ ตั้งอยู่เส้นทางไปแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

เอาจริงๆเรามาเพชรบุรีหลายทีแล้ว แต่ยังไม่เคยแวะมาเส้นนี้เลยล่ะ

แอบชมเชยว่าถนนดีมาก เส้นเลียบคลองที่น่าจะตัดใหม่ แต่ถนนดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลยฮะ

ที่นี่เป็นเหมือนอีกอาณาจักรนึงเลย จากถนนเส้นหลักก็ขับฝ่าดงไร่กล้วยเข้ามาอีกซักนิด

ก็จะเจอกับความอลังการงานสร้างที่ซ่อนตัวอยู่ด้านในจ้า

สำหรับใครที่เคยเจอที่พักสำหรับรองรับคนเยอะๆ ที่เอาไว้จัดแคมป์ เข้าค่าย

ก็จะพอเข้าใจว่าระดับความน่าพักของสถานที่ ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณเกรด C-D

คือแบบเอ้ออ..พออยู่ได้ แต่ถ้าให้เลือกมาพักเองก็คงไม่มางี๊ 55555

เราขอให้ลบภาพเหล่านั้นไปให้หมด เพราะที่นี่เป็นมิติใหม่ของที่พักที่รองรับคนจำนวนเป็นร้อย

คือมาตรฐานคุณภาพคือดี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบห้องพัก ความสะอาด การตกแต่ง ทุกอย่างคือเค้าละเอียดมาก

นอกเหนือไปกว่านั้น คือพนักงาน ชุดฟอร์มพนักงานคือเว่อร์วังสุด เหมือนแอร์จ้าาา

อยู่ท่ามกลางป่าเขาเนี่ยแหละ ไม่ต้องตกใจ ไม่ใช่ดีงามแค่ชุดนะ แต่การบริการของพนักงานคือประทับใจจริงๆฮะ

สไตล์ของรีสอร์ทหลักๆคือเน้นการพักผ่อมท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ให้ความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆไปเลย

บ้านพักเกือบทั้งหมดคือแยกเป็นหลัง มีสเปซพักผ่อนของตัวเอง มีความต่างตรงสไตล์ห้องนิดหน่อย

แต่ส่วนใหญ่คือมีระเบียงห้องพัก มีพื้นที่ให้นั่งชิลล์ ก็เลือกเอาได้เลยว่าชอบวิวประมาณไหน ชอบมากเลยล่ะ 😉

สำหรับห้องพักมีให้เลือกหลายแบบเลยล่ะฮะตั้งแต่บ้านไม้สไตล์วินเทจ สไตล์โมเดิร์น

ลากยาวไปจนถึงพูลวิลล่า ตอนจะจองลูกค้าอย่างเราก็จะหนักใจพอควร ลังเลไปอี๊กกก 55

ขอสรุป Type ห้องมาให้แบบสั้นๆคร่าวๆ เพื่อการตัดสินใจของทุกคนนะฮะ

..

บ้านไม้วิลล่า : บ้านหลังเดี่ยวกลางสวน ได้ฟิลธรรมชาติมากกกก

ห้องพักไซส์กะทัดรัดแต่บรรยากาศอบอุ่น

ระเบียงกว้างเว่อร์ เอาไว้เป็นสเปซสังสรรค์นั่งเม้าท์มอยได้ แต่ถ้านั่งสองคนอาจจะเหงาๆหน่อย (กว้างจริง)

บ้านชมพู่ : ด้านนอกเป็นสไตล์วินเทจ ส่วนด้านในคือโมเดิร์นมาเลย

ทีเด็ดคือวิวสวนหลังบ้าน มีลำธารสไตล์ญี่ปุ่น

ที่นั่งริมระเบียงสัมผัสวิวแบบเต็มๆ ได้ฟิลเจแปนนิสสไตล์

ถ้ามาตอนอากาศเย็นๆนึกว่าอยู่หมู่บ้านน้ำใสที่นู่นนนห้องพักตกแต่งเน้นแบบโมเดิร์นฮะ

วิวสวนหลังบ้าน คือท็อปฟอร์ม !

บ้านมะเฟือง : บ้านพักสไตล์โมเดิร์นแยกเป็นหลัง มีวิวมุมสูงให้ได้ชมแม่น้ำกันแบบเต็มๆ

บ้านต้นปีป : คล้ายๆกับบ้านมะเฟืองแต่แตกต่างกันตรงวิวหลังบ้าน ใช้วิวเดียวกันกับบ้านชมพู่

บอกเลยว่าสวนหลังบ้าน และลำธารเป็นของเรา

พูลวิลล่า : บ้านพักที่มีพื้นที่ติดสระว่ายน้ำเลย มีให้เลือกแบบ 2 แบบเลยล่ะฮะ

แบบ A : เตียงใหญ่ 2 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น เหมาะสำหรับครอบครัวหรือคู่รักฮะ

และแบบ B นอนรวมเหมาะสำหรับแก็งค์เพื่อน เตียงเดี่ยว12 เตียง 1 ห้องนั่งเล่นคือเหมาะมากสำหรับกลุ่มเพื่อนๆงี๊

สำหรับสระว่ายน้ำของรีสอร์ท จะเป็นสระน้ำเกลือนะฮะ ดูแลกันอย่างพิถีพิถันมาก

ปล.แอบกระซิบว่ามันจะมีโซนที่เป็นอาคารนอนรวม สำหรับกรุ๊ปใหญ่ด้วยนะ รองรับได้ 100 คนแหนะ

แต่เสียดายไม่ได้เข้าไปเก็บรูป สำหรับใครที่สนใจก็เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ >> คลิกเลย

..

อย่างที่บอกไปฮะ ไฮไลท์ของที่นี่ถูกใจคนรัก Activity แน่นอน

เพราะมีกิจกรรมให้เลือกเล่นมากมาย สนุกกันยกครอบครัวก็ได้ เล่นกันยกแก็งค์ก็ดี

ทั้งปีนผาจำลอง, Zipline โรยตัว, ขับเจ็ทสกี, ปั่นจักรยาน, ATV, ถีบเรือเป็ด

คือมีทั้งสไตล์ Adventure ผจญภัย และ กิจกรรมเบาๆ ก็ตอบโจทย์ได้หมด

และบอกเลยฮะว่า ราคาเข้าถึงได้แน่นอน!

นอกจากบรรยากาศเจ๋งๆแล้ว ในตัวที่พักเองก็ยังมีกิมมิคของสถานที่เอาไว้ให้ถ่ายรูปเล่นกันเพียบด้วยล่ะ

เค้าจัดสถานที่ ตกแต่งสวน หมุนเวียนเปลี่ยนแบบตลอด เรียกได้ว่า ถ้าลูกค้ากลับมาเที่ยวอีกครั้ง ไม่ต้องกลัวจะเบื่อ

เพราะว่าเค้าก็จะเปลี่ยนรูปแบบการตกแต่งไปเรื่อยๆน่ะแหละ จับนู่นผสมนี่เอาอะไรใหม่ๆมาเรื่อย

แบบว่าพัฒนากันอยู่ตลอด ไม่ทิ้งขว้าง ปล่อยพื้นที่ให้ทิ้งร้างกันแน่ๆ

หมดพลังไปกับกิจกรรมต่างๆของที่นี่ XD

เลยขอเติมพลังด้วยมื้อเที่ยที่ร้านอาหารโรงแรมกันก่อนฮะ

มาเที่ยวทั้งทีขอลองเมนูพื้นบ้านรสเด็ดซะหน่อย

เริ่มด้วย ‘ปลาคังผัดฉ่า’ ปลาสดๆจากแก่งกระจาน ชิ้นใหญ่ ผัดมาแบบหอมกลิ่นสมุนไพรสุดๆ

‘แกงป่าไก่บ้าน’ รสชาติดุดันถูกใจมาก เป็นแกงที่ไม่ใส่กะทิ เลยยิ่งได้กลิ่นหอมของพริกแกงแบบเต็มๆ

เบรกเมนูความแซ่บกันนิดด้วยเมนู ‘ปีกไก่อวบ’ ปีกไก่ยัดไส้มาแบบอวบๆสมชื่อ เมนูนี้น่าจะถูกใจตัวเล็กตัวน้อยเลยฮะ

สำหรับอาหารเช้าที่นี่ก็จัดมาให้เต็มที่ มีทั้งอาหารเช้าแบบ ABF และข้าวต้มพร้อมผลไม้ตบท้าย

จะชอบทานมื้อเช้าแบบฝรั่งหรือแบบไทยก็มีครบ

แต่ถ้ามาเป็นกลุ่มจำนวนมาก เค้าก็มีบริการเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ด้วยนะเออ

สำหรับเรา ความประทับใจอีกอย่างของที่นี่คือ เค้าค่อนข้างใส่ใจกับสถานที่มากๆ เรียกได้ว่าใส่ใจกันทุกตารางเมตร

คืออยากให้ทุกคนจินตนาการนึกภาพบรรยากาศรีสอร์ท 60 กว่าไร่ ต้องใช้พนักงานดูแลกี่คนกันน่ะ

แล้วคือทำออกมาได้ดีกว่าที่เราคิดไว้เยอะมากกกกก คือสะอาดเกินมาตรฐานที่พักสัมมนาทั่วไปมากๆ

สรุปนะฮะ สำหรับใครที่ชอบที่พักเน้นสายธรรมชาติ มีกิจกรรมให้เล่น ขับรถไปไม่ไกลกรุงเทพฯด้วย

มีห้องพักให้เลือกหลากหลายสไตล์ ถูกใจทั้งครอบครัว คู่รัก แก็งค์เพื่อน หรือจะกลุ่มใหญ่ๆก็รองรับได้ทุกแบบ

เราคิดว่าที่นี่เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเลยล่ะ งบประมาณก็สบายกระเป๋าเลยล่ะฮะ 🙂

..

สอบถามข้อมูลและติดต่อจองห้องพัก :  The Canal Garden Resort

Google Maps : https://goo.gl/maps/4tqCnhHJdss

Tel :  092 186 4114


24 Hours a day, 7 Days a week for Journey!

Facebook : 247Journey

Twitter : 247Journey

Instagram : 247Journeyy

Read More

Amdaeng Bangkok Riverside Hotel ความสง่างามที่มิอาจซ่อนเร้น ย่านธนบุรี

Amdaeng Hotel

Amdaeng Bangkok Riverside Hotel ความสง่างามที่มิอาจซ่อนเร้น ย่านธนบุรี

Bangkok Hidden Place ที่ไม่อยากให้ทุกคนพลาด! เป็นบูธีค โฮเต็ล ที่มีการผสมผสานทุกอย่างได้อย่างลงตัว

ทั้งดีไซน์ของโรงแรม สีสันอันโดดเด่น สไตล์การตกแต่งแบบไทยประยุกต์ บวกกับบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดีงามมากๆ

ตัดภาพมาที่ Rooftop Bar ด้านบนก็ได้อีกฟิลลิ่ง แถมยังได้สัมผัสบรรยากาศวิวกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา

ถ้าพร้อมแล้วไปสัมผัส Amdaeng กันดีกว่า!

The Best Romantic Hotel in Bangkok คือคำนิยามของโรงแรมนี้ฮะ

ซึ่งหลังจากที่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศของที่นี่ ก็เหมาะสมกับคำนิยามนี้จริงๆน่ะแหละ เราก็ไม่มีอะไรจะเถียงเลย!

รีวิวคราวนี้ขอละเมียดละไมกันซักนิด ขอพาไปสัมผัส Amdaeng กันแบบช้าๆ ก็เรายังคิดถึงฟิลลิ่งตอนที่ไปพักอยู่เลย 😛

มาเริ่มกันจาก ชื่อเสียงเรียงนาม ของโรงแรมกันดีกว่า!

อำแดง – พอได้ยินครั้งแรก แล้วรู้สึกว่ามันต้องสไตล์โบร๊าณ โบราณ ภาพเรือนไม้แบบไทยๆนี่โผล่มาเลยล่ะฮะ

จริงๆแล้ว อำแดง เป็นภาษาไทยโบราณเนี่ยแหละ

ความหมายก็คือเป็นคำขึ้นต้นชื่อผู้หญิงสมัยก่อนฮะ (อารมณ์เหมือน นาง/นางสาว สมัยนี้)

..

สไตล์ของโรงแรม โทนสีหลักๆจะใช้เป็นสีแดงชาดฮะ การตกแต่งก็จะเน้นแนวย้อนยุคหน่อยๆ

ได้กลิ่นอายทั้งความเป็น ไทย จีน ตะวันตก ผสมกันอย่างลงตัว และดีเทลคือละเอียดดีฮะ ทั้งลายกระเบื้อง

มุมแสง โทนสี ลวดลายฉลุแบบไทยๆอย่างขนมปังขิง

แม้พื้นที่จะค่อนข้างกะทัดรัด ก็ไม่รู้สึกอึดอัดเท่าไหร่ฮะ มัวแต่เพลินไปกับอินทีเรียของที่นี่มากกว่า

ในส่วนของห้องพักที่นี่มีเพียงแค่  10 ห้องเท่านั้นฮะ เป็นโรงแรมไซส์กะทัดรัด แต่บอกได้เลยว่าอิมแพ็คในการพักผ่อนที่แรงมาก

เพราะด้วยความที่ห้องพักมันน้อยเนี่ยแหละ ก็เลยค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวมากๆ รวมไปถึงการตกแต่งแต่ละห้อง ก็จะไม่เหมือนกันฮะ

นอกจากเตียงนอนที่นุ่มละมุน เหมาะแก่การทิ้งตัวแล้ว ระเบียงด้านนอก ก็จะเจอกับบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาแบบใกล้ชิด

อดไม่ได้เลยที่จะโบกไม้ โบกมือให้กับเรือที่แล่นผ่านไปมา (เฟรนด์ลี่เว่อร์) 5555555

ตอกย้ำกับความเป็น The Best Romantic Hotel คือส่วนของห้องน้ำฮะ

ที่มีเพียงม่านสีขาวกั้นบางๆ ฉลุลายลูกไม้เป็นรูปหัวใจ

ไฮไลท์เด็ดคืออ่างอาบน้ำดีไซน์เก๋ นอกจากได้นอนแช่ ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้แบบฟินๆแล้ว ยังเป็นฉากถ่ายภาพเก๋ๆได้ด้วย

หลังจากเต็มอิ่มไปกับห้องพักแล้ว จะพาขึ้นไปชมวิวด้านบนกันต่อฮะ ซึ่งเป็น Rooftop Bar คูลๆ

ให้ได้เพลิดเพลินกับวิวเจ๋งๆกันอย่างหนำใจ แค่มีเครื่องดื่มดีๆซักแก้ว ก็นั่งได้ยาวแล้วล่ะ

ไม่ใช่แค่บรรยากาศที่เด็ดนะฮะ บริเวณด้านล่างเค้ามีร้านอาหารที่ไม่อยากให้ทุกคนพลาดด้วยฮะ

แม้จะไม่ได้พักที่นี่ ก็แวะเวียนกันมานั่งทานอาหารกันได้ 🙂

ร้าน NYE ที่มาจากคำว่า ‘นาย’ คำนำหน้าชื่อของผู้ชายในสมัยก่อนฮะ

ซึ่งจะมีความสอดคล้องกับชื่อของโรงแรมนั่นเอง เจ๋งเนอะ

ที่นี่เป็นทั้งร้านคาเฟ่บรรยากาศเก๋ๆ สามารถมานั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา

บรรยากาศในร้านตกแต่งด้วยสีแดงดูแล้วอบอุ่นมีพลัง ตัดกับสีดำที่ดูลึกลับน่าค้นหา

พร้อมของตกแต่งต่างๆที่ทำให้นึกถึงยุคสมัยก่อน แต่ก็ยังไม่ทิ้งความทันสมัยไปซะทีเดียว

อาหารของที่นี่ยังเป็นแบบฟิวชั่น ที่ดัดแปลงอาหารไทยมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

มาเริ่มที่เมนูอาหารว่างฟิวชั่นแบบเบาๆ

‘กระทงทอง’ ใบน้อยที่บรรจุยำแซลม่อนรสแซ่บไว้ด้านใน

กลิ่นหอมตะไคร้แบบไทยๆกับความสดของแซลมอน และความกรอบของกระทง ทำให้ทุกอย่างลงตัว

อีกเมนูเบาๆเอาใจสาวๆ ‘ซีซ่าสลัดเสิร์ฟกับปลากระพง’

ปลากระพงชิ้นใหญ่ ไม่คาว ทานกับผักสลัดสด เลค่อน และกรูตองซ์ อร่อยนัวเลยทีเดียว

ต่อกันด้วย ‘แกงคั่วหมูระกำ’ เมนูนี้เรียกได้ว่าครบรสมาก หมูสามชั้นชิ้นใหญ่ เคี่ยวนานจนนุ่ม

ให้ความหวานมันและหอมเข้ากับน้ำกะทิมาก ใช้ความเปรี้ยวจากระกำ รสชาติกล่มกล่อม ลงตัวแบบไม่น่าเชื่อ

มาถึงแกงโบราณหาทานยาก ที่เชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ (รวมถึงเราด้วย)

มันคือ แกงขี้กลัว เอ้ย! ‘แกงระแวง’ ฮ่าๆๆ

แกงนี้จะเป็นลูกครึ่งผสมระหว่างแกงแดงหรือพริกแกงเผ็ด และแกงเขียวหวาน

รสชาติเข้มข้นเพราะมีน้ำแกงขลุกขลิก หอมกลิ่นตะไคร้และสมุนไพร

เมนูสุดท้ายกับ ‘แกงรัญจวนซี่โครงหมูอ่อน’ ซี่โครงหมูเปื่อยนุ่มแทบไม่ต้องเคี้ยว

น้ำซุปมีกลิ่นหอมและรสของน้ำพริกกะปิ รวมถึงกลิ่นของใบโหระพาและเครื่องเทศสมุนไพรต่างๆด้วย

ส่วนเมนูสุดท้าย บอกเลยทีเด็ด ห้ามพลาด!!

เป็นเมนูอาหารเช้าเราเองฮะ ‘ข้าวต้มกุ้ง หมูบะเต็ง’

คือดีงามมากถึงมากที่สุด ไปลองกันเถอะ 😘

จะว่าไปแล้ว บรรยากาศของที่นี่ก็ดูค่อนข้างลึกลับนะฮะ มีเสน่ห์ของความน่าค้นหาอยู่มากๆ

 แต่ก็นะ ด้วยความสวยงาม น่าดึงดูด ขนาดนี้ ต่อให้ซ่อนยังไงก็คงปิดไม่มิด 😛

ก็เพราะว่าอำแดง เปรียบเสมือนหญิงสาวที่ทรงเสน่ห์ดีๆนี่เองล่ะฮะ

และนี่แหละฮะ Amdaeng ที่พักสไตล์บูธีค โฮเต็ล บรรยากาศโรแมนติคที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หากใครกำลังมองหาที่พักดีๆในกรุงเทพฯ เราขอแนะนำให้ไปลองสัมผัสที่นี่ดู แล้วจะหลงรักหญิงสาวคนนี้แบบเรา 🙂

สอบถามข้อมูลและติดต่อจองห้องพัก >> http://www.amdaeng.com

Read More

สวีทแบบสบาย ที่พักกาญจนบุรี นอนแพสุดหรู Rayaburi Resort

rayaburi resort กาญจนบุรี

สวีทแบบสบาย ที่พักกาญจนบุรี นอนแพสุดหรู Rayaburi Resort

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่พักสไตล์ Floating มาแรงมากจริงๆฮะ

และขุมทรัพย์ของแหล่งที่พักสไตล์นี้ ก็คงหนีที่ไหนไปไม่ได้ นอกจากจังหวัด กาญจนบุรี นี่เอง!

ทริปกาญจนบุรีรอบนี้ บอกเลยว่าเน้นความ Exclusive สุด

เพราะเราจะไม่ได้นอน Floating แบบธรรมดา แต่เป็น Floating ที่เพียบพร้อมในการสวีทวี๊ดวิ้ว

มีอ่างจากุซซี่ให้นอนแช่ท่ามกลางบรรยากาศกลางน้ำแบบ360องศากันอีกด้วย!

และแอบแถมนิดนึงนะฮะ เราจะพาแวะไปร้านคาเฟ่เปิดใหม่แบบชิคๆ มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ ให้ได้เก็บภาพกันอีกเพียบ

บอกเลยว่าทริปนี้โดนใจสายถ่ายรูปกันแน่นอน อิอิ

..

ต้องออกตัวไว้ก่อนเลย สำหรับคนที่จะมาเที่ยวกาญจนบุรีแบบนอนแพ

ขอแนะนำให้ออกจากบ้านกันไวกว่าปกตินิดนึงฮะ เพราะมันมีกิจกรรมให้เราเอ็นจอยอยู่ในที่พักพอควรเลยล่ะ 5555

และไม่ใช่แค่นั้น..ยังมีร้านคาเฟ่เปิดใหม่สุดชิค ที่อยากให้ทุกคนไปแวะระหว่างทาง

..

The Village Farm to Cafe

คาเฟ่ที่ถูกใจคนรักสายธรรมชาติฮะ นอกจากดีไซน์บรรยากาศร้านที่ดูเข้ากับธรรมชาติมาก

ด้านในยังมีกิจกรรมให้สามารถยืมจักรยานปั่นเล่น ชมความเขียวธรรมชาติ มีบึง มีภูเขา เหมือนสถานที่เที่ยวเจ๋งๆที่นึงเลยล่ะ

ไม่ใช่แค่นั้นนะฮะ ไฮไลท์อีกอย่างที่เซอร์ไพรส์สุดคืออุโมงค์ต้นไผ่ ที่ไม่ว่าจะถ่ายมุมไหน ก็สวยไปหมดเลย

สำหรับพื้นที่คาเฟ่ก็ค่อนข้างใหญ่นะฮะ มีโต๊ะให้บริการลูกค้าเยอะพอควรเลยล่ะ

ก็ไม่ต้องกลัวนะ ถึงแม้ร้านจะฮอตเบอร์ไหน ก็พร้อมรองรับลูกค้าอยู่แล้วล่ะ

สำหรับใครที่จะอยากจะไปที่นี่ ขอแนะนำว่าแวะขาไปจะเวิร์คกว่า

แอบสังเกตว่าขากลับคนจะแน่นกว่าเล็กน้อยน่ะ

ตั้งแต่ชื่อร้านรวมถึงบรรยากาศรอบๆ แน่นอนฮะที่นี่ต้องมีเมนูอาหารเพื่อสุขภาพเด็ดๆให้ลอง

ขี่จักรยานชมสวนไผ่มาเหนื่อยๆ ลองสั่ง น้ำอัญชัญมะนาว สีสวยมาเติมความสดชื่นหน่อยดีกว่า

น้ำอัญชัญมีรสหวานนิดๆเสิร์ฟมาเป็นก้อนน้ำแข็งในแก้ว พร้อมกับขวดน้ำมะนาวให้เรามาเทเอง

รสเปรี้ยวนิดหวานหน่อยแบบเย็นๆ ช่วยให้สดชื่นคลายร้อนดีจริงๆ

ต่อด้วย Capellini Olio Bacon ฮะ

หลายคนอาจไม่คุ้นกับเจ้าเส้นคาเปลลินี่อะไรนี่ จริงๆมันก็เหมือนเส้นสปาเก็ตตี้ทั่วไปเลยฮะแค่บางกว่า

ทำให้ตัวเส้นสามารถจับซอสได้ดี รสก็จะเข้มข้นกว่า

ผัดมากับพริกแห้ง กระเทียมและเบคอน จานนี้ใหญ่ใช้ได้เลยทีเดียว

มาสายสุขภาพทั้งทีต้องไม่พลาดเมนูนี้เลย สเต็กอกไก่นุ่ม

ซึ่งเค้าไม่ได้โกหกเลยฮะ ตัวไก่ผ่านการ Sous vide มานุ่มมากๆๆๆ

เนื้ออกไม่มีความแห้งหรือกระด้าง ไม่ต้องกลัวว่าทานแล้วจะฝืดคอ

เนื้อยังมีความฉ่ำ เสิร์ฟมาคู่กับซอสครีมเห็ด ทานกับสลัดด้วยดีต่อพุงมากฮะ

ทางร้านยังมีเมนูเพื่อสุขภาพอื่นๆอีกเยอะมากฮะ ทั้งขนม ชา กาแฟ และน้ำผลไม้สกัดเย็น

ถือว่าเป็นอีกร้านที่ใครมาพักที่กาญจะต้องแวะมาเลยฮะ

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/TheVillageFarmToCafe/

Google Maps : https://goo.gl/maps/wpBeXfG5P622

Tel : 034-540-599

 


Rayaburi Resort (รายาบุรี รีสอร์ท)

อีกหนึ่งที่พักสุดหรู แอบซ่อนตัวอยู่ในโซนลับของที่พักแพกาญจนบุรีฮะ

ด้วยทำเลที่ขับเลยโซนที่พักแพริมน้ำอื่นๆเข้ามาอีกหน่อย

ทำให้ความโดดเด่นอย่างแรกของที่นี่ คือเรื่องความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆเลยล่ะฮะ

บรรยากาศของ Rayaburi Resort โอบล้อมไปด้วยวิวสวยๆ น้ำใสๆ

ภูเขาล้อมรอบและความเงียบสงบ ได้ฟิลลิ่งของการพักผ่อนอย่างแท้ทรู

ซึ่งห้องพักของที่นี่ก็มีให้เลือกทั้งแบบคนที่ชอบวิวกว้าง มุมสูง แบบพาโนรามา

หรือจะเป็นสไตล์ชิลล์ๆ เป็นแพที่พักกลางน้ำให้ทุกคนได้สัมผัสธรรมชาติกันแบบสุดๆก็มีฮะ

แต่ๆๆ อย่าเพิ่งคิดว่าการอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติจะต้องลำบาก ต้องนอนร้อนตากยุง

ลบภาพพวกนั้นออกไปให้หมด เพราะที่รายาบุรี ทุกห้องพักคือเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

..

และอย่างที่บอกครั้งนี้ Exclusive สุดๆ ทริปนี้ห้องพักของเราเป็นโซนเปิดใหม่ด้วยล่ะฮะ

Raya Island Jacuzzi Suite ซึ่งทั้งที่พักมีแค่ 2 ห้องเท่านั้น!

ซึ่งไฮไลท์ของห้องนี้ จะมี อ่างจากุซซี่ ริมระเบียงห้องเลยฮะ

ให้ทุกคนได้นอนแช่อ่าง จิบเครื่องดื่มเย็นๆ พร้อมบรรยากาศสุดฟิน ทั้งสายน้ำ ทั้งภูเขาล้อมรอบ

โอยย ขับรถมาเหนื่อยๆ เจออะไรแบบนี้ บอกเลยว่าลืมความเหนื่อยล้าทั้งหมดเลยล่ะ 5555

หลังจากอินไปกับห้องพักสวยๆแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมอื่นให้ได้ทำกันอีกด้วยนะฮะ

ทั้งคายัค / ล่องแพ (มีทั้งล่องชมวิวแบบสวยๆและล่องแพเปียก)

บอกเลยว่า เอ็นจอยกับบรรยากาศเจ๋งๆและกิจกรรมสนุกๆกันได้เต็มที่ไปเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกินเลยล่ะ

เพราะทางที่พักมีห้องอาหารเป็นของตัวเอง ไม่ต้องขับรถออกไปให้เหนื่อยจ้า

หรืออยากจะสั่งอาหารมาทานที่ห้องพัก นั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกก็ได้ เอาเท้าจุ่มน้ำ นั่งๆนอนๆ ดีงามไปอีก!

พอตื่นเช้ามาก็แนะนำนะฮะ ออกมาแช่อ่างกันอีกรอบ

คราวนี้ขอแปลงโฉมเป็นคุณแพร นี่มันรายการเรียลลิตี้ This is me VATANIKA ชัดๆ

พร้อมกับจินตนาการเรียก สาจ๋า! มาถูหลังให้ฉันหน่อยซิ .. บอกเลยว่าลุคนี้ ฟิลมันได้ 5555555

อ่ะๆๆ ก่อนกลับบ้านขอเก็บอากาศดีๆให้เต็มปอดอีกซักนิด

อย่างที่บอกฮะว่าที่นี่เค้ามีทั้งแพเปียก เผื่อใครอยากจะโดดน้ำโครมๆกับกลุ่มเพื่อน

หรือถ้าใครอยากนั่งชมวิวเย็นๆสวยๆก็เลือกล่องแพแบบนี้ก็ได้ฮะ

เผื่อใครอยากมาสวีทกับแฟน พาลูกพาหลานหรือมากันแบบครอบครัวก็ได้

บนเรือเค้าก็จะมีทั้งผลไม้ ของว่าง และน้ำผลไม้ไว้บริการด้วย มโนว่าอยู่บนเรือยอร์ชส่วนตัวก็ไม่ปาน ฮ่าๆๆ

และสำหรับใครที่กำลังมองหา ที่พักสไตล์ Floating นอนแพกลางน้ำ

เน้นเงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัว ขอแนะนำที่นี่เลยล่ะฮะ Rayaburi Resort

เป็นอีกที่พักนึงที่บรรยากาศเจ๋งจริง วิวภูเขา ธรรมชาติ พร้อมกับสายน้ำเย็นๆล้อมรอบ

เป็นการชาร์จแบต เติมพลังชีวิตได้อย่างดีเลยอ่ะ ลองไปกันดู!

และไว้เจอกันใหม่รีวิวหน้าฮะ บ๊าย บายยยย >3

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/Rayaburi/

Google Maps : https://goo.gl/maps/sjePfX4CBHm

Tel :  096-356-2945


24 Hours a day, 7 Days a week for Journey!

Facebook : 247Journey

Twitter : 247Journey

Instagram : 247Journeyy

Read More

STOCK ร้านลับย่านรามคำแหง : บาร์เบอร์และคราฟท์เบียร์ดีๆ ที่คุณไม่ควรจะพลาด

Stock คราฟท์เบียร์

เปิดวาร์ป ร้านลับย่านรามคำแหง บาร์เบอร์และบาร์คราฟท์เบียร์ดีๆ ที่คุณไม่ควรจะพลาด!

“ทำในสิ่งที่รัก แล้วเราจะสามารถอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข” หลายคนคงเคยได้ยินแบบนั้นฮะ

บางคนก็ชอบเดินทาง บางคนก็ชอบทำอาหาร หรือแม้แต่ชอบทำงานคราฟท์

ซึ่งงานคราฟท์ที่พูดถึงเนี่ย ไม่ใช่แค่พวกเครื่องสานเครื่องทอ หรือดอกไม้ประดิษฐ์ตกแต่งแบบที่เข้าใจ

วันนี้จะมาเปิดโลกกับงานฝีมืออีกรูปแบบ นั่นคือ คราฟท์เบียร์ (Craft Beer) ฮะ

..

เผื่อใครไม่ใช่คอเบียร์ มาทำความรู้จักเจ้าคราฟท์เบียร์ก่อนดีกว่า!

คราฟท์เบียร์ คือเบียร์ที่เกิดจากการหมักเบียร์แบบดั้งเดิม

อารมณ์แบบต้มเบียร์เองอ่ะฮะ และที่สำคัญผลิตในจำนวนไม่เยอะ (เป็นผู้ผลิตไซส์ย่อย) น่ะฮะ

ซึ่งความเจ๋งของคราฟท์เบียร์นี่คือ คนหมักจะใส่วัตถุดิบอะไรก็ได้ตามชอบ

เหมือนการทำอาหารน่ะแหละ สไตล์ใครสไตล์มัน ปรุงออกมาก็ได้รสชาติที่ต่างกันไป

ซึ่งมันทำให้คนทำทั้งเสี่ยงและรู้สึกสนุกที่จะลอง

เพราะแบบนี้น่ะแหละฮะ..คราฟท์เบียร์แต่ละที่ก็เลยมีความยูนีคและมีรสชาติเฉพาะตัว

อ่านมาถึงตรงนี้รู้สึกได้ถึงความคูลเลยใช่มั้ยล่ะ? แฮ่ๆ 😛

วันนี้เราเลยอยากชวนไปรู้จักร้านคราฟท์เบียร์ดีๆอีกร้านฮะ

ที่เจ้าของร้านเค้าค่อนข้างหลงใหลในการดื่มและทำเบียร์ทานกันเอง

เรียกได้ว่าร้านนี้เกิดได้ เพราะมาจาก Passion ส่วนตัวล้วนๆฮะ!

..

STOCK รามคำแหง112

จริงๆหลายคนย่านนั้น น่าจะรู้จักร้านนี้ในนามของ แต๋ง บาร์ ฮะ

เพราะร้านพี่แต๋งเนี่ยเป็นร้านนั่งดื่มชิลล์ๆประจำหมู่บ้านสัมมากร ซอยรามคำแหง 112 นี้เลยล่ะ

เปิดกิจการมานานมากฮะ ตั้งแต่สมัยเป็นบาร์ที่มี Rooftop

จนตอนนี้ปรับรูปแบบร้านลงมาให้เหลือเพียงแค่ชั้นล่างเท่านั้น

แต่ใครเอยจะไปรู้! ว่าตอนนี้พื้นที่ชั้น 2 ของร้าน จะมีทีเด็ดซ่อนอยู่ฮะ

Stock เป็นเหมือนคอมมูนิตี้ย่อมๆสำหรับคนรัก Craft Beer เลย

เพราะที่นี่เค้ารวบรวมเบียร์จากเพื่อนๆ คนรู้จักที่ชื่นชอบการทำคราฟท์เบียร์มาให้ชิมกันฮะ แต่ละตัวนี่เด็ดๆแน่นอน

จริงๆแล้วพื้นที่ตรงนี้มันเริ่มมาจากความชอบของเจ้าของร้านฮะ

เป็นกลุ่มเพื่อนที่ชื่นชอบการกินเบียร์ การทำคราฟท์เบียร์

เลยเริ่มจากการทดลองทำและผลัดกันชิม แลกเปลี่ยนกันไป-มา

จนพัฒนาเป็นรูปแบบเฉพาะของตัวเองเนี่ยแหละฮะ

โดยที่ร้านจะมีโต๊ะให้นั่งชิลล์กันเพลินๆ ลมเย็นๆผ่านหน้าต่าง มีวิวต้นไม้

ฟังเพลงเพราะๆ ก็ถือว่าเป็นช่วงโมเมนท์ดีๆเลยล่ะฮะ

ส่วนถ้าใครต้องการกับแกล้มมาทานเพลินๆ ก็สามารถซื้อจากข้างนอกเข้ามาทานได้เลยฮะ

โคตรเยี่ยมอ่ะตรงนี้ คิดว่าหลายคนอาจจะจัดขนมไปหลายห่อ (กินเยอะกว่าเบียร์อีกงี๊ ฮ่าๆๆ)

คือชอบมาก ดูแบบ Open สุดๆ อยากให้ทุกคนได้มาลอง!

ที่ร้านก็จะมีแท็ปเบียร์อยู่พอควรเลยฮะ ซึ่งแต่ละแท็บ(หัวกด)ก็จะมีรสชาติเฉพาะตัวมากๆเลย

บางตัวอาจจะเข้ม บางตัวก็รสละมุน แล้วแต่ความชอบส่วนตัวเลย

โดยราคาของคราฟท์เบียร์ร้านนี้ เซอร์ไพรส์หลายคนแน่ๆฮะ

ปกติคราฟท์เบียร์แต่ละแก้วจะราคาค่อนข้างเอาเรื่องอยู่

แต่ร้านนี้อยากปล่อยของ อยากให้ทุกคนได้มาลองชิมคราฟท์เบียร์ดีๆในราคาที่เอื้อมถึงได้

ตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ : ราคา 100.- ทุกแก้ว

เอ้า! ไปชนกันได้ 😛

และนอกจากเป็นร้านคราฟท์เบียร์สัญชาติไทยแท้แล้ว

ความเจ๋งอีกอย่างของที่นี่คือ

ก็ยังมีโซนบาร์เบอร์ บริการตัดผมชายสไตล์วินเทจ ที่เวลาเปิด-ปิดไม่เหมือนใครอีกด้วยล่ะฮะ

ซึ่งเค้าจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 3 ทุ่ม ถึง ตี 2 เท่านั้น

เหมาะมาก! สำหรับหนุ่มๆที่ไม่มีเวลา เลิกงานช้า และยังมีงานด่วนตอนเช้าอีก

หาร้านตัดผมเสริมลุคไม่ทัน แวะมาที่นี่ได้เลยฮะ

ซึ่งเราว่ามันเวิร์คมากอ่ะ

เพราะนอกจากฝีมือการตัดผมที่พูดได้ว่าเนี๊ยบและใส่ใจรายละเอียดแล้ว

ที่นี่เค้ายังมีโปรคูลๆ ตัดผมแถมคราฟท์เบียร์เย็นๆ เสริมหล่อไปจิบเบียร์ไป โอยยย ชิลล์ไปอี้ก!

นั่นแหละฮะ คงไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร

แต่ก็มีหลายคนที่โชคดี รู้จักตัวเองและมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่รัก

เหมือนกับ STOCK บาร์เบอร์และบาร์คราฟท์เบียร์เล็กๆแห่งนี้

ความมุ่งมั่นในการทำร้านที่เต็มไปด้วย Passion อยากให้ที่นี่เป็นเหมือนคอมมูนิตี้สำหรับคนรักคราฟท์เบียร์

หากใครมีโอกาสผ่านไปโซนนี้ เราก็อยากให้ลองแวะไปเยี่ยมหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพี่ๆเค้ากันนะฮะ

นอกจากได้ลองเบียร์รสชาติใหม่แล้ว ยังได้มิตรภาพดีๆอีกด้วยฮะ 🙂

ข้อมูลเพิ่มเติม : STOCK


24 Hours a day, 7 Days a week for Journey!

Facebook : 247Journey

Twitter : 247Journey

Instagram : 247Journeyy

Read More